เปิดอาณาจักรเรือด่วนหมื่นล้าน พลิกที่ดินบุกอสังหา-ท่องเที่ยว

chao pa ya
สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม

เปิดอาณาจักรหมื่นล้าน “สิงหลกะ-พิชัยรณรงค์สงคราม” ส่งไม้ทายาทรุ่น 4 เร่งต่อยอดธุรกิจ 103 ปี ขนส่งทางน้ำเรือด่วน-เรือข้ามฟาก บุกหนัก “เรียลเอสเตต-ท่องเที่ยว” รับนักเดินทางทั่วโลก พัฒนาทัวร์ริสท์โบ๊ท Hop on Hop off บริการล่องเจ้าพระยา-คลอง พลิกที่ดินเก่าเขตรัตนโกสินทร์ ผุดโรงแรม-ศูนย์การค้า-ร้านอาหาร-พลาซ่า เตรียมขึ้นโครงการใหม่ ริมน้ำเยื้องวัดพนัญเชิงอยุธยา-หัวหิน-แยกพรานนก ชี้รัฐบาลมาถูกทาง ไทยมีดี-ซอฟต์พาวเวอร์แข็งแรง

นางสุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม ประธานกรรมการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด และกลุ่มบริษัท สุภัทรา จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันอายุ 79 ปี ย่าง 80 ปีแล้ว ยังทำงานปกติ ที่บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยามานาน 54 ปีจนเลยวัยเกษียณ และบริษัทเรือข้ามฟากสุภัทรา เป็นเรือที่เดินทางมาแล้ว 103 ปี ซึ่งสืบทอดธุรกิจมาจากบรรพบุรุษคือคุณยาย (คุณหญิงบุญปั๋น สิงหลกะ) และคุณแม่ (คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ)

ปรับแผนตามยุค

สำหรับขนาดธุรกิจในเครือรวมกันแล้วจะมีมูลค่าสูง รายได้มาจากหลายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งรีสอร์ต โรงแรม ศูนย์การค้า ร้านอาหาร และพลาซ่า ประมาณ 13 บริษัท มีพนักงานรวม 700 คน กระจายอยู่หลายทำเล ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจให้บริการ Hospitality Service ซึ่งต่อยอดมาจากธุรกิจดั้งเดิมคือ บริการขนส่งทางน้ำ ทั้งเรือด่วนและเรือข้ามฟาก ที่รับโอนมาจากรัฐบาลโดย ร.ส.พ. กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่ปี 2512 ให้บริการวิ่งเรือตั้งแต่ถนนตก-เกียกกาย-ตลาดขวัญ

สถิติเรือด่วนมีผู้ใช้บริการสูงสุด 6 หมื่นคนต่อวัน ปัจจุบันผู้โดยสารที่ใช้บริการทั้งหมด โดยเฉลี่ย 2 หมื่นคนต่อวัน ขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาเพื่อการลงทุน โดยมีแผนจะให้บริการเรือไฟฟ้าด้วยเช่นกัน

“สังคมทุกวันนี้เปลี่ยนไป การเดินทางของคนก็เปลี่ยนเช่นกัน สมัยที่ทำเรือด่วนใหม่ ๆ ยุคนั้นมีความจำเป็นต้องเดินทางทางน้ำ เพราะกระทรวงหลายกระทรวงอยู่ริมน้ำ รวมทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ทุกคนล้วนต้องเดินทางทางน้ำเพื่อเข้ามาสถาบันและแหล่งงาน แต่ทุกวันนี้ทุกแห่งย้ายกันหมดแล้ว” นางสุภาพรรณกล่าวและว่า

จากจุดเปลี่ยนตรงนั้นก็มีสิ่งใหม่มาแทนที่คือ “นักท่องเที่ยว” เพราะประเทศไทยโด่งดังด้านการท่องเที่ยว โดยนิยมใช้บริการรถไฟฟ้ากับเรือโดยสาร ซึ่งนักท่องเที่ยวจะมากลางวัน แต่เรือด่วนเจ้าพระยาไม่ใช่เรือที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยว ทั้งเรื่องภาษาและหลังคาเรือเตี้ย ทำให้บริษัทต้องปรับแผนเรื่องการต่อเรือใหม่ ต้องทำให้สูง เพราะมีฝรั่งใช้บริการมากขึ้น แต่ลูกค้าหลักยังเป็นคนไทย

พร้อมลงทุนในบริษัทใหม่ชื่อ “เจ้าพระยาทัวร์ริสท์โบ๊ท” ให้บริการเรือท่องเที่ยวแบบฮอปออน-ฮอปออฟ (Hop on Hop off) เป็นเรือวิ่งเทียบท่า 8 ท่าเรือรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ อาทิ ท่าพระอาทิตย์ พรานนก ท่ามหาราช ท่าช้าง วัดอรุณฯ ท่าราชินี ราชวงศ์ ไอคอนสยาม สาทร และเอเชียทีค ซึ่งได้รับความนิยมมาก ล่าสุดได้ลงทุนต่อเรือใหม่เป็นเรือ 2 ชั้นเหมือนรถ เพราะนักท่องเที่ยวชอบดูวิว ฝรั่งชอบอาบแดด

ปัจจุบันมีเรือด่วน 56 ลำ ลงทุนต่อเรือเอง ออกแบบเอง เราเป็นบริษัทที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะเราเป็นหนึ่งเดียวในแม่น้ำ เมื่อก่อนซื้อไม้เอง เติมน้ำมันเอง ซ่อมเอง วิ่งเอง เราเลิกต่อเรือไม้มา 9 ปีแล้ว ตอนนี้เป็นเรืออะลูมิเนียม ออกแบบโดยฝรั่งหมดแล้ว

“ดิฉันเป็นสมาชิกสมาคมผู้ประกอบการเดินเรือทั่วโลกด้วย และกำลังจะเชิญสมาชิกมาประชุมที่ประเทศไทยในอีก 2 ปีข้างหน้ารวม 400 คน ตอนนี้เรากำลังปรับเรือให้ทันสมัย สู้กับฝรั่งให้ได้ เหมือนในปารีส ลอนดอน เพราะแม่น้ำเจ้าพระยามีเสน่ห์มาก มีมากกว่าแม่น้ำอื่น ๆ ในยุโรป เพราะมีทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคตอยู่ในแม่น้ำเดียวกัน และมีทุกศาสนา” นางสุภาพรรณกล่าว

รายได้จากท่องเที่ยว

นางสุภาพรรณกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า เราเกิดจากจุดนี้ สิ่งที่เราได้มาไม่ใช่เพราะการเดินเรือโดยสาร แต่มาจากการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจสร้างรายได้ให้เราอยู่ได้และเจริญเติบโตยั่งยืน อย่างตอนนี้เรามีเรือเช่า มี Sun Set Cruise มีดินเนอร์ Cruise แล้วก็มีเรือลอยอังคาร ตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจเรือให้เช่าเพื่อลอยอังคาร ผลตอบรับดีมาก ซึ่งเรือบริษัทเป็นที่นิยมเพราะราคาไม่แพง และสามารถจอดรถได้สะดวกที่ท่ามหาราช รวมถึงให้บริการเรือเช่าไปต่างจังหวัด มีทัวร์สายมู 9 วัด 3 วัดด้วย

ล่าสุด ได้ตั้งบริษัทสื่อโฆษณา “แอดซ์เจ้าพระยา” ทำสื่้อโฆษณาติดรอบตัวเรือ และตามท่าเรือต่าง ๆ พร้อมขยายการติดตั้งไปสู่โครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดของเครือ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ใหม่อีกทาง

ส่วนธุรกิจโรงแรมในเครือชื่อ “ริว่า” ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมี 2 แห่งคือ Riva Surya ถนนพระอาทิตย์ และ Riva Arun อยู่ท่าเตียน ตรงข้ามวัดอรุณฯ แหล่งท่องเที่ยวที่พีกที่สุดในขณะนี้ ที่พักเราจะเต็มตลอด เพราะเห็นวิวทิวทัศน์ทั้งยามเช้าและราตรี

รวมถึงธุรกิจร้านอาหาร 2 แห่งคือ ร้านสุภัทรา ริเวอร์ เฮ้าส์ อยู่ย่านวังหลัง หลังวัดระฆังฯ อยู่ติดริมเจ้าพระยาเช่นกัน อีกร้านอยู่ที่หัวหิน ชื่อร้านสุภัทรา ริมทะเล ติดกับหาดเขาตะเกียบ และศูนย์การค้าท่ามหาราช อยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง อยู่ฝั่งตรงข้ามวัดมหาธาตุฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ และศูนย์การค้าท่าวังหลัง ติดกับท่าเทียบเรือ ซึ่งได้พัฒนาเป็นแหล่งช็อปปิ้งทันสมัยเข้ากับยุคของคนรุ่นใหม่ สะอาด ปลอดภัย

“ตอนนี้เตรียมจะลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ที่หัวหินเพิ่ม และพระนครศรีอยุธยา ใช้ชื่อ ริว่า หัวหิน ริมทะเลเขาตะเกียบ และริว่า อยุธยา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เยื้องกับวัดพนัญเชิง เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวที่จะสร้างเม็ดเงินอีกมหาศาล”

ล่าสุด ได้ลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานขนาดไม่ใหญ่มากแต่ทำเลดี ชื่อ “พรานโน่” ตรงสี่แยกพรานนก จะเป็นทั้งโรงแรมและศูนย์การค้า อยู่ใกล้โรงพยาบาลศิริราช ใกล้ท่าวังหลัง จะมีห้องให้เช่าสำหรับคนที่มาทำธุรกิจที่ศิริราช โดยเน้นจับตลาดกลาง-ล่าง ไม่ใช่ไฮเอนด์ เราทำอะไรกับตลาดแมสมาตลอด ทุกอย่างที่เราทำจะไม่แพง เราคิดอะไรแพง ๆ ไม่ค่อยเป็น แต่อนาคตจะต้องมองถึงตลาดบนไปด้วย

“ในคอนเซ็ปต์ทั้งหมดของเราคือ ต้องอยู่ริมน้ำ เพราะเราเกิดจากน้ำ แล้วคุณตา (พระยาราชมนตรี-สง่า สิงหลกะ) คุณยาย คุณพ่อ (นายสอาด มีชูธน อดีตอธิบดีกรมโรงงานและอาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ) คุณแม่ รวมทั้งตัวเองก็อยู่ริมน้ำมาตลอดชีวิต ถ้าขึ้นบกเราทำไม่ถูก เราหมกมุ่นอยู่กับน้ำ แม้ที่หัวหิน เราก็มีที่ดินอยู่ติดทะเล” นางสุภาพรรณกล่าวและว่า

ที่ดินเก่าเราทำประโยชน์ได้หมด ถ้าติดทะเลเราก็ทำรีสอร์ต หากอยู่ริมแม่น้ำก็ทำท่าเรือ อู่เรือ ออฟฟิศ ล่าสุด ได้ทำสวนทุเรียนด้วย เป็นที่ดินขนาด 4-5 ไร่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตัวเองจดทะเบียนเป็นเกษตรกรจังหวัดนนทบุรีเรียบร้อยแล้ว เพราะเรือด่วนเจ้าพระยา ท่าน้ำใหญ่อยู่ท่าน้ำนนท์ ออฟฟิศอยู่ฝั่งตรงกันข้ามที่บางศรีเมือง ถือว่าเป็นที่ดินริมแม่น้ำที่สวยมาก

“เราอยากจะสร้างทุเรียนก้านยาวให้จังหวัดนนทบุรี นักท่องเที่ยวมาทางน้ำจะได้มาเที่ยวมาดูสวนทุเรียนกัน ทำมา 3 ปีก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เลยไปจดทะเบียนเป็นเกษตรกร เกษตรจังหวัดก็มาช่วย จากนี้ไปคงดีขึ้น ออกดอกออกผล”

ส่งต่อธุรกิจสู่ทายาท

ที่สำคัญ ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นพี่น้องโดยสายเลือดคือ นางสุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม ซีอีโอ กลุ่มบริษัทสุภัทรา และนางภัทราวดี มีชูธน หรือภัทราวดี ศรีไตรรัตน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง ดารานักแสดง เจ้าของโรงละครภัทราวดีเธียเตอร์ ได้จัดวางให้ลูก ๆ ช่วยกันรับไม้ต่อเรียบร้อยแล้ว

สำหรับนางภัทราวดีนั้น ได้ที่ดินมรดก 100 ไร่ พัฒนาโครงการชื่อ “วิกหัวหิน” ศูนย์ศิลปะครบวงจรกลางแจ้ง มีโรงละคร และโรงเรียนประจำ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากโรงละครโอลด์วิกที่มีชื่อเสียงในกรุงลอนดอน รวมถึง “บ้านนายดี” บังกะโลแนวใหม่ที่หัวหิน

สองรุ่นสองวัย (จากซ้ายไปขวา) คุณมังกร, คุณภัทรวรินทร์, คุณแวววดี, คุณภัทราวดี, คุณสุภาพรรณ, คุณณัฐปรี และคุณฟาน

รายชื่อกลุ่มทายาทรุ่นที่ 4 ทั้งหมด 5 ท่าน ได้แก่

นางณัฐปรี พิชัยรณรงค์สงคราม ทายาทผู้มีสายเลือดของ 3 ตระกูลดัง “สิงหลกะ-มีชูธน-พิชัยรณรงค์สงคราม” ลูกสาวคนเดียวของนายเปาว์ (ถึงแก่กรรม)-สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม นั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุภัทรา เรียลเอสเตท จำกัด ที่ประกาศนโยบายทิศทางใหม่ของตระกูลที่จะพัฒนาธุรกิจบนฝั่ง เพื่อเติมเต็มกิจการทางน้ำที่ทำมาอย่างยาวนาน

ลูกสาวคนนี้คือ ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คอมมิวนิตี้มอลล์ ท่ามหาราช บูติคโฮเท็ล 2 แห่ง ริว่า เซอร์ย่า-ริว่า อรุณ นอกจากนี้ยังแปลงโฉม “ท่าวังหลัง” ให้เป็นคอมมิวนิตี้มอลล์ที่ทันสมัย สมรสกับนายวรวุฒิ อัจฉริยศรีพงศ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งอาณาจักรเจมส์ พาวิเลียน (Gem Pavilian)

และอีก 4 พี่น้อง ซึ่งเป็นบุตรสาวของนางภัทราวดี ได้แก่ นางสาวแววดี นายมังกร นายฟาน และนางภัทรวรินทร์ ศรีไตรรัตน์ โดยช่วยกันดูแลบริหารกิจการของตระกูล อาทิ โรงแรมบูติคสุดหรู ริว่า เซอร์ย่า จำนวน 68 ห้อง ถนนพระอาทิตย์ ติดเจ้าพระยา ซึ่งเป็นการลงทุนโรงแรมแรกในกรุงเทพฯของตระกูล, โรงแรมบูติค ริว่า อรุณ จำนวน 25 ห้อง เห็นวิววัดอรุณฯ วัดโพธิ์ สะพานพระราม 8, โครงการเธียเตอร์ เรสซิเดนซ์ ที่มี 85 ห้องพัก รีโนเวตมาจากมรดกล้ำค่าโรงละครเก่าในย่านวังหลัง ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนย้อนยุคติดแม่น้ำเจ้าพระยา หลังวัดระฆังฯ และวังหลังพลาซ่า เป็นต้น

นางสุภาพรรณ์กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้เมืองไทย คนไทย สามัคคีและยอมรับในความเป็นไทย ที่จริงแล้วคนไทยเก่งมาก นักท่องเที่ยวมองว่าประเทศไทยน่าเที่ยว มีความสมบูรณ์ ขอให้กลับมามองเมืองไทยในมุมที่ดี

“ส่วนสังคมคอร์รัปชั่นต้องเร่งแก้ไข ความเหลื่อมล้ำก็ยังมีอยู่สูง ภาครัฐควรดูแลคนด้อยโอกาส เพื่อความเสมอภาคของสังคม ควรใช้ศาสนาเป็นเครื่องจูงใจให้มีความมั่นใจมั่นคง ทั้งเร่งสร้างโอกาสและลงทุนด้านการศึกษาให้มากขึ้นโดยเร็ว แหล่งท่องเที่ยวไทยดีอยู่แล้ว สตรองมาก ทำให้ซอฟต์พาวเวอร์เราแข็งแรงโดยปริยาย รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว”