ทุกปีคนบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต้องเผชิญน้ำท่วมไม่ต่ำกว่า 3-4 เดือนต่อปี ไม่มีใครอยาก “คุ้นชิน” หรือ “เคยชิน” กับความลำบาก
ล่าสุดวันที่ 20 ตุลาคม 2568 กรมชลประทานแจ้งปรับการระบายน้ำเพิ่มจาก 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ชาวบางบาลหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปริมาณน้ำที่หน่วยงานรัฐบาลบอกไม่รุนแรงเท่าปี 2554 แต่ระดับน้ำที่ท่วมบ้านตอนนี้สูงกว่าปี 2554 แล้ว
ชาวบางบาลหลายคนสะท้อนภาพว่า น้ำท่วมจนไม่มีที่ซุกหัวนอน ต้องไปนอนบนถนน เราถูกบีบบังคับให้รับน้ำจากการบริหารจัดการของภาครัฐ เพื่อรอรับเงินเยียวยา 9,000 บาท พอน้ำลดต้องใช้เงินซ่อมบ้านครั้งละ 20,000-30,000 บาท “หลายคนด่าว่าพวกเราเห็นแก่ตัว ด่าว่าเราไม่เสียสละ ทำไมเราต้องเป็นผู้เสียสละ”
“ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำซากมากี่สิบปีแล้ว ทำไมหน่วยราชการทุกรัฐบาลไม่วางแผนล่วงหน้ารับมือ วางระบบการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขระยะยาว จะต้องให้คนอยุธยาทนแบกรับความทุกข์อย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน”
เมืองโตทำคันกั้นเบี่ยงทางน้ำ
นายชูเกียรติ บุญมี นายกเทศมนตรีตำบลบางบาล กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ชาวอยุธยาเจอน้ำท่วมเป็นประจำ จะเห็นว่าทุกบ้านมีการยกใต้ถุนสูง 1.5-1.8 ม. เพราะในอดีตการถูกน้ำท่วมคือความสุข น้ำเหนือหลากลงมาที่ราบ เมื่อแม่น้ำเต็มความจุ มวลน้ำจะไหลเป็นหน้ากระดานกว่า 15 กม. ทำให้น้ำท่วมสูงอย่างมากแค่เอว

อีกทั้งน้ำยังพาตะกอนสีน้ำตาลมาเติมความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่เกษตร ศัตรูพืช ยาฆ่าแมลงถูกชะล้างไปตามน้ำ แต่ปัจจุบันปัญหาเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการเติบโตของเมือง มีนิคมอุตสาหกรรม ย่านเศรษฐกิจ ถนน บ้านจัดสรร ศูนย์ราชการ ทุกที่ต่างสร้างคันกั้นน้ำไว้ เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำ รวมถึงพื้นที่แบ่งปันน้ำลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำท่วมสูงขึ้น
น้ำเท่าเดิมแต่เดือดร้อนหนัก
นายชูเกียรติกล่าวว่า หากเทียบอัตราการระบายน้ำในปี 2554 ของเขื่อนเจ้าพระยาที่อัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที ชาวบางบาลยังไม่เดือดร้อน แต่ปัจจุบัน 2568 ปล่อยน้ำในอัตราเดิม กลับเดือดร้อนเท่ากับปี 2554
ตอนนี้ 6 ตำบล 41 หมู่บ้าน มีประชากร 10,000 กว่าคน ได้แก่ ตำบลบ้านกุ่ม ตำบลไทรน้อย ตำบลบางบาล ตำบลบางชะนี ตำบลบางหัก และตำบลบางหลวงโดด ถูกน้ำท่วมหมด บางจุดท่วม 3 เมตร โดยเฉพาะริมตลิ่งท่วมสูงสุด 4 เมตร ทำให้บ้านที่เคยยกใต้ถุนสูงไม่เพียงพออีกต่อไป บางบ้านเคยดีดบ้านแล้วก็ยังพออยู่ได้ ส่วนคนป่วยก็เลื่อนนัดหมอ ก็มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
ส่วนภาคเกษตร มีการปรับทำรอบเกษตร เดือนกันยายน-เดือนธันวาคมจะงดเว้นทำเกษตรเพื่อหนีน้ำ อย่างไรก็ดี การทำเกษตรถือเป็นความมั่นคงทางรายได้ ใน 1 ปี พวกเกษตรกรจะเสียเวลาใช้พื้นที่ 4 เดือนไปกับการรับน้ำ มากกว่าความเสียหายคือความชอกช้ำในการเตรียมการ และการฟื้นฟูมันมากจนประเมินค่าไม่ได้

รื้อแผนระบายน้ำเจ้าพระยา
นายชูเกียรติกล่าวต่อไปว่า ปัญหาน้ำท่วมอยู่ที่การบริหารจัดการ ปี 2568 น้ำทั้งประเทศไม่ได้มากเท่ากับปี 2554 แต่ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา อ.บางบาล สูงเท่ากับปี 2554 เพราะเกิดจากการปิดประตูระบาย ทำให้มวลน้ำไหลมากองรวมกันที่นี่
“การจัดการน้ำฝั่งตะวันออก มีประตูน้ำใหญ่ที่ จ.ชัยนาท เพื่อจัดสรรน้ำไปฝั่งตะวันออก ผ่าน จ.ลพบุรี จ.สระบุรี จ.ปทุมธานี ส่วนฝั่งตะวันตก มีประตูน้ำพลเทพ จ.ชัยนาท เข้าคลองมะขามเฒ่า ลงสู่แม่น้ำท่าจีน ผ่าน จ.ชัยนาท จ.สุพรรณบุรี จ.นครปฐม เมื่อเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำที่อัตรา 2,200 ลบ.ม./วินาที เรามองว่าน้ำเยอะมากแล้ว แต่ยังมีปรับเพิ่มการระบายน้ำอีกเป็น 2,500 ลบ.ม./วินาที มากกว่าที่รับได้ถึง 300 ลบ.ม. แม้ทางการเตือนให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูง แต่ชาวบ้านยกของกันจนติดหลังคาแล้ว”
นายชูเกียรติกล่าวต่อไปว่า เส้นทางการไหลของน้ำจากชัยนาทมาถึงอยุธยา มีประตูน้ำไม่ต่ำกว่า 1,000 ประตูที่ช่วยตัดยอดน้ำได้ หากประตูน้ำ 1 แห่งระบายน้ำอย่างต่ำ 10 ลบ.ม./วินาที หากเปิดประตูระบายน้ำ 30 แห่ง จะระบายน้ำได้ 300 ลบ.ม. จะทำให้ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลมาสู่อยุธยามีอัตราเท่าเดิม ซึ่งประตูน้ำบางที่ก็ปล่อยแบบเสียไม่ได้ 20 ซม. เหมือนช่วยกันจิบน้ำ พอน้ำเข้าทุ่งนาเต็มก็ปิด
จริง ๆ ใคร ๆ ก็ไม่ยินยอมให้ปล่อยน้ำเข้าทุ่ง เพราะกรมชลประทานไม่เคยทำกติกาให้ชาวบ้านเกิดความสบายใจ ว่าจะปล่อยปริมาณน้ำแค่ระดับไหน”
อยุธยาเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่วันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงขุดลอกเอาทรายไป ปัญหาคือน้ำมาเร็ว ตลิ่งพัง รวมถึงมีการสร้างถนนยกสูง ทั้ง 2 ฝั่งเกิดการบล็อกน้ำ เมื่อน้ำไม่มีที่ไป น้ำก็รวมกันที่ศูนย์กลาง เหมือนเป็นการเอาข้าศึกมารวมไว้
“เมื่อถึงเวลาหน้าน้ำก็เปิดน้ำให้ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ตามกำลังที่แต่ละฝั่งรับได้ แต่ที่เหลือกลับปล่อยให้เรา คนบางบาลชอกช้ำมาก เพราะยามที่ต้องการใช้น้ำกลับไม่ได้ เพราะอยุธยาไม่มีประตูกั้นน้ำ เมื่อปล่อยน้ำมา 100% ใช้ได้ 10% ส่วนอีก 90% ไหลออกทะเลหมด หน้าฝนน้ำมาก หน้าแล้งน้ำขาด ความพอดีไม่มี”

จี้ตั้งกองทุนดีดบ้านเพิ่มเยียวยา
ที่ผ่านมาชาวบางบาลทุกข์กับน้ำท่วมมาแล้วชั่วชีวิต โอกาสที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมยังมองไม่เห็น ฉะนั้น ภาครัฐต้องกลับมาคืนความสุขให้คนตรงนี้ โดยจัดสรรเงินเยียวยาโดยไม่ต้องรอน้ำลด รวดเร็ว รวมถึงการชดเชยค่าเสียโอกาสทำนา 4 เดือนต่อปีอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ควรมีการทำประตูทดน้ำขนาดใหญ่แบบ จ.ชัยนาท ช่วยทดน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตร หล่อเลี้ยงระบบนิเวศ โลจิสติกส์
“ผมจึงยกย่องว่าคนที่นี่เป็นวีรบุรุษรบ เพื่อป้องกันนิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม และเมืองหลวงอย่าง กทม. แต่จะปูนบำเหน็จอย่างไรให้สมน้ำสมเนื้อกับนักรบเหล่านี้”
ส่วนความคืบหน้า “โครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือ “เจ้าพระยา 2” ที่จะช่วยรับน้ำหลากสูงถึง 1,200 ลบ.ม./วินาที คาดว่าเร็วสุดจะแล้วเสร็จในอีก 2 ปี
ผมคิดว่าโครงการคลองบางบาล-บางไทรไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้มากนัก แต่ทำก็ดีกว่าไม่ทำ ซึ่งช่วยให้มีทางน้ำไหลเพิ่มขึ้น แต่ปลายทางน้ำลงไปชนกับแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่ อ.บางไทร เพราะการระบายน้ำที่อัตรา 1,200 ลบ.ม./วินาที จะต้องเป็นการไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเช่นเดียวกัน มิหนำซ้ำยังมีน้ำจากแม่น้ำป่าสักและน้ำทะเลหนุนมาเสริม

ส่วนแนวคิดที่อยากสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมเป็นไปไม่ได้ ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ จ.พิษณุโลก จนถึง จ.นครสวรรค์ เป็นลักษณะพื้นที่ดินสโลป ส่วน อ.ป่าโมก จ.อ่างทองเป็นต้นมาเป็นพื้นที่ระนาบเดียวกับปทุมธานีและสมุทรปราการ หากต้องทำเขื่อนต้องทำสูงกว่า 3-4 เมตร หนักเข้าเขื่อนจะสูงกว่าบ้านคน แต่ระยะเวลา 9 เดือน ที่ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก ชาวอยุธยาต้องอาศัยอยู่กับเขื่อนที่ทำขึ้นมาเพื่อป้องกันน้ำท่วม ซึ่งคล้ายกับบังเกอร์ ลมไม่ผ่าน เวลาจะลงแม่น้ำต้องใช้บันไดพาด จะยิ่งทำให้ใช้ชีวิตยากขึ้นกว่าเดิม
การผลักดันตั้ง “กองทุนดีดบ้าน” มีเงื่อนไขว่าจะทำอย่างไรให้เป็นธรรม เพราะยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ไม่มีเงินยกระดับบ้านให้พ้นภัย ที่สำคัญระดับน้ำนับวันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รู้ดีดบ้านแล้วจะพ้นน้ำหรือไม่ เหมือนกับในสารคดี “โตนเลสาบ ประเทศกัมพูชา ที่ชาวบ้านต้องทำบ้านสูงกว่า 8 เมตร เพื่อหนีน้ำ”
ส่วน “เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” ของเทศบาล ก็ถูกนำมาใช้กับเรื่องน้ำท่วม ปี 2567 อย่างต่ำ 5-6 ล้านบาท เงินเก็บที่จะทำถนนหลังน้ำลดก็ไม่มี ปัญหาจะวนลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ใจจริงผมไม่อยากพูดเรื่องการแก้ไขแล้ว ผมเพียงต้องการทราบว่าจะคืนความสุข จะชดเชยให้อย่างไร เพราะเราไม่ได้ต่อต้านเรื่องน้ำท่วม แต่เราไม่ชินกับระดับน้ำที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
“การที่น้ำท่วม 3 เมตรนี่ปกติหรือ ?”

จม 3 เดือน 9 พัน ไม่พอซ่อม ทำแผนป้อง-ไม่ใช่บริหารน้ำ
นายภานุพงษ์ บุญกิจ ชาวบ้าน อ.บางบาล บอกว่าตอนนี้ทุกคนเดือดร้อนกันหมด บางจุดน้ำท่วม 3 เมตร มา 2 เดือนแล้ว บางคนอยู่ในน้ำทั้งวัน ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ออกมาอาศัยเต็นท์บนถนน ไม่มีใครอยากได้ความเดือดร้อน ทุกคนต้องหาเช้ากินค่ำ
แต่ 3 เดือนได้รับเงินเยียวยาเพียง 9,000 บาท ฉะนั้น รัฐบาลควรพิจารณาปรับวงเงินเยียวยาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบ้านบางหลังน้ำท่วมถึงชั้น 2 รวมถึงพิจารณาเงินซ่อมแซมบ้านตามความเป็นจริง นอกจากนี้ ต้องทบทวนแผนการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา รวมถึงระบายน้ำเข้าทุ่งให้ทั่วถึง
ทางด้านตาควร และยายเนียร ไกรเพิ่ม เล่าว่า ตั้งแต่เกิดมาจนอายุ 70 ปีไม่เคยเจอท่วมสูงขนาดนี้ แต่ยังเชื่อว่าหากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบจะช่วยลดความเดือดร้อนได้ โดยเขื่อนเจ้าพระยาต้องปรับแผนการระบายน้ำ เมื่อถึงเดือนสิงหาคมให้ทยอยปล่อยน้ำที่ 800 ลบ.ม./วินาที ตลอดทั้งเดือน รวมถึงเปิดประตูระบายน้ำทั้งสองฝั่งของท้ายเขื่อน ไม่ต้องกังวลว่าภาคเหนือจะมีน้ำหรือไม่ เพราะพายุมีทุกปี

ส่วนการปล่อยน้ำเข้าทุ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ตรงไหนน้ำเต็มแล้วก็ปิด แต่ปัจจุบันประตูน้ำบางแห่งถูกล็อกไว้ เพื่อป้องกันน้ำท่วมเข้าทุ่งนา บางที่มีนาดำ เราเข้าใจได้ว่าไม่อยากให้น้ำท่วม แต่พื้นที่ไม่มีนาทำไมถึงไม่ปล่อยน้ำเข้าทุ่ง ถามว่ายังไม่ชินกับน้ำท่วมหรือ ชาวบ้านไม่สามารถย้ายบ้านไปไหน ก็ต้องอดทนกันไป ส่วนเงินเยียวยา 9,000 บาท เป็นแค่การเยียวยา ไม่ใช่การป้องกัน ต้องนำมาซ่อมบ้านทุกปี
ขณะที่ นางสาวกิ่งไผ่ แสงอ่อน ชาวบ้าน อ.บางบาล อาชีพรับจ้างทั่วไป บอกว่าตั้งแต่เกิดมาก็เจอน้ำท่วมทุกปี แต่ท่วมอย่างมากก็แค่เอว จนปี 2554 น้ำก็ท่วมหนักขึ้นจนท่วมมิดหัว จนปีนี้มันท่วมกว่า 2 เมตร ต้องมาอาศัยนอนเต็นท์บนถนน ทำอาหาร ซักผ้า ตรงนี้ทั้งหมด แต่เวลาเข้าห้องน้ำต้องไปที่วัด ขณะเดียวกัน กรมชลประทานก็ประกาศเพิ่มอัตราการระบายน้ำขึ้นเรื่อย ๆ ต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวงว่าน้ำจะขึ้นสูงแค่ไหน ต้องอยู่กันแบบนี้ ไม่อยากชินแต่ก็ต้องชิน ไม่งั้นเครียดตาย
แม้ อบต.จะมีงบประมาณสำหรับซ่อมแซมบ้าน แต่ก็ไม่พอ ควักกระเป๋าเองทุกปี ซ่อมประตู หลังคาหมดไปหลายพัน มีอยู่ปีหนึ่งได้คนละ 200 บาท แถมต้องเดินทางไปรับไกล ไม่คุ้มค่าน้ำมันรถ ส่วนเงินเยียวยาจริง ๆ ควรได้มากกว่า 9,000 บาท เพราะบ้านต้องแช่น้ำท่วมนานกว่า 2 เดือนแล้ว