Skip to content

สวนยางดัน “บึงกาฬ ” แซนด์บอกซ์ นำร่องโมเดลขายคาร์บอนเครดิตต้น ก.ย.นี้

14 ส.ค. 2568 | 14:22น.
สวนยางดัน “บึงกาฬ ” แซนด์บอกซ์ นำร่องโมเดลขายคาร์บอนเครดิตต้น ก.ย.นี้

สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยาง รุกทำโมเดลนำร่องโครงการคาร์บอนเครดิตที่จังหวัดบึงกาฬ ภายใต้ “โครงการบึงกาฬแซนด์บอกซ์” เร่งรวบรวมชาวสวนยางสมัครใจเข้าร่วมโครงการ ตามแผนคาดว่าสิ้น ส.ค.นี้ เขียนแผนดำเนินการเสร็จ และต้นเดือน ก.ย. 68 เริ่มดำเนินโครงการได้ พร้อมเผยบริษัท วรุณา ในเครือ ปตท.สผ. ถอนตัวไม่ได้ร่วมดำเนินการแล้ว

ดร.อุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ทางสมาคมสหพันธ์กำลังเริ่มทำโครงการคาร์บอนเครดิตที่จังหวัดบึงกาฬเป็นโมเดลนำร่อง เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 875,915 ไร่ และมีความพร้อมทุกภาคส่วนทั้งเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาชน และเป็นพื้นที่ที่ถูกจัดสรรเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปไม้

โดยสมาคมสหพันธ์จะดำเนินการในลักษณะ Sandbox หรือเรียกว่า “โครงการบึงกาฬแซนด์บอกซ์” เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ตกผลึกก่อนขยายผลไปจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป ตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมจำนวนเกษตรกรชาวสวนยางที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ซึ่งต้องมีหลักฐานโฉนดที่ดินชัดเจน ตามแผนคาดว่าประมาณสิ้นเดือนสิงหาคม 2568 จะเป็นรูปธรรมในการเขียนแผนดำเนินการเสร็จ และประมาณต้นเดือนกันยายน 2568 จะเริ่มดำเนินโครงการได้

“ที่ผ่านมาทางสมาคมสหพันธ์ได้ดำเนินการโครงการคาร์บอนเครดิต มาตั้งแต่ 2566 ซึ่งขณะนี้มีชาวสวนยางทั่วประเทศลงชื่อเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวนหลักหมื่นไร่ และจนถึงขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเปิดรับเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง สำหรับโครงการบึงกาฬแซนด์บอกซ์อย่างน้อยต้องมีสวนยางพาราเข้าร่วมประมาณ 10,000 ไร่ขึ้นไปถึงจะดำเนินการได้ จะช่วยลดต้นทุนและคุ้มทุน หากต่ำกว่า 10,000 ไร่จะไม่คุ้มทุน” ดร.อุทัยกล่าวและว่า

อย่างไรก็ตาม การทำโครงการจะมีหน่วยงานภาครัฐแต่ละจังหวัดเป็นหัวขบวนดำเนินการร่วมกับภาคเกษตรกร ประชาชน และสถานประกอบการอุตสาหกรรมของภาคเอกชน เมื่อประสบความสำเร็จจะนำโครงการคาร์บอนเครดิตเสนอต่อสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการขยายผลไปจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศต่อไป

สำหรับมูลค่าผลตอบแทนที่เกษตรกรเจ้าของสวนจะได้รับอยู่ระหว่างการดีไซน์ โดยผู้ซื้อกับผู้ขายจะต้องมีการเจรจาตกลงยินยอมกันทั้ง 2 ฝ่าย เรื่องอัตราราคาจะเป็นรายปีหรือจนกว่าจะปลดระวางคาร์บอนเครดิตนั้น

ต้นยาง

ดร.อุทัยกล่าวต่อไปว่า สำหรับการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตของ สยท.ที่จังหวัดระยองนั้น ยังอยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาสำรวจ แต่บริษัท วรุณา (ประเทศไทย) จำกัด หรือ VARUNA ผู้ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะในภาคการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การกำกับดูแลของบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส หรือ ARV ในเครือ ปตท.สผ. ปัจจุบันไม่ได้มาร่วมดำเนินการแล้ว

นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) เปิดเผยว่า ทาง คยปท.จะดำเนินการเปิดเวทีเสวนารณรงค์เรื่องคาร์บอนเครดิตเพื่อให้เกษตรทุกประเภทรับรู้และมีความเข้าใจ ซึ่งคาร์บอนเครดิตอนาคตจะเป็นเงินบำนาญของเกษตรกรเจ้าของสวนยาง รวมถึงสวนปาล์มน้ำมันด้วย

แหล่งข่าวจากวงการยางเปิดเผยว่า โครงการคาร์บอนเครดิตในส่วนของ กยท. ได้ดำเนินการคาร์บอนเครดิตที่เข้มข้นมาเป็นปีที่ 3 สำหรับในภาคใต้ตอนล่าง ได้ดำเนินการเป็นโมเดลนำร่องที่ จ.สงขลา ส่วนภาคใต้ตอนกลาง จ.นครศรีธรรมราช และภาคใต้ตอนบนที่ จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนตัวเลขที่เข้าร่วมนำร่องยังไม่ได้ข้อสรุปอยู่ระหว่างสำรวจ

ซึ่งในการเข้าร่วมจะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ซึ่งทาง กยท.จะเป็นผู้ดำเนินการใช้จ่ายทั้งหมดในระหว่างดำเนินการทดลอง แต่ส่วนที่พร้อมจะขายคาร์บอนเครดิตแล้ว คือ สวนยาง จ.เลย ซึ่งการสมัครใจซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีอยู่แล้วในปัจจุบันคือจะเป็นป่าชุมชน

อัตรามูลค่าคาร์บอนเครดิตจากสวนยาง ปัจจุบันประมาณ 300 บาท/ตันคาร์บอน โดยได้ทยอยปรับขึ้นจากเดิมประมาณ 90 บาท/ตันคาร์บอน ซึ่งสวนยางจะให้คาร์บอนประมาณ 10-15 ตันคาร์บอน/ไร่

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาตรขนาดต้น กิ่ง ใบ และราก โดยสวนยางจะให้คาร์บอนปริมาณมากตั้งแต่อายุ 1 ปี ไม่เกิน 15 ปี พอพ้น 15 ปีจะให้คาร์บอนคงที่ เนื่องจากต้นจะไม่มีการขยายตัวเติบโต จนกว่าจะมีการโค่นส่งเสริมทำการสงเคราะห์ปลูกแทนใหม่