Skip to content

เชียงใหม่จ่อรับศึก 2 เด้ง ‘เห็ดถอบอมก๋อย-ควันข้ามพรมแดน’ คาดหนักสุดรอบ 5 ปี

06 มี.ค. 2569 | 20:31น.
เชียงใหม่จ่อรับศึก 2 เด้ง ‘เห็ดถอบอมก๋อย-ควันข้ามพรมแดน’ คาดหนักสุดรอบ 5 ปี

สถานการณ์หมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ปีนี้ ส่อแวววิกฤตหนักที่สุดในรอบ 5 ปี ผลจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัด ประกอบกับปัจจัยทางเศรษฐกิจที่บีบคั้นให้ชาวบ้านต้องพึ่งพาป่าเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อำเภออมก๋อย สมรภูมิเห็ดถอบ 1 แสนไร่

อมก๋อย: สมรภูมิเห็ดถอบ 100,000 ไร่

นายสมคิด ปัญญาดี ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า พื้นที่ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย กลายเป็นจุดโฟกัสสำคัญ เนื่องจากมีสภาพเป็น “ป่าเต็งรัง” อยู่บนภูเขาสูงชัน ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางกว่า 100,000 ไร่ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของ “เห็ดถอบ” พืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาล

โดยชาวบ้านเชื่อว่าการใช้ไฟเผาป่าจะช่วยให้เห็ดถอบออกง่ายและเก็บสะดวก ซึ่งในหนึ่งฤดูกาล ชาวบ้านสามารถหาเงินได้ถึง 30,000 – 50,000 บาทต่อคน (เทียบเท่าราคารถมอเตอร์ไซค์ 1 คัน) ทำให้การห้ามเผากลายเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับความอยู่รอดพื้นฐาน

เศรษฐกิจถดถอย ตัวเร่งไฟป่า

นายสมคิด กว่าวว่า ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดในปีนี้คือ “ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย” ซึ่งกลายเป็นตัวผลักดันให้คนหันเข้าหาป่ามากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจข้างนอกไม่ดี ป่าคือที่ทำมาหากิน เป็นทางออกเดียวในการหาเลี้ยงชีพของชาวบ้าน การใช้ไฟเพื่อหาของป่าจึงเพิ่มสูงขึ้นตามความจำเป็นในการประทังชีวิต

ทั้งนี้ เมื่อประเมินสถานการณ์ฝุ่นควันของจังหวัดเชียงใหม่ในปีนี้ คาดว่าจะวิกฤตหนักในรอบ 5 ปี ด้วยสภาพอากาศแห้งแล้งจัดที่เป็นปัจจัยเร่ง และคาดว่าปริมาณฝนอาจมีน้อย

“แอ่งกระทะ” และ “ลมพัดสอบ”: ปัจจัยที่คุมไม่ได้

อย่างไรก็ตาม แม้จังหวัดเชียงใหม่จะพยายามควบคุมจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่อย่างเต็มที่ แต่ปีนี้อาจต้องเผชิญกับศึกสองด้านคือ ฝุ่นนำเข้า 50% คาดการณ์ว่าฝุ่นกว่าครึ่งหนึ่งจะมาจากจังหวัดใกล้เคียงและ “ฝุ่นข้ามพรมแดน” ถือเป็นกับดักภูมิศาสตร์ ด้วยสภาพพื้นที่ของเชียงใหม่ที่เป็น “แอ่งกระทะ” ประกอบกับปรากฏการณ์ “ลมพัดสอบ” ที่จะหอบเอาฝุ่นควันจากภายนอกเข้ามาสะสมในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไม่มีฝนตกลงมาช่วยชะล้าง สถานการณ์จะทวีความรุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา

มาตรการ “ดึงฟืนออกจากไฟ”

นายสมคิด กล่าวต่อว่า เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้นำแนวทางการบริหารจัดการโดยเปลี่ยนคนเผาเป็นคนเฝ้า จ้างงานกลุ่มเสี่ยงให้มาช่วยเฝ้าระวังไฟป่า เพื่อดึงพวกเขาออกจากวงจรการใช้ไฟ

ทั้งนี้ หากค่าฝุ่น PM2.5 เกิน 75.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกัน 3 วัน จะมีการประกาศเขตควบคุมมลพิษและเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) ทันทีเพื่อระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

ศึกฝุ่นควันเชียงใหม่ปีนี้ไม่ได้สู้แค่กับ “ไฟ” แต่ต้องสู้กับ “ความแห้งแล้ง” และ “ความยากจน” การแก้ไขจึงต้องทำทั้งการบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและการสร้างทางเลือกใหม่ให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน