Skip to content

“โควิด-น้ำยมแล้ง” กระทบเกษตรพิจิตรเดี้ยง

15 มิ.ย. 2563 | 10:36น.
“โควิด-น้ำยมแล้ง” กระทบเกษตรพิจิตรเดี้ยง

พิจิตรอ่วมพิษโควิด-19 ทำมะม่วงน้ำดอกไม้พืชเกษตรขึ้นชื่อส่งขายตลาดไม่ได้ ซ้ำหนักน้ำแล้งให้ผลผลิตไม่เต็มที่ ส่งออกลด 50% ราคาร่วง 25-30 บาท/กก. พร้อมเกษตรกรปลูกข่าส่งโรงงาน ร้านอาหาร ยังขายผลผลิตไม่ได้ เหลือเพียงส้มโอใกล้เขตชลประทานคุณภาพดีส่งออกปกติ จังหวัดหนุนอำเภอโพธิ์ทับช้างเป็นตลาดกลางขนาดใหญ่

นายวีระชัย เข็มวงศ์ เกษตรจังหวัดพิจิตร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ปลูกมะม่วง ปลูกข่า ซึ่งเป็นพืชเกษตรขึ้นชื่อของจังหวัดพิจิตร กลุ่มที่ปลูกมะม่วงส่วนมากอยู่ในเกษตรกรตำบลวังไชย อำเภอสากเหล็ก รวมพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ แบ่งออกเป็น พันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง 70% โชคอนันต์ ฟ้าลั่น เขียวเสวย 30% และจากจำนวนมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ปลูกทั้งหมดส่งออกไปต่างประเทศกว่า 30% ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รัสเซีย เป็นต้น ที่เหลือจะขายในประเทศประมาณ 70% แต่ปัจจุบันไม่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ผลผลิตขาดแคลนน้ำทำให้ขนาดของผลเล็กลงกว่าปกติ ในภาพรวมส่งผลให้ราคามะม่วงน้ำดอกไม้ตกต่ำจากเดิมราคา 50-60 บาท/กก. ปัจจุบันลดเหลือ 25-30 บาท/กก.

ซึ่งทางสำนักงานเกษตรจังหวัดได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรบางส่วนที่มีความประสงค์จะขายปลีกแล้ว ส่วนเกษตรที่มีพ่อค้ามารับซื้อประจำราคาขายก็จะถูกลง มะม่วงคละเกรดราคาประมาณ 10 บาท/กก. ส่วนมะม่วงโชคอนันต์ ฟ้าลั่น เขียวเสวย เกษตรกรบางสวนก็จะปล่อยราคาขายเพียง 3-5 บาท/กก. หรือปล่อยทิ้ง เพราะไม่คุ้มกับค่าแรงงานที่จะจ้างคนมาเก็บ ทางเกษตรจังหวัดจึงมีแนวคิดว่าควรมีการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นมะม่วงกวน โดยจะมีการหารือแนวทางกันต่อไป

“จากภัยแล้งทำให้ผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้มีขนาดของผลเล็กลง ประกอบกับช่วงกลางฤดูหรือช่วงปลายเดือนมีนาคม-เมษายน ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ถือว่าเป็นการซ้ำเติมชาวเกษตรกรในจังหวัดเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถส่งออกผลผลิตได้กว่า 50% และจากราคาผลผลิตที่ตกต่ำลง เกษตรกรบางสวนตัดสินใจไม่เก็บขายหรือปล่อยทิ้งให้ผลผลิตเน่าไป ทางเกษตรจังหวัดจึงคิดว่าควรหากลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มที่ต้องการแปรรูปสินค้านำผลผลิตที่ไม่สามารถขายได้มาทำเป็นมะม่วงกวน”

ส่วนการปลูกข่า มีพื้นที่ปลูกในอำเภอโพทะเลประมาณ 2,000 ไร่ ถือว่าเป็นข่าที่ดีที่สุดในประเทศไทย มีจุดเด่นคือเป็นข่าอ่อน เปลือกสีชมพู เนื้อละเอียด นอกจากจะส่งให้พ่อค้าแม่ค้าแล้ว ยังส่งออกหรือนำไปขายให้กับโรงงานทำเครื่องปรุงมาม่า แต่ผลกระทบจากโรคโควิด-19 ก็ไม่น้อยไปกว่าพืชชนิดอื่น เพราะปัจจุบันไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ อีกทั้งราคายังตกต่ำจากเดิม 38-40 บาท/กก. ปัจจุบันเหลือ 34 บาท/กก.

“ปกติเกษตรกรจะส่งข่าเข้าตลาดประมาณ 8-10 ตัน/วัน เกษตรกร 1 ครัวเรือนขุดข่าได้ในแต่ละวัน 50 กก. รายได้ประมาณ 2,000 บาท/วัน ถ้าเกษตรกรมีพื้นที่ปลูกข่า 5 ไร่ขึ้นไป จะมีรายได้ประมาณ 3,800-4,000 บาท/วัน นอกจากนี้ ในอำเภอโพทะเลยังมีการปลูกมะนาว 7,000 ไร่ ปีนี้ก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่นเดียวกัน มะนาวที่เคยส่งให้ร้านอาหารส่งไม่ได้ เพราะมีการสั่งปิดกิจการชั่วคราว เช่น ร้านส้มตำที่ไม่สามารถเปิดให้ทานที่ร้านได้ บางร้านก็ปิดร้านไปเลย นอกจากนี้ยังมีธุรกิจร้านอาหารอีกหลากหลายแห่งเกี่ยวเนื่องกับการใช้มะนาว โดยส่วนใหญ่จะส่งไปภาคอีสานกว่า 70-80%”

ขณะเดียวกันส้มโอปลูกมากในเขตอำเภอโพธิ์ประทับช้างประมาณ 20,000 ไร่ เป็นแหล่งผลิตส้มโอขนาดใหญ่ของจังหวัดพิจิตร มีหลายสายพันธุ์ อาทิ ขาวทองกวาว ทองดี เจ้าใหม่ ราคา 20-40 บาท/กก. พื้นที่ปลูกได้รับผลกระทบจากภัยแล้งไม่ต่างไปจากมะม่วง เนื่องจากแม่น้ำยมแห้งขอดมาตั้งแต่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม แต่ก็ยังโชคดีอยู่บ้างเนื่องจากอยู่ในเขตชลประทาน มีการผันน้ำจากพิษณุโลกมาช่วย ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพค่อนข้างมีราคาสูง ทำให้ส้มโอได้รับผลกระทบน้อยกว่ามะม่วง และถึงจะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ส้มโอเป็นพืชที่สามารถส่งออกต่างประเทศได้ตามปกติ เพราะเก็บไว้ได้นาน ผลผลิตจึงไม่เพียงพอต่อการส่งออก ซึ่งแต่ละปีจะส่งออกประมาณ 35% ผ่านบริษัท เอ็ม.ที.ฟรุท โปรดักส์ จำกัด ไปยังกลุ่มประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮ่องกง รัสเซีย เป็นต้น

ทั้งนี้ ในเขตพื้นที่อำเภอโพธิ์ประทับช้างถือว่าเป็นแหล่งรวมล้งส้มโอขนาดใหญ่ เป็นจุดที่เกษตรหลายจังหวัดส่งส้มโอมารวมกันเช่น จ.เชียงราย จ.น่าน ปัจจุบันมีการพูดคุยกันภายในจังหวัดว่า อนาคตจะส่งเสริมให้อำเภอโพธิ์ประทับช้างเป็นตลาดกลางส้มโอขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม จังหวัดพิจิตรถือว่าเป็นเมืองเกษตรกรรม มีพื้นที่ปลูกข้าวเป็นหลักทั้งหมด 2,400,000 ไร่ แบ่งออกเป็น การปลูกข้าวนาปีประมาณ 1,800,000 ไร่/ปี นาปรังประมาณ 600,000 ไร่/ปี โดยพื้นที่ปลูกข้าวใกล้กับชลประทานขนาดใหญ่ประมาณ 400,000 ไร่ ส่วนอีก 250,000 ไร่ อยู่ในเขตชลประทานขนาดกลาง แม้ว่าแม่น้ำยมจะแห้งขอด แต่สถานการณ์น้ำในจังหวัดพิจิตรก็มีเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค เพราะส่วนใหญ่อาศัยแม่น้ำน่านในการทำเกษตรกรรม ซึ่งชลประทานจะเป็นฝ่ายบริหารจัดสรรน้ำให้ใช้ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ กรมชลประทานมีแผนจะทำประตูเขื่อนกั้นแม่น้ำยมเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งแล้ว กำลังอยู่ในช่วงศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสร้างเสร็จ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำแล้ง พิจิตร โควิด-19