Skip to content

นายกฯ ลงพื้นที่น้ำท่วมพิจิตร เล็งหาทางเยียวยาเพิ่ม กำชับลงทะเบียน “คนละครึ่ง”

10 ต.ค. 2568 | 15:10น.
นายกฯ ลงพื้นที่น้ำท่วมพิจิตร เล็งหาทางเยียวยาเพิ่ม กำชับลงทะเบียน “คนละครึ่ง”

อนุทินนำคณะลงพื้นที่น้ำท่วม จ.พิจิตร ย้ำรัฐบาลไม่ละเลยดูแลประชาชน มองเงินเยียวยา 9 พันไม่คุ้มความเสียหาย เล็งหาวิธีการเพิ่มเติม กำชับผู้ว่าฯ ใช้ทุกกลไกให้ ปชช.ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา-โครงการคนละครึ่งพลัส

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รมช.สาธาธารณสุข น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สทนช. นายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

พร้อมด้วยส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการช่วยเหลือและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ โรงเรียนเทศบาลตะพานหินวิทยาคาร อ.ตะพานหิน ต.พิจิตร โดย น.ส.ธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าฯ พิจิตร พร้อมด้วยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร ให้การต้อนรับ และประชาชนในพื้นที่กว่า 1,000 คน ร่วมรับฟัง

นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้มาให้กำลังใจชาวตะพานหิน จ.พิจิตร ซึ่งได้ทราบจากผู้ว่าฯ พิจิตร และ สส.ในพื้นที่ ซึ่งได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ขอให้ประชาชนอดทนอีกนิดนึง เพราะตอนนี้ช่วงปลายฝนแล้ว สถานการณ์กำลังจะดีขึ้น แต่ที่สำคัญคือ “รัฐบาลจะไม่เพิกเฉย และละเลย” ประชาชนไม่ถูกทอดทิ้งแน่นอน

โดยภายในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะอนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ แม้ว่าไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย แต่รัฐบาลจะเร่งเยียวยาและพยายามหาวิธีการช่วยเหลือ โดยได้มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปหาวิธีช่วยเหลือประชาชนร่วมกับสำนักงบประมาณและหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นความผิดของรัฐบาลที่ไม่สามารถระบายน้ำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ทัน ทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน

สำหรับกรณีที่อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ขอให้ประชาชนไปลงทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ ถ้าใครไม่ได้ลงทะเบียนผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเดือดร้อน ดังนั้น ผู้ว่าฯ ต้องสั่งการให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ช่วยกันทำให้เกิดความมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนทุกคนได้ลงชื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เพื่อเงินจะได้ไปถึงประชาชน โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นผู้ดำเนินการโอนเงินเยียวยาเข้าบัญชีของประชาชน

รวมถึงต้องลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย ซึ่งจะมีเงินค่าใช้จ่ายวันละ 200 บาท ให้ประชาชนได้ไปจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้ทั่วประเทศมีเงินหมุนเวียน ทำให้ประชาชนได้มีเงินมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยทุกครั้งที่ใช้สอย รัฐบาลจะเติมให้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งเงินนี้ไม่ใช่เงินหยอดกระปุก ไม่ใช่เงินเยียวยา ไม่ใช่เงินช่วยเหลือ เป็นเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เราต้องใช้จ่ายใช้สอย

นอกจากนี้ ยังมีเงินช่วยเหลือเติมเข้าในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,700 บาท จากเดือนละ 300 บาท เป็นเดือนละ 2,000 บาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณให้พี่น้องประชาชนหมดแล้ว ดังนั้น การจับจ่ายใช้สอยจะทำให้พี่น้องประชาชนมีเม็ดเงินมาใช้ในการซื้อข้าวซื้อของในช่วงปีใหม่นี้ด้วย “เมืองไทยไม่มีคนจน มีแต่คนมีน้ำใจ”

นอกจากนี้ ขอฝากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้ให้การช่วยเหลือดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับประชาชนที่ประสบภาวะบ้านเรือนถูกน้ำท่วม หมั่นคอยไปดูแล ไปให้ความเข้าใจ และแจ้งไปยังสถานีอนามัยต่าง ๆ ถ้ามีการเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งในช่วงที่น้ำท่วมพี่น้องประชาชนต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะอาจจะเกิดกระแสไฟรั่ว และหากน้ำท่วมขังเป็นปริมาณมากขอให้ย้ายไปยังบ้านญาติหรือศูนย์พักพิงก่อน แล้วเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้วจึงจะกลับไปที่บ้าน

เหล่านี้คือหน้าที่ของรัฐบาลในการบริหารจัดการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แน่นอนว่าบางครั้งเราอาจจะเอาชนะภัยธรรมชาติไม่ได้ แต่เราจะพยายามทำให้ความเดือดร้อนของประชาชนได้ลดลงให้มากที่สุด ให้มีความเดือดร้อนน้อยที่สุด

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเอาใจใส่พ่อแม่พี่น้องประชาชน “การเอาใจพ่อแม่พี่น้องประชาชนถือเป็นการเอาใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” คือการทำให้ประชาชนไม่ลำบาก ด้วยการหามาตรการ หากลไก หาวิธี ที่จะทำให้ชื่อของพี่น้องประชาชนทุกครัวเรือนไปปรากฏที่ระบบ ปภ.ให้ได้ และสัปดาห์หน้าเมื่ออนุมัติเงินในระบบแล้ว เงินจะเข้าไปยังบัญชีพ่อแม่พี่น้องประชาชนทันที

นายอนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาแผนฟื้นฟูปรับระบบระบายน้ำ ทั้งการเสริมถนน ทำโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิม เพื่อให้พิจิตรได้มีระบบจัดการน้ำที่ดีขึ้น ไม่ต้องเจอเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ซาก ๆ แบบนี้อีก ซึ่งต้องหาวิธีระบายน้ำ เช่น บึงสีไฟ ที่ในหน้าแล้งก็จะแล้งมาก เราต้องทำอย่างไรให้ผันน้ำเข้าไปในบึงสีไฟ และหาทางที่จะผันน้ำไปสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด โดยจะมีแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวต่อไป

แต่ขณะเดียวกัน หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก เราต้องให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรกก่อน และหาทุกวิธีทางเพื่อเยียวยาพี่น้องประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด และในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณส่วนราชการ ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครทุกส่วน ที่ช่วยดูแลพี่น้องประชาชนของเราเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้ประสบภัยอันตราย

สำหรับ อ.ตะพานหิน มีพื้นที่ประสบภัย 10 ตำบล 37 หมู่บ้าน 13 ชุมชน ที่พักอาศัยถูกน้ำท่วมขัง 1,033 หลังคาเรือน พื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย 1,349 ไร่ และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำจากแม่น้ำน่านและมวลน้ำจาก จ.เพชรบูรณ์ ได้เอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ รพ.สมเด็จพระยุพราชตะพานหินบางส่วน ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ได้เริ่มคลี่คลาย และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ