ปฏิบัติการกวาดล้างสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สอดคล้องกับที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ณ กรุงเทพมหานคร, สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ ร่วมกับ ThaiPublica จัดโครงการ “Building Network with Border Reporters/Regional Media Workshop” ให้กับสื่อมวลชนในจังหวัดเชียงใหม่ ในหัวข้อ : Media Training/Thai-US Cooperation in Law Enforcement ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านการบังคับใช้กฎหมาย
มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ดำรงมาอย่างยาวนานระหว่างสองประเทศ ในการรับมือกับความท้าทายที่มีความซับซ้อน และเป็นภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์) ที่ต้องยกระดับเพื่อสกัดภัยคุกคามข้ามพรมแดน
สแกมเมอร์ทำสูญ 2.5 หมื่นล.
ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ในประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โดยแบ่งวิวัฒนาการออกเป็น 3 ช่วงอย่างชัดเจน ได้แก่ ช่วงก่อนโควิด-19, ช่วงโควิด-19 และช่วงยุคหลังโควิด-19 โดยงานวิจัยเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง การปรับตัวและผลกระทบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย” พบว่า ปี 2561 (ก่อนโควิด) มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท แต่ปี 2568 (หลังโควิด) มูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ด้วยการที่รัฐมีช่องทางในการอำนวยความสะดวกในการแจ้งผ่านศูนย์ AOC เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องภัยออนไลน์ ทำให้คนมีความหวัง จึงมีการแจ้งปัญหากันมากขึ้น จึงทำให้เห็นตัวเลขความเสียหายที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขมูลค่าความเสียหายที่พุ่งสูงถึง 25,000 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มในอนาคตปัญหาจะหนักหน่วงขึ้นมากกว่านี้
ขณะเดียวกัน ความเข้มข้นการแก้ไขปัญหานี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีปัจจัยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เป็นตัวขับสำคัญ โดยสแกมเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่จังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา คนที่ถูกหลอกมาทำงานส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่มาจากหลายประเทศ เป้าหมายไม่ใช่คนไทย แต่เป็นแอฟริกัน เคนยา ฯลฯ แต่แก๊งที่หลอกคนไทยหลัก ๆ นั้นอยู่ในกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ที่ปอยเปต
ดังนั้น มาตรการที่จะโฟกัสไปที่ชายแดนฝั่งปอยเปตเพิ่งมาเริ่มในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร แต่ก็ไปไม่สุด โดยมาตรการเข้าไปบุกจับ หรือจับกุมมีค่อนข้างน้อย แต่สิ่งที่เห็นในรัฐบาลนายอนุทิน คือ การแก้ไขปัญหามีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการจัดการกับตัวการใหญ่ เช่น บริษัทที่ใช้ในการฟอกเงิน ที่มีการถูกขึ้นบัญชี ถูกเพิกถอนสัญชาติ มาตรการแบบนี้เราไม่เคยเห็น เพิ่งมีการขยับในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันเริ่มมีความพยายามจะถอนรากถอนโคน
โลกต้องผนึกปราบสแกมเมอร์
ผศ.ดร.ณัฐกรกล่าวต่อว่า แม้การทุ่มเทสรรพกำลังมากมายในการแก้ปัญหา แต่ทำไมปัญหานี้ยังคงมีอยู่ เพราะปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ไม่จำเป็นต้องอยู่บริเวณภูมิภาคนี้ตลอดไป ต่อให้มีการปราบปรามหนักขึ้น ปัญหานี้อาจจะมีการย้ายทวีปหรือประเทศที่บุกเบิกใหม่ จึงต้องการความร่วมมือมากกว่าระดับภูมิภาค แต่ต้องร่วมมือกันในระดับโลกที่จะสู้ปัญหานี้ด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ปัญหานี้แก้ไขได้อย่างยั่งยืน
สำหรับบทบาทของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันมีการทำในหลายมิติ โดยเฉพาะการประชุมระดับอาเซียน แต่กลไกระดับอาเซียนอาจยังไม่พอ เพราะแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติไม่ได้อยู่แค่ในอาเซียน แต่มีระดับการหมุนเวียน ซึ่งกลไกความร่วมมือระดับอาเซียนได้มีการลงนามอนุสัญญาร่วมกันที่จะปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีการขยับในเรื่องของการแชร์ข้อมูลร่วมกัน
ทั้งนี้ มองเห็นในจุดอ่อนนโยบายฟรีวีซ่าที่ค่อนข้างชัดเจน เมื่อกลไกทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยว ทำให้ประเทศไทยมีการเปิดกว้างพร้อมรับคนทุกชาติทุกภาษาเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้จากการจับกุมแก๊งขนาดใหญ่ คนพวกนี้ไม่ได้มาท่องเที่ยว แต่คนกลุ่มนี้ใช้วีซ่าท่องเที่ยวที่เราขยายเอื้อให้อยู่ในประเทศไทยได้นานขึ้น
เช่น จีน อยู่ได้ 90 วัน ทำให้แก๊งจีนที่เข้ามาในลักษณะนี้ ใช้ช่องว่างนี้มาเคลื่อนไหว ดังนั้น นโยบายของไทยในการเอาคนเข้าประเทศจะเลือกคนแบบไหน จะเปิดกว้าง หรือปิดกั้น จะมีเงื่อนไขกฎเกณฑ์อะไรที่จะมาสกัดกั้นเพื่อไม่คนเหล่านี้เข้ามาสร้างปัญหาในประเทศ
ผศ.ดร.ณัฐกรกล่าวด้วยว่า ตราบใดที่รัฐบาลเมียนมายังรบกับชนกลุ่มน้อย จะส่งผลต่อรูปแบบและขนาดของอาชญากรรมข้ามชาติในภาคเหนือให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จะเห็นว่าชนกลุ่มน้อยต้องหารายได้ไปสู้รบกับรัฐบาลเมียนมา ในอดีตชนกลุ่มน้อยในเมียนมามีรายได้และเงินทุนจากการขายยาเสพติด เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ได้ยกพื้นที่ให้สแกมเมอร์ หรือยกพื้นที่การทำเหมืองแร่ในเขตว้า เพราะความจำเป็นต้องสร้างกองกำลังที่เข้มแข็งต่อกรและทัดทานรัฐบาลเมียนมา ดังนั้นจึงต้องสะสมทุน ซึ่งเป็นทุนจากการทำเหมืองที่ไม่รักษาสิ่งแวดล้อม หรือให้สแกมเมอร์มาสร้างตึกอสังหาริมทรัพย์ และอาศัยทำเป็นธุรกิจบังหน้า แต่เนื้อในเป็นธุรกิจหลอกลวงออนไลน์
“โดยเฉพาะในปี 2568 มีความโดดเด่นชัดเจนของปัญหามากที่สุด เนื่องจากการเคลื่อนไหวของเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่ในอนุภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศตัดขวาง (Cross-cutting Country) ที่เป็นศูนย์กลางของปัญหานี้ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องยกระดับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน” ผศ.ดร.ณัฐกรกล่าว

ความท้าทายที่ต้องปรับตัวให้ทัน
รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ หัวหน้าศูนย์ศึกษากฎหมายกับเทคโนโลยี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการพูดถึงการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามและปราบอาชญากรรมไซเบอร์มากขึ้น แต่การบังคับใช้กฎหมายของไทยยังเผชิญช่องว่างทางกฎหมาย หรือความท้าทายทางเทคนิคที่ต้องปรับตัวให้เท่าทันอาชญากรรมดิจิทัลข้ามชาติ
หากมองในเชิงเทคนิคยังไล่กันทันอยู่ แต่ประเด็นสำคัญคือ อาชญากรจะหนีไปเรื่อย ๆ สิ่งสำคัญคือต้องให้ความสำคัญในเรื่องความเร็วและรูปแบบอาชญากรรม ที่ต้องอัพเดตสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาว่ามีการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีอะไรใหม่ ซึ่งถ้าตามไม่ทันจะทำให้การติดตามและอายัดทรัพย์สินทำได้ยากขึ้น
ขณะเดียวกันการแชร์ข้อมูลภายในหน่วยงานรัฐ/การแบ่งปันกับเอกชน การแชร์ข้อมูลระหว่างกันเป็นเรื่องสำคัญมาก อาจแชร์ผ่านระบบไซเบอร์ซิเคียวริตี้ มีการใช้วิธีแบบไหนในการเจาะระบบและเอาข้อมูลไป ผ่าน พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
กับอีกแนวทางคือ สถาบันการเงินจะมีเครือข่ายผ่านสมาคมธนาคารเอกชน หรือเป็นองค์กรกำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
ในด้านบังคับใช้กฎหมาย ความยากคือ เราบังคับใช้กฎหมายกับองค์กรต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศได้ แต่ปัญหาจริง ๆ คือ ถ้ามีบริษัทผู้เล่นสำคัญ ๆ อยู่นอกประเทศ เช่น คนที่เป็นผู้รันแพลตฟอร์ม แต่มีองค์กรอาชญากรรมใช้แพลตฟอร์มของผู้เล่นบริษัทนั้น ๆ หรือแม้กระทั่งซื้อโฆษณาหรือยิงโฆษณา รัฐบาลไทยต้องทำให้ผู้เล่นเหล่านี้มีความมั่นใจที่จะร่วมมือกับรัฐบาลไทย ที่จะนำไปสู่การแก้อาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติได้อย่างจริงจัง
ไทย-สหรัฐยกระดับความร่วมมือ
Michael R. Upshaw (ไมเคิล อาร์. อัพชอว์) เจ้าหน้าที่การข่าว สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐ ประจำจังหวัดเชียงใหม่ (Drug Enforcement Administration, Chiang Mai Resident Office, U.S. Department of Justice) หรือ DEA กล่าวว่า นอกเหนือจากการปราบปรามยาเสพติด วาระเร่งด่วน (Urgent Agenda) ที่สุด ที่สหรัฐต้องการผลักดันในการร่วมมือกับไทยในด้านการบังคับใช้กฎหมายในระยะ 5 ปีข้างหน้า จุดเน้นหลักน่าจะเป็นเครือข่ายอาชญากรรมดิจิทัลข้ามชาติ และการใช้เส้นทางการเงินเพื่อฟอกเงินจากอาชญากรรมเหล่านั้น
โดยเฉพาะการฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งสหรัฐและไทยน่าจะให้ความร่วมมือขยายในส่วนนี้มากขึ้น เนื่องจากอาชญากรรมสแกมและค้ามนุษย์มักเกี่ยวพันกับเส้นทางการเงินซับซ้อน เช่น กลุ่มนักค้าที่เป็นชาวเม็กซิกัน เป็นต้น
โดยรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกาจะต้องเดินหน้ายกระดับความร่วมมือ เพื่อรับมือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบใหม่ที่มีความเชื่อมโยงหลายมิติ ตั้งแต่ยาเสพติด ฟอกเงิน อาชญากรรมไซเบอร์ ไปจนถึงการค้ามนุษย์ โดยมุ่งปรับปรุงกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลและกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันต่อความเร็วของภัยคุกคามยุคดิจิทัล
“เราได้มีการพูดคุยกับรัฐบาลไทยแล้ว ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างมาก ทั้งในเรื่องยาเสพติดที่ไทยและสหรัฐมีความร่วมมือที่ดีมาโดยตลอด มีความสัมพันธ์ที่ดีในการปราบปรามยาเสพติด หน่วยงานของไทยมีศักยภาพมากในเรื่องนี้”
ไมเคิล อาร์. อัพชอว์ บอกว่า DEA จะดำเนินการแชร์ข้อมูลสารตั้งต้นให้กับหน่วยงานรัฐบาลไทยที่เราทำงานด้วย ถือเป็นความร่วมมือที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเสถียรภาพของภูมิภาคและเพื่อปกป้องประชาชนของทั้งสองประเทศจากอาชญากรรมรูปแบบใหม่
“แม่สอด” เมืองผ่านค้ามนุษย์
Judah Tana (จูดา ทานา) ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาการศึกษาไร้พรมแดน (International Director and Founder of Global Advance Projects Foundation) กล่าวว่า อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นพื้นที่เล็ก ๆ แต่กลายเป็นศูนย์รวมทุกอย่าง
โดยเฉพาะด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่ง อ.แม่สอดไม่ใช่เป็นเพียงแค่เมืองชายแดน แต่เป็นเมืองที่มีปัญหาในระดับภูมิภาค ทั้งความขัดแย้งของเมียนมาและชนกลุ่มน้อย อาชญากรรมข้ามชาติ และการฟอกเงินในระดับโลก มีเพียงแม่น้ำที่กั้นกลางระหว่างประเทศไทยและเมียนมา แต่ไม่มีรัฐบาลที่จะดูแลปัญหาได้ ทั้งนี้ คนที่ตกเป็นเหยื่อจะไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ตรงไหน เพราะในสถานที่นั้นมีภูเขา มีป่าไม้ที่คอยปกป้อง สามารถทำอาชญากรรมทั่วโลกได้ โดยใช้พื้นที่ อ.แม่สอด เป็นทางผ่าน
แม้ว่าตึกสแกมเมอร์เคเคปาร์ค (KK Park) ในเมียนมา ตรงข้าม อ.แม่สอด จะถูกทำลายไป แต่ในข้อเท็จจริงปัญหานี้ยังคงมีอยู่ มีการเปิดตึกขึ้นมาใหม่ และยังคงมีการใช้พื้นที่ประเทศไทย คือ อ.แม่สอด เป็นทางผ่าน ถูกใช้เป็นจุดผ่านแดนสำคัญของเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ ทั้งในรูปแบบการลักลอบนำแรงงานเข้าเมืองและการแสวงหาประโยชน์จากเหยื่อผ่านการบังคับใช้แรงงานและการฉ้อโกงทางออนไลน์ ซึ่งองค์กรอาชญากรรมเหล่านี้ทำงานได้อย่างเสรีภาพได้อย่างไร และเราจะช่วยคน 4,000 คน ที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในประเทศเมียนมา เข้ามาประเทศไทยได้อย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เช่น ปากีสถาน และอีกหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม กระแสปัญหาแก๊งสแกมเมอร์บริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง ข้อมูลที่พบในช่วงปี 2564 คนที่ถูกหลอกส่วนใหญ่เป็นคนที่มีการศึกษา แม้ทางการไทยจะเร่งดำเนินมาตรการปราบปราม แต่ยังพบผู้เสียหายทยอยร้องเรียนและขอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่ถูกหลอกด้วยข้อเสนองานเงินเดือนสูง ก่อนถูกนำตัวไปกักขังและบังคับให้ทำงานหลอกลวงผู้อื่นผ่านระบบออนไลน์
จูดา ทานา บอกต่อว่า กรณีชาวต่างชาติกว่า 1,500 คน หลบหนีจากเคเคปาร์ค (KK Park) ในเมียนมา ข้ามมายังฝั่งไทยที่ อ.แม่สอด หลังจากถูกกองทัพเมียนมาบุกเข้าควบคุมพื้นที่ แต่ไม่มีการรายงานข่าวเรื่องนี้มากนัก จึงอยากให้รายงานประเด็นนี้ให้ทั่วโลกหันมาสนใจพื้นที่นี้ และกดดันสถานทูตต่าง ๆ เพราะยังมีเหยื่ออีกหลายประเทศที่สถานทูตยังไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ
ขณะเดียวกันควรนำเสนอข้อมูลเชิงลึกอย่างรอบด้าน โดยเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยของเหยื่อ และการเปิดโปงเครือข่ายล่อลวงโดยไม่เปิดเผยตัวตนหรือข้อมูลอ่อนไหวของผู้เสียหาย เป็นการรายงานข่าวอย่างรับผิดชอบ เป็นบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
จูดา ทานา กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นเรื่องระบบ NRM (National Referral Mechanism) หรือกลไกการส่งต่อระดับชาติ เป็นกระบวนการและกลไกที่ประสานงานกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ คุ้มครอง และให้การฟื้นฟูแก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 พบว่าไม่มีกระบวนการคัดกรองที่ผ่านระบบ NRM กล่าวคือเป็นกระบวนการคัดแยกและส่งต่อเหยื่อค้ามนุษย์ ซึ่งเราไม่สามารถเข้าไปใช้ระบบ NRM ได้
“รัฐบาลกลางของไทย รอหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นในการให้ความช่วยเหลือ หมายความว่าถ้าไม่มีใครรายงานหรือร้องขอความช่วยเหลือไปยังส่วนกลาง ก็เข้าใจว่าไม่มีใครต้องการความช่วยเหลือ คน 1,500 คนไม่มีใครได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งปัญหานี้กลายเป็นช่องโหว่ โดยในข้อเท็จจริงเรื่องนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการ NRM และไม่มี SOP ใน อ.แม่สอด”
ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติมีความซับซ้อนในหลายมิติ ด้วยเพราะเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ หลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ครอบคลุมทั้งกฎหมาย การทูต เทคโนโลยี และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งมิอาจทำโดยลำพังประเทศเดียวได้ และในเชิงผลกระทบไม่ได้มีแค่ความมั่นคง แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และความปลอดภัยของประชาชน
การรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนข้ามพรมแดน อย่างอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาตินั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกทางกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหา เช่นเดียวกับเหมืองพิษแรร์เอิร์ท

ชี้ข้อมูล “เท็จกับบิดเบือน” ต่างกัน
Josh Szimonisz (จอช ไซมอนนิส) ที่ปรึกษาด้านมนุษยธรรมพลเรือน-ทหารระดับภูมิภาค ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (CFE-DM) กองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐ (USINDOPACOM) (Regional Humanitarian Civil-Military Advisor Center for Excellence in Disaster Management & Humanitarian Assistance) กล่าวในประเด็น Falsehood Information
โดยหนึ่งในประเด็นที่เน้นย้ำ คือ ความแตกต่างระหว่าง “ข้อมูลเท็จ” (Misinformation) กับ “ข้อมูลบิดเบือน” (Disinformation) ซึ่งมีข้อที่แตกต่างกันที่ “เจตนา”
ข้อมูลเท็จ (Misinformation) เป็นข้อมูลผิดพลาดที่ถูกแชร์ออกไปโดยไม่ตั้งใจ ส่วนข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) เป็นข้อมูลที่สร้างขึ้นหรือเผยแพร่โดยมีเจตนา ชักจูง สร้างความเข้าใจผิด สร้างอันตราย หรือทำลายความน่าเชื่อถือ
ดังนั้น สื่อในฐานะที่เป็นคนให้ข้อมูลกับสาธารณะ จึงต้องเข้าใจความแตกต่างนี้ ซึ่งจะช่วยให้สื่อสามารถประเมินที่มาของข้อมูลได้ดีขึ้น และระวังไม่ตกเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ข้อมูลที่มีเจตนามุ่งร้าย เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปสู่สาธารณะมีความถูกต้อง