ช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์มีมาตรการควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) กระทั่งกลายเป็นศูนย์ไปแล้วนับตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2565 แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูตัดสินใจเลิกอาชีพไปราว 50% ส่งผลต่อเนื่องให้ปริมาณเนื้อหมูลดลง
บวกกับสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนส่งผลต่อต้นทุนอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างให้ “ขบวนการหมูเถื่อน” ลักลอบนำเข้าหมูที่ไม่ผ่านการตรวจโรคเข้ามายังราชอาณาจักรไทย และจำหน่ายในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตหมูไทย ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รายงานตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรปี 2565 สาขาปศุสัตว์ ติดลบ 3% แต่แนวโน้มปี 2566 คาดว่าจะสามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้ 3-4%
ASF ทุบรายย่อยหายจากระบบ
การหดตัวของภาคปศุสัตว์เป็นจังหวะที่ “นายสมชวน รัตนมังคลานนท์” เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมปศุสัตว์คนใหม่แทน นสพ.สรวิศ ธานีโต ซึ่งฉายภาพว่าภาวะเศรษฐกิจการเกษตร (จีดีพีภาคเกษตร) ปี 2565 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สาขาปศุสัตว์ ติดลบ 3% เป็นเรื่องจริง จากปริมาณผลผลิตลดลง เหลือเพียง 15.5 ล้านตัว
สาเหตุจากปริมาณแม่พันธุ์สุกรในระบบลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) ยังไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ อีกทั้งเกษตรกรบางส่วนมีการชะลอเลี้ยงจากราคาพันธุ์สุกรและอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้องขายในราคาควบคุม เพราะสินค้าหมูเป็นสินค้าต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์

โดยกรมปศุสัตว์ได้สรุปสถานการณ์การเลี้ยงสุกรในปี 2565 ในประเทศไทยมีสุกรในปัจจุบันทั้งหมดประมาณ 21.5 ล้านตัว จากเกษตรกร 149,575 ราย ลดลงจากปี 2564 ซึ่งปีนี้ 15.5 ล้านตัว เนื่องจากโรคระบาดดังกล่าว และสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ดําเนินการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่กรกฎาคม 2562 ถึงสิงหาคม 2565 จำนวน 12,542 ราย เป็นเงิน 262 ล้านบาท
อยู่ระหว่างขออนุมัติงบประมาณปี 2566 จำนวน 250 ราย เป็นเงิน 66.5 ล้านบาท ปัจจุบันประเทศไทยพบโรค ASF ในสุกรครั้งแรกตั้งแต่มกราคม 2565 ถึงธันวาคม 2565 เกษตรกร (ฟาร์ม) พบโรคสะสม 138 ราย
มั่นใจปี’66 ฟื้น
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในปี 2566 เกษตรกรเริ่มมีการเลี้ยงใหม่แล้ว ผลผลิตสุกรจะมีจำนวนประมาณ 16-18 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มีจำนวนสุกร 15.5 ล้านตัว ซึ่งในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นการบริโภคในประเทศประมาณ 80-90% ที่เหลือเป็นในส่วนของการส่งออกในรูปแบบเนื้อแปรรูปไปยังต่างประเทศ อาทิ ส่งเนื้อปรุงสุกไปที่ญี่ปุ่น และส่งเนื้อดิบไปที่ฮ่องกง ส่วนราคาหน้าฟาร์มคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 96 บาทต่อกิโลกรัม (กก.)
“ปัจจัยเสี่ยงในปี 2566 ส่วนใหญ่ยังเป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากปี 2565 อาทิ เรื่องราคาวัตถุดิบที่ยังทรงตัวสูง โรคระบาดในสุกร แม้เกษตรกรเริ่มมีการปรับตัวให้สามารถอยู่ได้บนความเสี่ยงของโรคเอเอสเอฟแล้ว แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนจากต่างประเทศที่เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้ราคาสุกรผันผวน และไม่เป็นไปตามกลไกตลาด”
สกัด “หมูเถื่อน” เข้ม
โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “หมูเถื่อน” ทะลักเข้ามาในประเทศไทย ทางด้านราคาเพื่อนบ้านที่ถูกกว่า อีกทั้งบราซิลเป็นคู่แข่งที่มีต้นทุนการผลิตถูกกว่าในทุกด้าน ที่พบมากสุดถึง 90% ส่งผลให้เกิดการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน
อธิบดีกล่าวว่า ภาพรวมตลอดทั้งปี 2565 มีการจับกุมดำเนินคดีไปแล้ว 29 คดี จำนวนของกลางประมาณ 1.7 ล้าน กก. มูลค่าประมาณ 123 ล้านบาท โดยพบว่าเป็นการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศบราซิลมากที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าแบบ “กองทัพมด” ทยอยนำเข้าโดยแฝงมากับสินค้าอื่น โดยส่วนใหญ่จะมีการจับกุมได้ที่ห้องเย็น ซึ่งเบื้องต้นได้ส่งสัญญาณไปแล้ว และเตรียมหารือในการส่งของกลางกลับไปยังประเทศต้นทางต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรมพยายามตรวจจับมาโดยตลอดอย่างเข้มงวด แต่ด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากร ที่ผ่านมากรมได้มีการทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่พบว่าปัญหา “บุคลากร” มีจำกัด มีจำนวนข้าราชการประจำเพียง 4,000 คนทั่วประเทศ และมีการจ้างเพิ่มเติม 6,000 คน รวมเป็น 10,000 คน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวครอบคลุมทั่วทั้งประเทศแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ หากจะให้เพียงพอต้องเพิ่มบุคลากรอีก 10,000 คน จึงจะเหมาะสม และสอดคล้องกับเป้าหมาย “จับให้เจ๊ง” ของกรม
“ต้องยอมรับว่ากรมมีบุคลากรและงบประมาณจำกัด ขาดแคลนกำลังอีก 10,000 คน ซึ่งต้องเพิ่มอีกเท่าตัวจึงจะเพียงพอ เพราะอย่าลืมว่าปศุสัตว์ดูทุกชนิด และลงลึกถึงท้องถิ่น จะเห็นว่าการทำงาน 8,000 กว่าตำบล บุคลากรเราไม่พอ ยกตัวอย่าง เราต้องดูแลประชากรสัตว์หลายชนิด ไม่ใช่แค่หมู ยังมีทั้งไก่ 3 ล้านตัว วัว 10 ล้านตัว ไก่ไข่ 50 ล้านตัว หมาแมวอีกจำนวนมาก และมีการร้องเรียนเข้ามาอีก”
พัฒนาระบบ GPS Tracking
สำหรับปี 2566 มาตรการต่อไปนี้ ในเรื่องการขนย้ายซากหมูต้องมีระบบ GPS ตรวจและติดตามแบบเรียลไทม์ เช่นตั้งข้อสังเกต หากเจ้านี้ขนเนื้อหมูไปเยอะ จะต้องตรวจสอบเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า โดยจะเริ่มได้ในปีหน้า ใช้งบฯกลาง 32 ล้านบาท ครอบคลุมถึงเรือขนส่งสินค้า
โดยโครงการพัฒนาระบบการติดตามยานพาหนะบรรทุกสัตว์และซากสัตว์ผ่านระบบ GPS Tracking นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการตลาดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสัตว์-ซากสัตว์ได้ ซึ่งแผนที่จะพัฒนาระบบติดตามรถขนส่งสินค้า เพื่อตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อลดการลักลอบนำเข้าสุกรหรือสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย
“ขณะนี้กำลังดำเนินการพัฒนาระบบ โดยเป็นรูปแบบยกระดับ การเคลื่อนย้ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ ต่อไปนี้รถขนย้ายซากสัตว์ต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ ตั้งแต่ขั้นตอนโรงหมู โรงฆ่า กระบวนการทั้งหมดต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ คล้ายคลึงกับมาตรการตรวจสอบการประมงผิดกฎหมาย หรือ IUU”