นักธุรกิจชายแดนไทย-กัมพูชา จันท์-ตราดขอเปิดช่องส่งสินค้า
ชายแดนไทย-กัมพูชา
พ่อค้านักธุรกิจชายแดนไทย-กัมพูชา โซนตึงเครียดน้อย ด่านจันทบุรีและตราด ขอผ่อนผัน “เปิดด่าน” คลายความเดือดร้อน ยอดการค้าจากวันละ 100 ล้านเหลือ 0 ย้ำต้องพิจารณา 2 แนวรบทั้งมั่นคง-เศรษฐกิจ ผู้คร่ำหวอดชายแดนผวาสินค้าจีน เวียดนาม แย่งตลาด กองทัพ-กลาโหม-กต. ยืนยัน “ยังไม่เปิดด่าน”
ผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 1 ณ จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ผลการประชุมมีประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน ได้แก่ 1.การถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ทำลายล้างสูงออกจากพื้นที่ชายแดน 2.การร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน เริ่มภายใน 1 เดือน 3.การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ (Scammer) โดยตั้งคณะทำงานร่วมกันภายใน 1 สัปดาห์
4.การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน โดยให้ JBC กำหนดความชัดเจนของเส้นเขตแดน และ RBC จัดทำแนวทางบริหารจัดการตามกรอบของ JBC สำหรับกรณีบ้านหนองจาน ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วและจังหวัดบันเตียเมียนเจย อยู่ระหว่างการประสานงาน เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย
5.หารือการผ่อนปรนการผ่านแดนบางประเภท บางจุด และระหว่างที่สถานการณ์ไม่เป็นปกติ เพื่อลดผลกระทบภาคธุรกิจ การขนส่งข้ามแดน โดยมอบหมายให้กลไกอาร์บีซีไปหารือความเป็นไปได้ ในการอนุญาตให้มีการขนส่งสินค้า จุดผ่านแดนบางจุดที่ไม่มีปัญหาด้านความมั่นคง โดยอาจเริ่มดำเนินการที่ “จุดผ่านแดนถาวรจันทบุรีและตราด” ซึ่งเป็นโซนที่มีความตึงเครียดน้อยกว่าจุดอื่น ทั้งนี้ ได้มีการเสนอแนวความคิดให้มีการพิจารณาผ่อนผันเรื่องการเปิดด่านในโซนที่ 3 ตามข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการ
เปิดด่านดูมิติเหนือความมั่นคง
นายจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการค้าชายแดน จ.ตราด และผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไปกัมพูชา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เห็นด้วยที่จะมีการเปิดด่าน อย่างน้อยทำให้ผู้ประกอบการได้ผ่อนคลายความเดือดร้อน เพราะหลังจากปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด มาเกือบ 2 เดือน ทำให้ธุรกิจการค้า การส่งออกมีรายได้เป็นศูนย์ จากเดิมที่มีรายได้เข้าประเทศวันละเกือบ 100 ล้านบาท การเปิดด่านสังคมต้องใช้เหตุผลแก้ปัญหาและมองในมิติที่มากกว่าความมั่นคง ผลกระทบตอนนี้สินค้าไทยถูกสินค้าจีน เวียดนามแทนที่ การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร
“อยากให้พิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้น มูลค่าการค้าชายแดน ส่งออกมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท นำเข้าสินค้าไม่ถึง 50,000 ล้านบาท การต่อรองปิดด่านเพื่อกดดันกัมพูชาไม่ได้ผล การพิจารณาต้องครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจ ทุกวันนี้สินค้าต่าง ๆ ทั้งอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ น้ำตาล มีโรงงานผลิตในกัมพูชาและซื้อจากจีน เวียดนาม แม้แต่น้ำมันเชื้อเพลิงไม่ต้องซื้อจากไทย การคลี่คลายที่จะตกลงกันได้ควรเจรจาในเวที JBC ซึ่งการพิจารณาเปิดขนส่งสินค้าต้องอนุญาตให้สินค้าที่มีใบขนถูกต้อง” นายจตุพัฒน์กล่าว
สินค้าจีน-เวียดนามเสียบแทนไทย
แหล่งข่าวผู้ส่งออกสินค้าไปกัมพูชาใน จ.ตราด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อยากให้มีการเปิดด่าน เพราะจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็กถูกปิดตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ในฐานะพ่อค้าคนกลางที่ปกติซื้อสินค้าจากโรงงานต่าง ๆ ในประเทศไทย และส่งออกไปยังเมืองต่าง ๆ ในประเทศกัมพูชา ตอนนี้ได้รับผลกระทบมาก เพราะไม่สามารถส่งออกสินค้าไปกัมพูชาได้ประมาณ 1 เดือนกว่าแล้ว
ยอดขายสินค้าเป็นศูนย์ จากปกติมีรายได้เฉลี่ยเดือนละหลาย 10 ล้านบาท ต้องเก็บสินค้าไว้ในคลังสินค้า เพราะไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางขนส่งอ้อมไปเข้าทางลาว และเวียดนาม เนื่องจากมีต้นทุนเพิ่มสูงมาก ต้องลงทุนเช่าตู้ ตู้ละ 50,000 บาท/เที่ยว และเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้น แต่หากเปิดด่านบ้านหาดเล็กขนส่งข้ามไปให้ลูกค้าจะใกล้ และสะดวกกว่า เพราะตลาดลูกค้าที่ซื้ออยู่ที่เกาะกง พนมเปญ สีหนุวิลล์
ทั้งนี้ หากการปิดด่านยาวนานไปอีก 3-4 เดือน เมื่อส่งออกไม่ได้ ผู้ประกอบการหลายแห่ง บริษัทขนส่ง ชิปปิ้ง จำเป็นต้องปลดพนักงานออก อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้น
“ตลาดภายในจังหวัดตราด ไม่สามารถระบายสินค้าได้เพราะสินค้ามีปริมาณมาก และสินค้า เครื่องดื่มบางอย่างปรุงรสตามพฤติกรรมผู้บริโภคชาวกัมพูชา ต้องแข่งขันกับสินค้าที่มาครองตลาดอยู่แล้ว เกรงว่าระยะเวลานานจะสูญเสียตลาดให้จีน เวียดนาม ประกอบกับช่วงนี้เงินบาทแข็ง สินค้าบางอย่างมีโรงงานผลิตในกัมพูชาจะซื้อตรงไม่สั่งสินค้าไทยเพราะราคาเงินดอลลาร์ถูกกว่า เช่น สี TOA” แหล่งข่าวจากผู้ส่งออกกล่าว
ยอดขายสูญ 70% เล็งเลย์ออฟ
ด้านนายทศพล เครือลอย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพพรชัยอุตสาหกรรม จำกัด จ.ตราด ผู้ผลิตน้ำปลาสามกระต่าย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เห็นด้วยกับการเปิดด่าน จ.ตราด และจันทบุรีว่า จะทำให้ผู้ประกอบการได้ผ่อนคลายปัญหาลงได้บ้าง จากยอดการผลิตน้ำปลาส่งออกจำหน่ายในกัมพูชา 70% เมื่อส่งออกไม่ได้เลยหันมาทำตลาดภายในได้เพียง 30% กำลังการผลิตที่เคยเดินเครื่องทุกวัน สินค้าเก่าที่เดินเครื่องไว้ยังมีอยู่ ปรับมาเป็น 2 สัปดาห์ต่อครั้ง ถ้าสภาพเป็นแบบนี้ 3-4 เดือน น่าจะต้องเลย์ออฟพนักงานออก
“น้ำปลาที่เคยทำแบรนด์ตรา 3 กระต่ายไว้ในตลาดกัมพูชา ตอนนี้มีน้ำปลาเวียดนามมาทดแทนแล้ว และมีข้อได้เปรียบที่ต้นทุนต่ำกว่า ราคาถูกกว่า คงต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัวและกว่าจะสร้างความมั่นใจให้ลูกค้ากลับมาบริโภคสินค้าไทยคงต้องใช้เวลานาน รวมทั้งต้นทุนการผลิตสูงกว่าเวียดนาม และชาวกัมพูชาบริโภคน้ำปลาเวียดนามมานานกว่า 2 เดือนแล้ว” นายทศพลกล่าว
กลาโหม-กต.ยังไม่เปิดด่าน
ล่าสุด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีข้อสั่งการ “จะไม่มีการพิจารณาเรื่องการผ่อนปรนให้ขนส่งสินค้าใด ๆ หากไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ในการดำเนินการตามข้อตกลง เกี่ยวกับ (1) การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน (2) การร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด และ (3) การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเป็นรูปธรรม ในระดับที่สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันได้”
“ไม่มีการเปิดด่านในขณะนี้ เป็นการเตรียมการในระยะต่อไป ต้องประเมินความจริงใจและการปฏิบัติตามข้อตกลงของฝ่ายกัมพูชา” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวย้ำ
สอดคล้องกับถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ โดยนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงที่ระบุว่า ผลการประชุม GBC เรื่องการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางประเภทและบางจุด มอบหมายให้ RBC หารือความเป็นไปได้ให้มีการขนส่งสินค้าผ่านจุดผ่านแดน โดยเริ่มจากจุดที่มีความตึงเครียดน้อยที่สุด ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน ผู้ประกอบการการค้าชายแดนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้
“ตามที่พลเอกณัฐพลได้ชี้แจงไปแล้ว ยังไม่มีการเปิดด่านในขณะนี้ และจะไม่มีการผ่อนปรนส่งสินค้าใด ๆ หากไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญใน 3 เรื่อง ได้แก่ การถอนอาวุธหนักจากพื้นที่ชายแดน การร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามสแกมเมอร์ในระดับที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันได้” นายนิกรเดชกล่าว