พาณิชย์ ยันช่วยลำไยทุกมิติ ตั้ง War Room จัดการดูดซับ-ดันส่งออก
โฆษกกระทรวงพาณิชย์เผย กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าดูแลราคาผลไม้ โดยเพิ่มมาตรการเร่งด่วน 7 มาตรการสำคัญ พร้อมตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ล่าสุดเร่งช่วยเหลือลำไยภาคเหนือแล้ว
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่มีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ลำไย เรื่องนี้นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ขจัดปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ภาคเหนือเพื่อติดตามสถานการณ์ลำไยอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ลำไยของ 8 จังหวัดภาคเหนือ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา ลำปาง ตาก แพร่ และน่าน มีปริมาณถึง 1,064,242 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีปริมาณ 947,140 ตัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 117,102,000 กิโลกรัม เนื่องจากสภาพอากาศเย็นยาวนาน เอื้อต่อการติดดอก (ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่) ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการผลไม้แบบครบวงจร 7 มาตรการ 25 แผนงาน ครอบคลุมทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปและปรับพื้นที่ให้เหมาะสม โดยตั้งเป้าหมายระบายผลไม้ 950,000 ตัน โดยเฉพาะลำไยภาคเหนือ
ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกร โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยตั้งแต่ช่วงต้นฤดู ทั้งการกระจายผลผลิตและขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเพิ่มมาตรการเร่งด่วน ดังนี้
(1) เชื่อมโยงลำไยส่งออก โดยรวบรวมรับซื้อลำไย (สดช่อ) เพื่อส่งออก (2) จัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยภายในประเทศ ผ่านแคมเปญ Thai Fruits Festival 2025 (3) เชื่อมโยงลำไยผ่านเครือข่ายพันธมิตร เช่น แมคโคร โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ โก-โฮลเซลล์ และเดอะมอลล์ รวมทั้ง ห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ให้รับซื้อจากเกษตรกรโดยตรง (4) สนับสนุนการซื้อผลไม้ Pre-Order และดึงภาคเอกชนร่วมช่วยเหลือในรูปแบบ CSR เพื่อดูดซับผลผลิตต่อเนื่องตลอดฤดูกาล
(5) สนับสนุนบรรจุภัณฑ์ โดยให้สถาบันเกษตรกรใช้กล่องบรรจุภัณฑ์ในการกระจายผลผลิตผ่านไปรษณีย์ไทย (6) เชื่อมโยงผู้ประกอบการและสถาบันเกษตรกรให้รับซื้อผลผลิตโดยตรง ด้วยการทำ MOU กับสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้ง และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ (7) เชื่อมโยงสินค้าเข้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อแจกเป็นของสมนาคุณ และ (8) ขยายช่องทางการจำหน่ายใหม่ ๆ ได้แก่ จำหน่ายน้ำผลไม้สมูทตี้ผ่านตู้เต่าบินกับบริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด และจับมือกับ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด แปรรูปทำเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่ม
นอกจากทั้ง 8 มาตรการนี้ ยังได้สั่งการให้ตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับกำหนดมาตรการฉุกเฉินในกรณีจำเป็น ได้แก่ ค่าบริหารจัดการให้โรงอบรับซื้อผลผลิตเพิ่มเพื่อรวบรวมรับซื้อลำไยรูดร่วง เพื่ออบแห้งส่งออกต่างประเทศ สำหรับด้านต่างประเทศ ได้สั่งการให้เร่งเปิดตลาดศักยภาพใหม่ ๆ และกระตุ้นผู้นำเข้าในตลาดเป้าหมายหลัก ทั้งจีน อินเดีย อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงเพิ่มช่องทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซควบคู่กันไปด้วย
ตั้งแต่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้นโยบาย “การสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร” ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับทุกหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรเชิงโครงสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งจะกำหนดพื้นที่เป้าหมายจัดทำ Sandbox เพื่อเป็นต้นแบบให้กับสินค้าเกษตรทุกชนิด ทั้งนี้ ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะเรื่องเสถียรภาพด้านราคา กระทรวงพาณิชย์ต้องพร้อมที่จะดูแลแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้พี่น้องเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเหมือนที่ผ่านมา
