คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
การคาดการณ์แนวโน้มจำนวนผู้โดยสารที่จะใช้บริการผ่านท่าอากาศยานเชียงใหม่ในอีก 7 ปีข้างหน้า จะขึ้นไปแตะที่ 25 ล้านคนต่อปี เป็นตัวเลขที่มีแนวโน้มเป็นจริง ด้วยเพราะอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมเส้นทางบินเมืองต่อเมือง (Point-to-Point) ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียเข้าสู่เชียงใหม่ที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของสนามบินเชียงใหม่สำหรับเส้นทางระยะไกลอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ในอนาคต
“นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร” ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการพัฒนาสนามบินเชียงใหม่ทุกมิติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาที่จะรองรับการเติบโตแบบ “เขย่งก้าวกระโดด” จากขีดความสามารถรับผู้โดยสารได้ 8.5 ล้านคน เป็น 25 ล้านคนในอีก 7 ปีข้างหน้า
ผู้โดยสารกลับมาเกือบ 100%
นาวาอากาศโท รณกร กล่าวว่า จำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการสนามบินเชียงใหม่กลับมาใกล้เคียงกับช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุการณ์การระบาดของโรค COVID-19 โดยผู้โดยสารในประเทศกลับมา 100% เต็ม มีเส้นทาง (Route) การบินในประเทศ 12 เส้นทาง ส่วนผู้โดยสารระหว่างประเทศอยู่ที่ราว 85-90% บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่ดีขึ้นของการเดินทางและการขนส่ง
ทั้งนี้ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีความคงที่ของสนามบินเชียงใหม่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง คือ 1.ช่วงฤดูร้อน (Summer) ระยะเวลา 7 เดือน (มีนาคม-กันยายน)
2.ช่วงฤดูหนาว (Winter) ระยะเวลา 5 เดือน (ตุลาคม-กุมภาพันธ์) โดยช่วง Summer อัตราการเดินทางของผู้โดยสารจะอยู่ที่ประมาณ 20,000-25,000 คนต่อวัน และจำนวนเที่ยวบินอยู่ที่ 160-170 ไฟลต์ต่อวัน ส่วนช่วง Winter อัตราของผู้โดยสารประมาณ 30,000-35,000 คนต่อวัน จำนวนเที่ยวบินเฉลี่ย 200-230 ไฟลต์ต่อวัน ถือเป็นภาวะปกติของเชียงใหม่

โดยมีผู้โดยสารชาวเกาหลีใต้และจีน เป็นกลุ่มตลาดหลักที่สลับกันขึ้นอันดับ 1 และ 2 ซึ่งปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเกาหลีใต้ยังครองอันดับ 1 ส่วนอันดับ 2 คือ จีน อันดับ 3 คือ ไต้หวัน และอันดับ 4 คือ มาเลเซีย ซึ่งตามศักยภาพของสนามบินเชียงใหม่รับผู้โดยสารได้ 8.5 ล้านคนต่อปี แต่ตอนนี้ทะลุไปที่ 11 ล้านคนต่อปีแล้ว
โดยใช้วิธีการบริหารเวลา หรือการเกลี่ยตารางการบิน ปัจจุบันสนามบินเชียงใหม่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ซึ่งจำนวนผู้โดยสารที่พุ่งไป 11 ล้านคนต่อปี ถือว่าเกินศักยภาพของสนามบินที่รับได้ 8.5 ล้านคน จึงต้องมีวิธีการบริหารจัดการด้วยการเกลี่ยเวลา เพื่อลดความคับคั่งและแออัด เช่น ไฟลต์ตีสอง-ตีสาม จากเชียงใหม่-ปักกิ่ง หรือเชียงใหม่-ไทเป ส่วนไฟลต์เช้า จากเชียงใหม่-ฮ่องกง เครื่องออก 6 โมงเช้า แต่ตีสามผู้โดยสารจะทยอยมารอขึ้นเครื่องแล้ว ดังนั้น สนามบินจะมีเวลาที่ไม่มีผู้โดยสารอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ ของทุกวัน โดยช่วงเวลาที่ผู้โดยสารคับคั่งจะอยู่ในช่วง 1 ทุ่มถึง 4 ทุ่ม
โตแบบ “เขย่งก้าวกระโดด”
หลังจากสถานการณ์โควิด มีแนวโน้มที่จำนวนเที่ยวบิน เส้นทางบิน และผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10-20% จึงต้องเร่งแผนพัฒนาท่าอากาศยานทีละ 5 ปี เพื่อรองรับการบริการให้ครอบคลุมทุก Supply Chain ซึ่งแผนพัฒนาสนามบินเชียงใหม่เป็นการปรับปรุงและขยายสนามบินเดิม มีการดำเนินโครงการพัฒนาใน 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 สร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ เป็นอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งขนาดของอาคารจะใหญ่เพิ่มเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับอาคารหลังเดิม หลุมจอดจากเดิมมี 24 หลุม จะเพิ่มเป็น 31 หลุมจอด สามารถรองรับเที่ยวบินได้ 31 เที่ยวบินต่อชั่วโมง จากปัจจุบันรับได้ 24 เที่ยวบินต่อชั่วโมง
โดยเสาเข็มต้นแรกจะเริ่มตอกในปี 2569 มีกำหนดเสร็จภายใน 5 ปี รองรับผู้โดยสารได้ราว 16 ล้านคนต่อปี เมื่อโครงการระยะที่ 1 เสร็จ จากนั้นอีก 2 ปีจะเริ่มทำการปรับปรุง (Renovate) อาคารหลังเก่าทั้งหมดที่ใช้อยู่ปัจจุบัน โดยจะทำเป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 20-25 ล้านคนต่อปี
นาวาอากาศโท รณกร กล่าวว่า แผนการพัฒนาที่จะเริ่มในปี 2569 จะรองรับการเติบโตของสนามบินเชียงใหม่แบบเขย่งก้าวกระโดด และเป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ โดยทั่วไปสนามบินมีขีดจำกัด 3 ส่วน คือ 1.รันเวย์ ตอนนี้มีความพร้อมรองรับโบอิ้ง 747 เป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ รองรับเที่ยวบินระยะไกล (Long Haul) ใช้เวลาบินนาน 2.ลานจอดเครื่องบิน ซึ่งยังไม่พร้อมจึงต้องทำเป็นลานจอด 2 ชั้น จะมีการเชื่อมต่อกับอาคารผู้โดยสารโดยใช้สะพานเทียบเครื่องบินหรือทางเดินเชื่อม
เพื่ออำนวยความสะดวกในการขึ้นลงเครื่องบิน จะช่วยเพิ่มพื้นที่จอดเครื่องบินในสนามบินที่มีพื้นที่จำกัด และช่วยให้การจัดการผู้โดยสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 3.อาคารผู้โดยสารที่รองรับไม่เพียงพอ จึงต้องสร้างอาคารใหม่ให้ใหญ่เป็น 2 เท่า ทั้ง 3 สิ่งนี้ถ้าดำเนินการอย่างสมบูรณ์แล้ว สนามบินเชียงใหม่จะมีความพร้อมที่จะรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อว่าในอีก 7 ปีข้างหน้า จำนวนผู้โดยสารจะขึ้นไปถึง 25 ล้านคนต่อปี
ดันขนส่งสาธารณะแก้จราจร
นาวาอากาศโท รณกร กล่าวต่อว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ความคับคั่งของการจราจรที่เข้าสู่บริเวณสนามบินในระยะ 5-7 ปีข้างหน้า จากสนามบินจะเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ หรือสถานที่ต่าง ๆ จะเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะอย่างไร เพราะปัจจุบันยังไม่มีโครงข่ายขนส่งสาธารณะที่เป็นระบบที่จะให้บริการผู้โดยสารจากสนามบินเชียงใหม่ไปยังที่ต่าง ๆ โดยถนนสายหลักที่เชื่อมกับสนามบินมี 2 เส้นทาง คือ ถนนมหิดลและถนนสายหางดง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักผ่านหน้าสนามบิน
ปัจจุบันมีรถผ่านวันละ 20,000-30,000 คัน กล่าวคือ ถ้าสนามบินมีผู้โดยสารเพิ่มเป็น 20 ล้านคน รถที่จะเข้าออกสนามบินจะเพิ่มเป็น 50,000-60,000 คันต่อวัน เพิ่มเป็น 2 เท่า สนามบินกลายเป็นคอขวดการจราจรจะแน่นมาก จึงอยากให้ทางจังหวัด ขนส่งจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาคุยกันเรื่องนี้ ทำให้มีขนส่งสาธารณะที่เป็นระบบเพิ่มขึ้น และอาจจะต้องมีการทำทางยกระดับหรือทางลอดในอนาคต

ต่างประเทศบินคึกคัก
สำหรับเส้นทางการบินต่างประเทศที่บินตรงเข้าสู่เชียงใหม่ ปัจจุบันมี 20 เส้นทาง ครอบคลุมในกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย อย่างเส้นทางกัวลาลัมเปอร์เคยบิน 10 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ปรับเพิ่มเป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ หรือสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ก็เพิ่มเส้นทางบินเชียงใหม่-เกาสง และเชียงใหม่-ไต้หวัน และไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์ เพิ่มเส้นทางบินเชียงใหม่-เสิ่นเจิ้น
ส่วนเดือนตุลาคม 2568 สายการบิน Etihad เตรียมเปิดเส้นทางบินตรงจากอาบูดาบี-เชียงใหม่ จะทำการบิน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ภาพรวมทั้งหมดของ Route ต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 22 Route
‘เกาหลีใต้’ แอ่วเหนืออันดับ 1
ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้พาคณะสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ศึกษาดูงานเส้นทางการบิน ณ สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันการเดินทางเชื่อมเส้นทางบินเมืองต่อเมืองไม่มีพรมแดน และเกาหลีใต้เป็นฮับทางการบินขนาดใหญ่ เป็นจุดเชื่อมเส้นทางบินจากหลายเมือง หลายประเทศ เชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งของเกาหลีใต้ และเกาหลีใต้ก็เป็นจุดหมายของเชียงใหม่ ที่สามารถส่งเสริมในด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจการค้าระหว่างกัน
ทั้งนี้ พบว่าการบริหารจัดการของท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ผู้โดยสารส่วนใหญ่ค่อนข้างมีวินัย เคารพในกฎกติกา ขณะที่ปริมาณผู้โดยสารที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น มีวิธีบริหารจัดการโดยใช้กำลังบุคลากรในการจัดการในช่วงเวลาที่มีการเดินทางคับคั่ง
โดยเน้นความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการให้บริการเต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้การบริการสะดวกและรวดเร็ว ขณะเดียวกันเส้นทางเชื่อมของสนามบินกับขนส่งสาธารณะมีประสิทธิภาพมาก มีทั้งรถไฟ รถบัส รถแท็กซี่ ซึ่งสนามบินกับขนส่งสาธารณะคือองค์ประกอบสำคัญที่ต้องหาจุดสมดุล เป็นโจทย์ที่เราต้องมาคิดในประเด็นนี้
ปัจจุบันธุรกิจการบินในภูมิภาคเอเชียเจริญเติบโตมากขึ้น เป็นผลจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวและการลงทุนทางธุรกิจ ประกอบกับแนวโน้มของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากกลุ่มที่เดินทางกับทัวร์ เป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยเริ่มทำงาน หรือผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ทำให้มีการเชื่อมโยงเส้นทางบินตรงในกลุ่มประเทศเอเชียกับอาเซียนมากขึ้น กล่าวได้ว่า ณ ปัจจุบันเชียงใหม่และเกาหลีใต้ กลายเป็นประตูที่เชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสองประเทศ
สนามบินอินชอนมี 5 สายการบินที่บินสู่เชียงใหม่ คือ โคเรียนแอร์ เอเชียนาแอร์ไลน์ จินแอร์ เจจูแอร์ และอีสตาร์เจ็ท การเดินทางมาศึกษาดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ครั้งนี้ อยากให้เห็นว่าเสน่ห์อยู่ที่เมือง ซึ่งสนามบินเป็นเพียงส่วนรับ-ส่ง อำนวยความสะดวก ดังนั้น สิ่งที่สนามบินเชียงใหม่ต้องเตรียมตัวคือ ประเมินว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้เท่าไหร่

นาวาอากาศโท รณกร กล่าวต่อว่า เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีศักยภาพมาก ลักษณะเมืองกับระยะ Route 5-7 ชั่วโมง จากเกาหลี-เชียงใหม่ การเดินทางกำลังสบาย ไม่ไกลเกินไปนัก การนั่งเครื่องไม่ลำบาก และเป็นบินตรง ที่สำคัญคือ เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่มีหลายฤดู ช่วงฤดูหนาวคนเกาหลีใต้จะหนีหนาวไปบ้านเรา เราก็หนีร้อนมาบ้านเขา อัตราการใช้เงินประจำวันต่อหัวใกล้กัน อาหารใกล้กัน นอกจากผู้โดยสารแล้ว ใต้ท้องเครื่องก็เป็นโลจิสติกส์ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้ ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก
ชาวเกาหลีใต้นิยมมาเที่ยวเชียงใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขึ้นแท่นอันดับ 1 มาทดแทนตลาดจีนที่ยังไม่กลับมาเป็นปกติ เพราะเสน่ห์ของเชียงใหม่ที่เป็นเมืองวัฒนธรรม-ประวัติศาสตร์ ผู้คนเฟรนด์ลี่ อาหารอุดมสมบูรณ์ เป็นเมืองปลอดภัย มีวัฒนธรรมเป็นจุดขายเหมือนกัน
โดยเฉลี่ยนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้อยู่ในเชียงใหม่ราว 1 สัปดาห์ เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป อีกกลุ่มหนึ่งคือ นักท่องเที่ยวที่มาตีกอล์ฟ จะอยู่สนามกอล์ฟอย่างเดียว มีกำลังซื้อสูง ปัจจุบันผู้โดยสารชาวเกาหลีใต้เดินทางเข้าเชียงใหม่ช่วง 7 เดือนของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) ประมาณ 160,000-170,000 คน ส่วนคนเชียงใหม่ไปเกาหลีใต้ยังค่อนข้างน้อยราว 30% เมื่อเทียบสัดส่วนของเกาหลีใต้ที่มาเชียงใหม่
นาวาอากาศโท รณกร บอกว่า เมื่อแผนการพัฒนาสนามบินเชียงใหม่ทำครบทุกระยะเต็มระบบ จะเสริมศักยภาพให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางทางการบิน หรือ “ฮับการบิน” (Aviation Hub) ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางหลักในการเชื่อมต่อเที่ยวบินจำนวนมาก อย่างผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยุโรป-สหรัฐอเมริกา จะนิยมไปเปลี่ยนเครื่องที่ไต้หวัน หรือที่อินชอน และโตเกียว และต่อไปยุโรป-สหรัฐอเมริกา

ซึ่ง Route การต่อเชื่อมของสายการบินจะทำให้เชียงใหม่ดูมีศักยภาพมากขึ้น ต่อไปหากจะไปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา อาจไม่ต้องไปสุวรรณภูมิ หรือดอนเมือง ซึ่งแนวโน้มมีความเป็นไปได้สูงว่า ตลาดกลุ่มตะวันออกกลาง เอเชียใต้ (อินเดีย) ยุโรป และสหรัฐอเมริกา จะเป็นตลาดที่สำคัญของเชียงใหม่ในอนาคต
นอกจากนี้ เชียงใหม่ต้องมาดูตัวเองว่านอกจากเป็นฮับทางการบินแล้ว จะเป็นฮับด้านไหนอีกและมีอะไรที่แข็งแรงบ้าง อาทิ การเป็นฮับด้านการศึกษา เป็นฮับด้านสุขภาพ ซึ่งจะทำให้เพิ่มมูลค่าท้องถิ่น เพราะในข้อเท็จจริงผู้โดยสารหรือนักท่องเที่ยวไม่ได้อยากมาเที่ยวสนามบิน แต่มาเพราะเราเป็นฮับทางการแพทย์ เพราะมีการแพทย์ดี หรือมาเพราะเราเป็นฮับด้านการศึกษา ต้องเอาศักยภาพของเชียงใหม่ขุดขึ้นมาและมาร่วมมือกัน
ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) พร้อมเติบโตไปควบคู่กับอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวโลกในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่