กรมชลประทานรับมือภัยแล้ง EEC ชู 39 โครงการเพิ่มน้ำ 909 ล้านลบ.ม.
กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 9 และผู้บริหารในพื้นที่นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง และอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี
โดยรายงานถึงการบริหารจัดการน้ำ และเตรียมพร้อมรับมือปัญหาภัยแล้งปี 2569 ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำให้แก่ประชาชนและเกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่ EEC ให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตรใช้ได้อย่างเพียงพอและไม่ขาดแคลน
เร่งบริหาร 58 อ่างเก็บน้ำ
นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้ง 58 แห่ง (ขนาดกลาง 52 แห่ง และขนาดใหญ่ 6 แห่ง) ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 1,344 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นเกือบ 52% ของความจุอ่างรวมกันทั้งหมด 2,521 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณการใช้น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค 10% (198 ล้าน ลบ.ม.), ภาคเกษตร 64% (1,450 ล้าน ลบ.ม.), อุตสาหกรรม 10% (225 ล้าน ลบ.ม.), รักษาระบบนิเวศ 5% (116 ล้าน ลบ.ม.) และอื่น ๆ 12% (274 ล้าน ลบ.ม.)
ขณะนี้มีผลการสูบน้ำโครงข่ายบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก ได้แก่ 1) การสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ฯและคลองชลประทานพานทอง มาเติมน้ำต้นทุนในอ่างบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวมประมาณ 35.4 ล้าน ลบ.ม.
2) การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเติมน้ำต้นทุนให้อ่างบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวม 3.1 ล้านลบ.ม. 3) การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 27.44 ล้าน ลบ.ม.
4) การสูบผันน้ำกลับจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ปริมาณน้ำสะสมรวม 7.8 ล้าน ลบ.ม. 5) การสูบผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพื่อไปเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 20.17 ล้าน ลบ.ม. 6) การสูบผันน้ำกลับจากวัดละหารไร่ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 1.58 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศ การเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี
เตรียมแหล่งน้ำรับลงทุนอีอีซี
การขยายตัวของอีอีซี ไม่กระทบกับความต้องการใช้น้ำในอนาคต โดยกรมชลประทานมีการวางแผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้น ถึง 670 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงของ EEC คาดว่าจะมีความต้องการใช้น้ำ 30 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี
กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ตั้งแต่ปี 2563-2580 รวมทั้งสิ้น 39 โครงการ งบประมาณ 69,787.35 ล้านบาท หากดำเนินการโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด จะมีโอกาสสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ถึง 909 ล้าน ลบ.ม.
ทั้งการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ ปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม สร้างโครงข่ายน้ำเพิ่มขึ้น จัดทำระบบสูบน้ำกลับ รวมทั้งการขุดลอก และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มเติม และยังได้มีการนำแนวคิดและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำเพิ่มขึ้น
แบ่งเป็น จ.ฉะเชิงเทรา 7 โครงการ ปริมาณน้ำ 362.70 ล้าน ลบ.ม., จ.ชลบุรีและระยอง 29 โครงการ ปริมาณน้ำ 547.09 ล้าน ลบ.ม. และ จ.จันทบุรี 3 โครงการ ปริมาณน้ำ 248.30 ล้าน ลบ.ม. (เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จันทบุรี เป็นแหล่งน้ำที่ใช้ภายในจังหวัด ไม่ใช่ปริมาณน้ำที่ใช้สนับสนุนพื้นที่อีอีซี)
ปัจจุบันมีโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 17 โครงการ สามารถเพิ่มแหล่งน้ำกักเก็บได้ 260 ล้าน ลบ.ม. ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 6 โครงการ (ปริมาณ 100 ล้าน ลบ.ม.) และเป็นโครงการที่ต้องขับเคลื่อนอีก 16 โครงการ (ปริมาณ 542 ล้าน ลบ.ม.)
ส่วนแผนสร้างอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ ความจุ 40 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันคืบหน้า 70% จะก่อสร้างเสร็จในปี 2569 และคาดหวังว่าจะกลายเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ได้มากถึง 20 ล้าน ลบ.ม. เป็นต้น
3 อ่างหลักมีแหล่งน้ำเพียงพอ
อ่างเก็บน้ำบางพระ มีความจุ 117 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีความจุ 87 ล้าน ลบ.ม. จึงต้องผันจากคลองพระองค์ฯ และแม่น้ำบางปะกง แต่ปีที่ผ่านมามีการปรับแผนโดยสูบน้ำจาคลองพานทองมา 37 ล้าน ทำให้ปีที่ผ่านมาสามารถสูบน้ำใช้ได้กว่า 100 ล้าน ลบ.ม ตอนนี้ยังต้องการอีกประมาณ 30 ล้าน ลบ.ม. ก็เต็มความจุพอดี
อ่างเก็บน้ำประแสร์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่าง 200 ล้าน ลบ.ม. มีความจุสูงสุด 295 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณการใช้น้ำในภาคเกษตร 60-80 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี, ภาคอุตสาหกรรม 140 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ปัจจุบันมีการสูบน้ำจากคลองสะพานเก็บในอ่างสมทบ 20 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าสิ้นสุดฤดูฝนน้ำจะเต็มความจุพอดี
อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ความจุ 164 ล้าน ลบ.ม. มีประมาณ 70% คาดว่า 1 พ.ย. จะมีน้ำอยู่ที่ 98% ส่งน้ำใช้พื้นที่เกษตรของกรมชลประทาน 30,000 ไร่ สัดส่วนการใช้อุปโภคบริโภค 8.28% ล้าน ลบ.ม., ภาคเกษตร 4.8 ล้าน ลบ.ม. และ 86.5 ล้าน ลบ.ม. ระบบนิเวศและอื่น ๆ 32 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งหมด 127.1 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี
อย่างไรก็ตาม ทั้งอ่างเก็บน้ำบางประแสร์ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ถือเป็นแหล่งน้ำอุตสาหกรรมของอีอีซี ผันนำไปที่ภาคอุตสาหกรรม จ.ชลบุรี และระยอง 300 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าปี 2574 จะมีการใช้น้ำมากถึง 800-1,000 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี
ปกติพื้นที่อีอีซี 3 จังหวัด ใช้น้ำรวมวันละประมาณ 1 ล้านกว่า ลบ.ม.เศษ ปัจจุบันชลบุรี ใช้น้ำวันละ 500,000 ลบ.ม.ต่อวัน แต่มีการสูบเข้ามาวันละ 500,000 ลบ.ม. จากคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองชลประทานพานทอง และสูบจากแม่น้ำบางปะกงวันละ 100,000 ลบ.ม.ต่อวัน
ระยอง มีปริมาณการใช้น้ำ 1.2 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างทั้งหมดรวม 100 กว่าล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น 2 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำคลองใหญ่ มีอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำดอกกราย
นายทินกรกล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมชลประทานยังได้มีลำดับความสำคัญการใช้น้ำ 1) เพื่ออุปโภคและบริโภค 2) เพื่อรักษาระบบนิเวศ 3) เพื่อการเกษตร 4) เพื่อการอุตสาหกรรม เมื่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภคและบริโภคเพียงพอ เราถึงจะปล่อยให้กับอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงขอยืนยันได้ว่า ภาคตะวันออก ประชาชนจะมีน้ำใช้เพียงพออย่างแน่นอน”