เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
Biz Movement พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
Real Estate รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
Real Estate สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
Business ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
Economic ‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
Economic พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
World สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
Economic เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
อดีตทูตรัศม์  ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
Politics อดีตทูตรัศม์ ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
Economic จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
ดูทั้งหมด

ย้ายประเทศ : จากนักการตลาดในไทย กลายมาเป็นหัวหน้าเชฟซูชิในอังกฤษได้อย่างไร

05 ม.ค. 2566 | 08:51น.

“ไม่มีใครรับเฟิร์นเลย เฟิร์นสมัครไปเป็นร้อยงาน ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน จะเป็นทำความสะอาด จะเป็นเชฟ ไม่มีใครรับเฟิร์นเลย ต้องขอบคุณร้านอาหารไทยที่อย่างน้อยก็รับเฟิร์นเข้าไป”

ลัทธวรรณ สุขบุญเพ็ญ บิวแคนนอร์ หรือ เฟิร์น หญิงไทยวัย 34 เล่าชีวิตช่วงแรกหลังตัดสินใจเดินทางมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองลีดส์ทางเหนือของอังกฤษ พร้อมกับสามีที่พบรักกันในประเทศลาวก่อนจะแต่งงานกันในเวลาต่อมา เธอพอจะทราบชะตาชีวิตตัวเองว่า คงจะไม่สามารถทำงานการตลาดเหมือนกับที่เคยทำอยู่ที่ประเทศไทยได้ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างรวมถึงความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ

สาวจากเมืองกรุงเก่าจึงเริ่มเข้าคอร์สเรียนทำอาหารทั้งคาวหวาน อาหารไทย อาหารฝรั่ง เพื่อเตรียมตัวมาหางานทำที่ประเทศอังกฤษ บ้านเกิดของสามี

“ทุกอย่างเป็นศูนย์”

“ถึงเราจะมีปริญญา เรามีโปรไฟล์ดีขนาดไหน แต่เมื่อเราย้ายมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษแล้ว ถือว่าทุกอย่างเป็นศูนย์” เฟิร์นซึ่งจบปริญญาโทจากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าว โดยหลังเรียนจบ เธอเคยทำงานทั้งด้านการตลาดและนำเข้าส่งออกที่บริษัทในประเทศไทยหลายปี

ประสบการณ์ที่เคยเดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นช่วงที่เป็นพนักงานประจำของบริษัทในประเทศไทย ทำให้เธอเริ่มสนใจอาหารญี่ปุ่น ประกอบกับความไม่ถนัดในการทำอาหารฝรั่ง เธอจึงคิดว่า การเป็นเชฟซูชิน่าจะเหมาะกับเธอ

เส้นทางการเป็นเชฟซูชิในอังกฤษไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อมาถึงอังกฤษช่วงเดือน มี.ค. 2017 เธอยื่นสมัครงานตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อให้มีงานทำก่อน และโชคดีที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งรับเธอให้ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารในร้าน

“เนื่องจากตัวใหญ่ พี่เขาก็เลยคิดว่า งั้นเดี๋ยวลองไปทำในครัวดู ก็เลยได้ทำเป็นสตาร์ตเตอร์ในร้านอาหารไทยอะค่ะ ก็ได้ทำอยู่สักพักหนึ่ง ไม่กี่เดือน” หลังจากเฟิร์นได้เรียนรู้งานในครัวได้ 3 เดือน เธอก็เริ่มสมัครงานกับร้านอาหารที่เป็นของบริษัทต่างชาติ

แม้เธอไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ แต่เธอก็คิดว่า พอจะใช้ภาษาอังกฤษได้บ้าง “เฟิร์นคิดว่า เฟิร์นพูดได้ประมาณ 30-40% ฟังได้ แต่บางทีเราตอบกลับเขาไม่ได้”

การพยายามข้ามขั้นจากร้านอาหารไทยไปทำงานกับร้านอาหารของต่างชาติจึงเป็นเรื่องท้าทายและเป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเอง แม้ว่าชีวิตในการทำงานที่ใหม่จะไม่ได้ราบรื่นนัก

เฟิร์นได้งานที่ร้านอาหารญี่ปุ่นของคนอังกฤษ ด้วยความที่ประสบการณ์ยังน้อย ทางร้านจึงให้เธอช่วยงานต่าง ๆ ในครัว ด้วยค่าตอบแทนตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ช่วงโควิดระบาด ร้านอาหารต้องปิดหลายเดือน เธอจึงอาศัยจังหวะนี้กลับไทยเพื่อฝึกฝนฝีมือในการทำซูชิ

“เราก็กลับไทยไปเรียนเพิ่มค่ะ เรียนกับอาจารย์ที่เป็นชาวญี่ปุ่นด้วย ที่สุขุมวิท แล้วก็เรียนหลาย ๆ อย่าง” เฟิร์นบอกว่า เธอได้ลงเรียนเพิ่มหลายคอร์สรวมถึงการทำอาหารไทย ไม่ใช่แค่การทำซูชิอย่างเดียว เพื่อพัฒนาตัวเอง

แรงกดดันทำให้ต้องโชว์

แต่กระนั้น เธอก็ยังไม่ได้แสดงความสามารถในการทำงานที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้มากนัก นอกจากนี้ก็รู้สึกไม่ดีกับระบบการทำงานที่นี่ และเพื่อนร่วมงานที่แทบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติจากแถบยุโรป เธอเป็นคนเอเชียเพียงหนึ่งเดียว แต่เธอก็ทำงานที่นี่นานถึง 3 ปีครึ่ง

“ในช่วงเวลานั้น สามปีครึ่ง ก็มีทั้งโดนดูถูก ทั้งโดนกดดัน เพราะว่า เราเป็นเอเชีย เราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้” เฟิร์นเล่า “เขาก็โยนโน่นโยนนี่มาให้เราทำ” เธอรู้สึกว่า เพื่อนร่วมงานดูถูกความสามารถของเธอ

“เฟิร์นคิดว่า เฟิร์นมีความสามารถในด้านการด้านถ่ายภาพ แล้วก็เราชอบทำซูชิ เฟิร์นก็เลยอยากจะโชว์ผลงานตัวเอง ก็เลยเริ่มทำอินสตาแกรมขึ้นมา” เฟิร์นเล่าถึงการเริ่มใช้โซเชียลมีเดียในการโฆษณาผลงานของตัวเอง หลังจากที่รู้สึกไม่กล้าโชว์ความสามารถของตัวเอง “เพราะเรากลัว เพราะว่า มันก็ยังมีคนที่เหนือกว่าเรา คนที่แบบว่า เก่งกว่าเรา ก็เลยทำให้เราไม่กล้า”

อินสตาแกรมเปลี่ยนชีวิต

ด้วยความเป็นคนรักสวยรักงาม เธอจึงนำความชอบส่วนตัวมาใช้ในการสร้างสรรค์ซูชิขึ้นมาเป็นหน้าตาและรูปทรงต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกับซูชิธรรมดาทั่วไป และโพสต์ลงทางอินสตาแกรม ศิลปะการทำซูชิของเธอเตะตาคนที่ได้พบเห็น จากงานอดิเรกที่ทำคลายเครียดยามว่างจากการทำงานประจำ ได้สร้างโอกาสใหม่ให้เธอมากมาย

ขณะที่เธอยังคงต้องทนทำงานอยู่ที่เดิม ไฟในการทำงานของเธอก็เริ่มมอดลง เธอพยายามจะแสดงฝีมือและความสร้างสรรค์ในการจัดเซ็ตซูชิเสิร์ฟให้ลูกค้า แม้ลูกค้าจะชื่นชอบ แต่เธอกลับถูกเพื่อนร่วมงานวิจารณ์

“คราวนี้ เพื่อนร่วมงานก็เริ่มมีปัญหาเหมือนกัน ก็เริ่มบอกว่า เธอทำสวยทำไม เวลาลูกค้ามาก็อยากได้ออนไอซ์ ก็อยากได้ซูชิอยู่บนน้ำแข็ง เพราะปกติเขาจะใส่แค่จาน แต่ของเฟิร์น เฟิร์นใส่ในน้ำแข็ง แล้วก็แบบว่า จัดสวยงาม คือโดนแบบนี้บ่อยมาก เฟิร์น ทำไมเธอต้องทำอย่างนี้ พอเราทำสวย พอเราทำดีขึ้นมา เขามอง เขารู้สึกว่า ทำเพื่ออะไร ทำไปทำไม” เชฟซูชิชาวไทยเล่าถึงความอึดอัดในการทำงาน

นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมในที่ทำงาน และการส่งมอบงานระหว่างกะ ในที่สุดเธอก็เริ่มทนไม่ไหว และตัดสินใจลาออก หลังจากเจ้าของร้านสเต๊กแห่งหนึ่งเสนอเปิดบาร์ซูชิให้เธอโดยเฉพาะ

แต่เฟิร์นทำงานที่นี่ได้เพียง 3 เดือน เธอก็เปลี่ยนงานอีกครั้ง เพราะบาร์ซูชิที่อยู่กลางแจ้งไม่ค่อยมีลูกค้าในช่วงหน้าหนาว งานใหม่ของเธอเป็นร้านอาหารบุฟเฟต์เปิดใหม่

จากจำนวนคนติดตามในอินสตาแกรมช่วงแรกเพียง 53 คน เฟิร์นมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกลายมาเป็นมากกว่า 3 หมื่นคนภายในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากที่บรรดาเพจดังเกี่ยวกับซูชินำภาพซูชิที่สวยงามแปลกใหม่ของเธอไปแชร์จำนวนมาก

การมีคนรู้จักมากขึ้น ทำให้เรื่องราวของเธอกลายเป็นที่สนใจของสื่อ และในช่วงที่ทำงานที่ร้านบุฟเฟต์นี่เอง หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นยอร์กเชียร์ อีฟนิง โพสต์ ได้สัมภาษณ์เรื่องราวของเธอและร้านอาหารไปตีพิมพ์

ซูชิสานล้านวิว

“งานต่าง ๆ ที่เราได้มาเนี่ย ในทุกวันนี้ เป็นเพราะอินสตาแกรม” เฟิร์นกล่าว เธอคิดว่า น่าจะเป็นเพราะรูปแบบที่แตกต่างของซูชิ และสีสันของปลาและผักที่เธอเลือกใช้ ผสมผสานเข้ากับการแกะสลักของไทยด้วย “แกะสลักฟักทอง อะไรอย่างนี้ ใส่ลงไปด้วย มันก็จะดูแปลกใหม่ ไม่ค่อยมีใครทำ คือในลีดส์ ก็ไม่มีใครทำ ก็คือมีเฟิร์น”

ผลงานการประดิดประดอยซูชิที่ทำให้มีคนติดตามเธอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วคือ “การถักแซลมอน” เฟิร์นเล่าว่า ตอนแรกเธอได้แนวคิดมาจากปลาตะเพียนสานที่เธอพบเห็นที่อยุธยาบ้านเกิดของเธอ เธอจึงพยายามจะนำแซลมอนมาทำเป็นปลาตะเพียนสานแต่ไม่สำเร็จ แต่เมื่อเห็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีการนำตอกไม้ไผ่มาสานเป็นกระเป๋าลวดลายต่าง ๆ เธอจึงได้ลองตัดแซลมอนเป็นเส้น ๆ และนำมาสานกันไปมาดูบ้าง ก่อนจะนำมาวางบนข้าวและปั้นเป็นทรงกลมคล้ายลูกตะกร้อ

“โพสต์นั้นโพสต์แรกเลย 1 ล้านวิวเลย” เฟิร์นคาดไม่ถึงว่าจะมีคนเข้าชมคลิปที่เธอตัดต่อง่าย ๆ มากถึงขนาดนั้น “ดีใจมากเลยค่ะ หลังจากนั้น ก็เริ่มพัฒนาตัวเองมาเรื่อย ๆ เริ่มแบบว่า ลองทำอะไรแปลก ๆ ดู สไลซ์แบบนี้ดู แล้วก็ทุกวันก็คือ ดูอินสตาแกรม ดูยูทิวบ์” โดยเธอบอกว่า เธอคอยติดตามผลงานของเชฟคนอื่น ๆ เช่นกัน เพื่อดูว่า ใครมีผลงานที่น่าสนใจ แล้วเธอสามารถทำเช่นนั้นได้ไหม ถ้าทำได้แล้ว สามารถพัฒนาอะไรเพิ่มเติมได้อีกบ้าง

นอกจากงานในอังกฤษ ยังมีคนที่ชื่นชอบผลงานและเห็นความสามารถของเธอผ่านทางอินสตาแกรม ชักชวนให้เธอไปร่วมงานด้วยในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส นครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และในสหรัฐฯ แต่เธอก็เลือกที่จะอยู่กับครอบครัวในเมืองลีดส์ต่อไป โดยงานปัจจุบันที่เธอทำคือตำแหน่งรองหัวหน้าเชฟซูชิอาวุโส ที่ภัตราคารหรูในเครือไอวี สัญชาติอังกฤษ ที่มีสาขาอยู่ตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศ

หญิงแกร่งคุมผู้ชายทั้งทีม

เธอคว้าโอกาสนี้ไว้ หลังจากได้รับการติดต่อจากทางบริษัทใหญ่แห่งนี้ ถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญจากการเป็นลูกมือในครัวร้านอาหารไทยเมื่อห้าปีก่อนหน้านั้น มาสู่การเป็นเชฟซูชิที่ต้องดูแลคนในทีมอีก 8 คน ในบริษัทที่มีระบบการทำงานแบบมืออาชีพ

“เฟิร์นต้องขอบคุณตัวเองในทุกวันนี้ก็คือ ไม่ขี้เกียจ อดทน อดทนมาก ภาษาไม่ได้ ฉันก็จะสู้ นี่คือตัวเฟิร์น เพราะว่าเฟิร์นต้องคุมทีม ซึ่งทีมแต่ละคนไม่ใช่คนอังกฤษ เป็นคนต่างชาติหมดเลย ภาษาเราไม่ดี แต่เราต้องเป็นผู้หญิงแกร่ง เป็นผู้หญิงที่สามารถคุมผู้ชายทั้งทีมได้ นี่คือเฟิร์นนะคะ แล้วผู้ชายทั้งทีมต้องกลัวเรา แต่เราใจดีนะคะ แต่เขาก็กลัวเรา ถ้าเกิดเราหันไปมองปุ๊บ เขาจะรู้เลยว่า ทำอะไรผิด แล้วเขาก็จะเกรงใจเรา” เฟิร์นเล่าด้วยความภูมิใจ โดยปัจจุบันเธอสามารถบริหารทีมงานเพื่อบริการลูกค้าที่จองโต๊ะเข้ามาในระดับ 500-600 คน ได้

นอกจากจะต้องบริหารงานทั่วไป เธอยังต้องจัดการเรื่องความขัดแย้งของคนในทีมอีกด้วย “เรื่องซุบซิบนินทา มันเป็นเรื่องปกติ แต่ว่า บางทีมันก็แรง มันสามารถทำให้สองฝ่ายตีกันได้ในการทำงาน” เฟิร์นบอกว่า เธอต้องพยายามเป็นกลาง และเมื่อคนในทีมนำเรื่องต่าง ๆ มาปรึกษาเธอ เธอก็จะรับฟังและไม่นำไปพูดต่อ

แม้ว่าเฟิร์นบอกว่า เธอไม่ได้เชี่ยวชาญถึงขนาดเป็น “มาสเตอร์ซูชิเชฟ” แต่การมาถึงจุดนี้ได้ก็ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้น โดยนอกจากความทะเยอทะยานของเธอแล้ว ส่วนสำคัญคือการสนับสนุนจากทั้งครอบครัวของเธอและครอบครัวของสามี ทั้งในเรื่องการเรียนหลักสูตรต่าง ๆ และคอยช่วยเตือนสติในยามที่เธอต้องรับมือกับความเห็นหยาบคายทางอินสตาแกรม

“คอมเมนต์ว่า ทำไมเธอถึงใส่ถุงมือทำซูชิ หรือว่า คอมเมนต์แบบว่า ฉันจะอ้วกกับซูชิของเธอ…ตอนแรกตอบกลับมาก แต่ครอบครัวเตือนสติไว้ บอกว่า อย่าตอบกลับ ถ้ารับไม่ได้ให้ดีลีตทิ้ง” เฟิร์นเล่า และแนะนำคนที่ต้องการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเผยแพร่ผลงานเช่นเดียวกับเธอว่า “ต้องทำใจ” และหากรู้สึกไม่ดีกับความเห็นเหล่านั้นก็ให้ลบทิ้ง ไม่ต้องไปตอบโต้ เพราะเธอเรียนรู้แล้วว่า “อะไรก็แล้วแต่ให้เขาเห็นแต่ด้านดี ๆ ในโซเชียล”

อย่าปิดโอกาสเพราะภาษา

เฟิร์นบอกด้วยว่า เธอเห็นเชฟซูชิชาวไทยฝีมือดีจำนวนมากตามกลุ่มต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย ขณะที่อังกฤษยังขาดคนทำงานในตำแหน่งนี้ ดังนั้นเธอจึงแนะนำให้ผู้ที่สนใจลองไขว่คว้าหาโอกาสเช่นเดียวกับเธอ อย่าปิดกั้นโอกาสของตัวเองเพียงเพราะคิดว่า พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และลองใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์

“คุณไม่มีโซเชียลมีเดีย คุณจะดีขนาดไหน ไม่มีใครรู้จักคุณนะคะ อันนี้สำคัญ ลองเริ่มนะคะ ลองเริ่มทำดู เล็ก ๆ น้อย ๆ เวลาทำงาน ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ค่ะ ทำงาน ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ เก็บไว้เป็นผลงานตัวเอง วันหนึ่งอะค่ะ จะมีคนติดต่อคุณไปเอง ถ้าเขารักคุณ เขาชอบคุณ เขาทำวีซ่าให้คุณแน่นอน คุณไม่ต้องจ่ายอะไรเลย เขาต้องการคนทำงาน ปัจจุบันที่อังกฤษขาดซูชิเชฟค่ะ”

ทุกวันนี้นอกจากเธอจะถ่ายรูปและทำคลิปวิดีโอโพสต์ตามช่องทางโซเชียลมีเดียของเธอแล้ว บางครั้งเธอก็ถ่ายทอดสดเวลาทำซูชิ พูดคุยกับผู้ที่ติดตามเธอซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติด้วย “เฟิร์นจะบอกเขาเสมอนะคะ เวลาเฟิร์นไลฟ์ ‘มาย อิงลิช น็อต เวรี่ กู๊ด อัม ฟรอม ไทยแลนด์ สวัสดีค่ะ’ อย่างนี้เลย ก็คือแบบว่า พูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยค่ะ แล้วก็บอกว่า ฉันน่ะ ออกเสียงไม่ชัดนะ ลิ้นไก่ฉันสั้น” เฟิร์นกล่าวติดตลก

เฟิร์นบอกว่า ซูชิเป็นศิลปะ ขึ้นอยู่กับว่าจะสร้างผลงานศิลปะนั้นออกมาให้สวยขนาดไหน นอกจากสีสันของปลา ผัก และข้าว การจัดจานก็มีความสำคัญ

“ฉันใส่หัวใจและจิตวิญญาณลงในการสร้างสรรค์ซูชิของฉัน” ข้อความที่เธอเขียนไว้บนหน้าแรกของอินสตาแกรมอาจจะเป็นบทสรุปของความสำเร็จนี้

…..

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซูชิ ย้ายประเทศ อังกฤษ