anun
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของประเทศไทยสร้างรายได้จากการส่งออกปีละกว่า 1 แสนล้านบาท “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “อนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR หนึ่งในโรงงานน้ำตาลภาคอีสานที่ก่อตั้งมายาวกว่า 60 ปี ถึงสถานการณ์น้ำตาลตลาดโลกและอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลในประเทศไทย รวมถึงทิศทางการเติบโตและแผนการลงทุนของบริษัท
สถานการณ์น้ำตาลในตลาดโลก
ตอนนี้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกลดลงกว่าปี 2567 ประมาณ 10% จาก 24 เซนต์/ปอนด์ ลงมาเหลือ 16-17 เซนต์/ปอนด์ แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยังรับได้ การปรับลดลงของราคามาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เป็นเรื่องเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ในตลาดคอมมิวนิตี้ และสภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ข้อดีคือ ช่วงที่ผ่านมาราคาขนาดนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ผู้ประกอบการน้ำตาลไทยยังแข่งขันได้
ค่าเงินบาทแข็งมากในช่วงนี้
เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อรายได้จากการส่งออก เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ อาจส่งผลต่อราคาน้ำตาลให้สามารถเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ก็ได้ เหมือนอยู่ในกระดานของฟิวเจอร์ ที่บางทีก็ไม่มีเหตุผล
ผลกระทบจากภาษีทรัมป์
มาตรการปรับอัตราภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ มีผลกระทบต่อราคาน้ำตาลในตลาดโลก เนื่องจากบราซิลส่งออกน้ำตาลเข้าสหรัฐ แต่ตอนนี้บราซิลโดนภาษี 50% ฉะนั้นน้ำตาลส่วนหนึ่งจะต้องถูกดัมพ์ออกมาข้างนอก แต่อย่างไรก็ตาม น้ำตาลยังคงเป็นสินค้าจำเป็นต่อการบริโภค โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมกว่า 90% ผมก็ยังงง ๆ กันอยู่ว่าประเทศผู้ผลิตอย่างบราซิลจะทำอย่างไรต่อ ต้องติดตามกันต่อไป
น้ำตาลบราซิลก็ยังคงเข้าสหรัฐได้ แต่จะมีราคาที่แพงขึ้น แต่ผู้นำเข้าสหรัฐอาจจะใช้การเทรดกับตลาดโลก จะทำให้ราคาตลาดโลกเพิ่มขึ้น เพราะซื้อตรงกับบราซิลแพง แต่ขณะเดียวกันซัพพลายจากบราซิลก็มาเทที่ตลาดโลกเหมือนกัน แม้แต่ตลาดน้ำตาลนิวยอร์กยังไม่รู้จะเป็นอย่างไร
แต่มองว่า ต้นทุนอาจจะไม่ต่ำไปกว่านี้ เพราะบราซิลก็มีต้นทุนอยู่ที่ 16-17 เซนต์/ปอนด์ คาดว่าก็อาจจะไม่ต่ำไปกว่านี้ เพราะตอนนี้มีแต้มต่อเรื่องภาษีที่ต้องบวก ก็ต้องดูต่อไป ไม่สามารถคาดการณ์ได้เลย เพียงแต่เราก็ต้องทำสิ่งที่เรามีให้ดีที่สุด

ภาพรวมผลผลิตอ้อยทั้งระบบ
ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศ 11.13 ล้านไร่ มีโรงงานหีบอ้อยทั้งหมด 58 โรงงาน ฤดูการผลิตปี 2568/2569 คาดว่ามีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 95 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากฤดูการผลิตปี 2567/2568 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งสิ้น 92.04 ล้านตันอ้อย หรือเพิ่มขึ้น 3 แสนตันจากปีก่อน เนื่องจากข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ราคาถูก เกษตรกรขาดทุน มีพื้นที่ว่างส่วนหนึ่งมาปลูกอ้อยเพิ่ม เพราะอ้อยเป็นพืชที่ปลูกเท่าไหร่ก็ขายหมด ทำให้พื้นที่ปลูกอ้อยมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น และปริมาณน้ำฝนเพียงพอทำให้ผลผลิตอ้อยเฉลี่ยตันต่อไร่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลมีระบบการจัดการดูแลเรื่องราคาที่ชัดเจน โดยมีทั้งภาครัฐ มีพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาเป็นตัวบริหารจัดการ คาดว่าในอนาคตคนจะหันมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น
ดีมานด์น้ำตาลใน-นอกประเทศ
ประเทศไทยมีการบริโภคน้ำตาลในประเทศ 2.5 ล้านตันต่อปี คาดว่ายังคงทรงตัว ไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยหลักผู้ใช้น้ำตาลเป็นอุตสาหกรรมภายในประเทศผลิตเพื่อส่งออกกว่า 70-80% ธุรกิจน้ำตาลไม่มีคู่แข่ง ขึ้นอยู่กับดีมานด์-ซัพพลายทั้งโลกเป็นอย่างไร แต่จริง ๆ ดีมานด์ไม่ค่อยลด มีแต่เพิ่มขึ้น แต่ซัพพลายปีนี้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะประเทศบราซิล ผู้ผลิตอันดับ 1 ผลผลิตเพิ่มขึ้น ราคาต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 16-17 เซนต์/ปอนด์ จึงกลายเป็นแรงกดดันในตลาดโลก

ผลประกอบการครึ่งปี 2568
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 (สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน) มีรายได้รวม 4,006.66 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 433.22 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 10.81% และกำไรต่อหุ้น 0.53 บาท ในไตรมาส 1/68 บริษัทมีกำไรสุทธิ 402.7 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ารายได้รวมทั้งกลุ่มปี 2568 จะลดลงมาเหลือ 6,000 ล้านบาท เทียบกับในปี 2567 มีรายได้รวม 7,821.71 ล้านบาท เนื่องจากราคาที่ปรับลดลงและอีกหลายปัจจัย
แผนขยายกำลังผลิตน้ำตาล
ปัจจุบันธุรกิจน้ำตาลกำลังการผลิตของบริษัทอยู่ที่ 2.5-2.6 ล้านตันต่อปี ส่งออกกว่า 70% ส่วนตลาดภายในประเทศผลิตน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายขาวสีรำภายใต้แบรนด์ BRUM มีมาร์เก็ตแชร์เพียง 2% วางขายในวิลล่า เข้าโมเดิร์นเทรดไม่มากนัก ตอนนี้บริษัทยังไม่มีแผนขยายกำลังการผลิตน้ำตาล แต่พยายามส่งเสริมคุณภาพปริมาณอ้อยเพิ่มขึ้น 3 ล้านตันต่อปีอย่างยั่งยืนก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพอากาศกว่า 70-80% ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้
ปัจจุบันมีพื้นที่ 2.4 แสนไร่ อาจจะขยายเพิ่มต้องดูพื้นที่เหมาะสม และการขยายผลผลิตต่อไร่ ปัจจุบันมีผลผลิต 12 ตันต่อไร่ ต้องการขยายเพิ่มอีก 1 ตันต่อไร่ ตอนนี้มีการลงทุนทำการแปรน้ำตาลดิบเป็นน้ำตาลรีไฟน์ (น้ำตาลในอุตสาหกรรม) ในฤดูกาลนี้เพิ่มขึ้น ปกติทำนอกฤดู 1,000 ตัน แต่ทำในฤดูอยู่ที่ 500 ตัน นอกจากนี้ ต้องการสกัดน้ำตาลให้ได้เปอร์เซ็นต์น้ำตาลต่อการหีบอ้อยมากที่สุด และคุณภาพอ้อยที่ปลูกในพื้นที่ส่งเสริม ต้องให้มีค่าความหวานของอ้อย (CCS) ที่สูงสุด หากเราทำ 3 สิ่งนี้ได้ จะทำให้ต้นทุนต่อตันลดลง

จัดการ CCS ให้สูงทำอย่างไร
ปัจจุบันเรามีพื้นที่ปลูกอ้อย 2.4 แสนไร่ คู่สัญญากว่า 10,000 ครัวเรือน ผลผลิตอ้อยของบริษัทมีค่าความหวานของอ้อย (CCS) อยู่ที่ 13.8 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วประเทศ โดยบริษัทวางระบบการบริหารจัดการแปลงให้ชาวไร่
ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนามานานกว่า 10 ปี ดูแลเป็นกลุ่ม มีหัวหน้ากลุ่ม หัวหน้ากลุ่มย่อย โดยจะมีการบันทึกวันที่ปลูก กำหนดวันใส่ปุ๋ย และวันตัดวันที่ค่า CCS สูงสุด โดยช่วงวันที่ความหวานสูงสุดของอ้อยแต่ละแปลง แต่ละสายพันธุ์จะมีจุดพีกที่ต่างกัน ซึ่งชาวไร่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การดูแล ให้ปุ๋ย เอาหญ้าวัชพืชออก และมีการใช้โดรนเข้ามาช่วยงาน เราถือเป็นผู้นำด้านพัฒนาการเพาะปลูกอ้อยของบุรีรัมย์
ธุรกิจน้ำตาลแข่งขันกันด้านต้นทุน นี่คือการแข่งขันของโรงงานที่แท้จริง หากเทียบในพื้นที่ภาคอีสานใต้ น้ำตาลบุรีรัมย์เป็นอันดับ 1 คือ เรื่องการบริหารจัดการส่งเสริมวัตถุดิบอ้อย CCS ทำได้สูงสุด การสกัดความหวานจากอ้อย 1 ตัน ด้วยการส่งเสริมพื้นที่ปลูก/คู่สัญญาชาวไร่ ต้องมีรัศมีไม่เกิน 50 กม. รอบโรงงาน นี่คือจุดแข็ง เพราะจะดูแลได้ทั่วถึง
เป้าหมายสำคัญของน้ำตาลบุรีรัมย์ คือ ต้องบริหารจัดการด้านต้นทุนให้ต่ำ ต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ได้ ทำน้ำตาลต่อตันอ้อยให้สูง และทำน้ำตาลในไร่ให้มีความหวานสูงสุด และพยายามใช้บายโปรดักต์ที่มีไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น กาบอ้อย ทำชีวมวล เป็นต้น
สำหรับแผนการเพิ่มกำลังการผลิต ทุกวันนี้การเกิดโรงน้ำตาลใหม่ค่อนข้างยาก แม้ตอนนี้ใบอนุญาตจะฟรี แต่เราเลือกที่จะพัฒนาชาวไร่ของเราดีกว่า แต่ถ้ากำลังการผลิตเต็มที่แล้วจะเลือกขยายกำลังการผลิตในพื้นที่รัศมีเดิมที่มีอยู่ โดยใช้โมเดลเดิม หากทำโมเดลใหม่ กว่าจะได้มาขนาดนี้ใช้เวลา 10 กว่าปี
แผนขยายธุรกิจโรงไฟฟ้า
ที่ผ่านมาดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล ในนาม บจ.บุรีรัมย์เพาเวอร์ (BPC) และ บจ.บุรีรัมย์พลังงาน (BEC) โดยใช้กากอ้อยเป็นเชื้อเพลิงหลัก แต่สามารถใช้วัตถุดิบอื่น ๆ ได้ ทั้งไม้สับและแกลบ มีสัญญากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 2 แห่ง แต่ละแห่งมีกำลังผลิต 9.9 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนอยากตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ ขยายกำลังการผลิตเพิ่ม แต่ภาครัฐไม่เปิดใบอนุญาต เราก็พยายามต่อสู้เรื่องนี้อยู่ เพราะมันเป็นบายโปรดักต์ ซึ่งวัตถุดิบมีเพียงพอ แต่ไม่สามารถตั้งได้ จริง ๆ แล้วภาครัฐควรซัพพอร์ตเรื่องเกษตร หากเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีการซื้อแพง
โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าจากชีวมวล ซึ่งในกลุ่มสมาคมโรงงานน้ำตาลก็มีหลายกลุ่มที่ต้องการขยายเหมือนกัน ซึ่งก็เคยทำหนังสือในนามสมาคมโรงงานน้ำตาล ยื่นไปที่กระทรวงพลังงานแล้ว สุดท้ายก็คงต้องรอ
การเพิ่มกำลังการผลิตปุ๋ย
ธุรกิจปุ๋ย มี 2 แบรนด์ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ภายใต้ตราปลาบิน และผลิตปุ๋ยชีวมวล ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี ภายใต้ตรากุญแจ มีกำลังการผลิตรวม 30,000 ตันต่อปี วัตถุประสงค์หลักตั้งขึ้นเพื่อดูแลเครือข่ายชาวไร่อ้อยทั้ง 2.4 แสนไร่ และขายชาวไร่ภายนอกเพียง 10% แต่ก็มีแผนจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 30% ตามสัดส่วนชาวไร่ที่อาจจะเพิ่มขึ้น รวมถึงตลาดที่ต้องการ
แผนขยายธุรกิจโลจิสติกส์
ธุรกิจโลจิสติกส์ทำมาเพื่อซัพพอร์ตงานในเครือ 90% รับงานข้างนอกเพียง 10% ซึ่งในทุก ๆ ปีที่เปิดหีบน้ำตาลต้องรับอ้อยจากในเครือข่าย 240,000 ไร่ แต่มีรับซื้ออ้อยจากที่อื่นอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก เพราะถ้ารับซื้อข้างนอกต้องบวกเพิ่มอีกมากจะไม่คุ้ม
ปัญหาการเผาอ้อยเกิด PM 2.5
ในความเป็นจริงฝุ่นที่เกิดจากการเผาอ้อยมีไม่ถึง 1% แต่ประเด็นคือเราตกเป็นเป้า ที่ผ่านมาทางสมาคมชาวไร่อ้อยได้ทำหนังสือชี้แจงไปแล้ว แต่ก็ไม่มีใครฟัง จริง ๆ สัดส่วนการเผาพืชเกษตรมีกว่า 20% เช่น ข้าวโพด ซังข้าว แต่อ้อยที่ถูกเผาคิดเป็น 6-7% เมื่อเทียบกับวัตถุดิบการเกษตรทั้งหมด
การเผาอ้อยในส่วนของโรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ ปีนี้มีอ้อยถูกเผาเพียง 2% ที่เหลือเป็นการตัดอ้อยสด ซึ่งเป็นการจัดการที่เราร่วมกับชาวไร่อ้อย ถือว่าเป็นอันดับ 1 ในการตัดอ้อยสด เนื่องจากมีเครื่องตัดอ้อยสด การเผาอ้อยยังไงก็ยังต้องมีอยู่ แต่พยายามให้ดีที่สุด เป็นเพราะเราเป็นกลุ่มคอนโทรลได้
คืบหน้าการขายคาร์บอนเครดิต
สำหรับการลงทุนตั้งโรงงานวู้ดพาลเลตใน สปป.ลาว และมีแผนต่อยอดหารายได้เพิ่มจากการขายคาร์บอนเครดิต ที่ถือเป็นผลพลอยได้ โดยไปร่วมทุนกับบริษัท สีพันดอนบอลิเวนพัฒนา จำกัด เป็นบริษัทสัญชาติลาว ร่วมทุน 3 ฝ่าย ไทย ญี่ปุ่น และลาว
โดยจดทะเบียนในประเทศลาวนั้น ถึงตอนนี้ยังไม่ได้เปิดโรงงานวู้ดพาลเลต และยังไม่ได้ขายคาร์บอนเครดิต ยังไม่ได้ปลูกป่า เพราะติดปัญหาหุ้นส่วนญี่ปุ่น ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ เปลี่ยนค่อนข้างบ่อย เริ่มคุยกันใหม่ อยู่ระหว่างการนัดลงพื้นที่ แต่โรงงานใกล้เสร็จแล้ว สิ้นปี 2568 มีโอกาสเห็น
แต่เรื่องใหญ่ คือ เรื่องการปลูกไม้โตเร็ว ซึ่งจะต้องเป็นการลงทุนระยะยาว (Investment Long Term) ตอนนี้มีที่ดิน 40,000 ไร่ ในแขวงจำปาศักดิ์ สัมปทานระยะเวลา 50 ปีอยู่แล้ว บริษัทที่จะร่วมทุนทำโรงงานวู้ดพาลเลตต้องมาเช่าต่อจากสัมปทาน เช่าพื้นที่ ฉะนั้นจึงต้องมีการปลูกไม้ เพื่อตัดมาให้หมุนเวียนเป็นรอบ ซึ่งจะต้องใช้เงินจำนวนมาก
จีนโดดร่วมทุนชูการ์เคนฯ ผลิตบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยส่งสหรัฐ
“บรรจุภัณฑ์ชานอ้อย” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจผลพลอยได้จากชานอ้อย ซึ่งน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR ดำเนินงานภายใต้ “บริษัท ชูการ์เคน อีโคแวร์ จำกัด” หรือ SEW
นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BRR บอกว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ในโลก มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ที่ผ่านมา BRR ผลิตบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยเน้นส่งออกไปตลาดหลักสหรัฐ และยุโรป โดยมีประเทศคู่แข่งหลักรายใหญ่ คือ จีน และเวียดนาม แต่เมื่อมีการประกาศปรับภาษีทรัมป์ ทำให้ประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ในตลาดสหรัฐ โดนกีดกันทางการค้า จึงกลายเป็นโอกาสของ BRR

ทั้งนี้ ถ้าเปรียบเทียบคุณภาพสินค้าของ BRR กับของประเทศคู่แข่งจีน และเวียดนามแล้ว สินค้าของ BRR ดีกว่า อีกส่วนคือผู้บริโภค ถือว่าเรามีแต้มต่อเพิ่ม เพราะสินค้ากว่า 90% มาจากจีน
ปัจจุบัน BRR เดินเครื่องได้เพียง 8 เครื่อง มีกำลังการผลิตสูงสุด 8 ตันต่อวัน ตอนนี้ขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 1 จุด ทำให้มีกำลังการผลิตที่ 10 กว่าตันต่อวัน เฉพาะรายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์อยู่ที่ 300 กว่าล้านบาท เฉพาะไลน์ผลิตเดียว ทั้งนี้ BRR ยังไม่มีกำลังการผลิตที่สามารถทดแทนตลาดจีนได้ ด้วยกำลังการผลิตของจีนที่มีขนาดใหญ่ ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่า

“แต่ล่าสุดมีนักธุรกิจจีนมาเสนอขอร่วมลงทุนธุรกิจ (Joint Venture) กับ BRR เพราะมองเรื่องภาษีระยะยาวว่าจะสามารถลดได้เท่าไหร่ จะเป็นส่วนลดให้ลูกค้าได้เท่าไหร่ แชร์กับเราเท่าไหร่ มาคุยแบบไม่ทันตั้งตัว โดยส่งเครื่องมาให้เลย แต่ก็จะรันอีกไลน์ได้ โดยการสลับไลน์เก่า เพื่อไปใช้เครื่องใหม่ของจีนที่นำมา คาดว่าอาจจะเริ่มเดินหน้าเต็มไลน์ผลิตเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป”
ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมคาดว่าจะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ จีนจะหันกลับมาเมืองไทยคุยในเรื่องการผลิตสินค้า