‘เชียงใหม่’ รับมือจีนแห่ซบญี่ปุ่น ชูความปลอดภัย-วิถีสโลว์ไลฟ์เมืองเก่า
กระแสความนิยมอย่างก้าวกระโดดของประเทศญี่ปุ่น กลายมาเป็นหมุดหมายอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวชาวจีนในปัจจุบัน ทำให้เกิดความกังวลในกลุ่มผู้ประกอบการว่า ปรากฏการณ์นี้อาจเข้ามาแย่งชิงเค้กก้อนโต และส่งผลกระทบต่อตลาดท่องเที่ยวของเชียงใหม่ ซึ่งมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่มาโดยตลอด
อย่างไรก็ดี หากมองลึกลงไปในมิติของโครงสร้างตลาดและการรับมือ ภาคส่วนต่าง ๆ ในเชียงใหม่กลับสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของจุดแข็งและปัจจัยท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไขไปพร้อม ๆ กัน
ชี้ผลกระทบเบาบาง
นางละเอียด บุ้งศรีทอง ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่รัฐบาลจีนปลดล็อกการเดินทางไปญี่ปุ่น ในภาพรวมประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเชียงใหม่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอาจมีผลแค่ในบางเซ็กเมนต์ เนื่องจากเชียงใหม่มีเกราะป้องกันและจุดแข็งที่แตกต่างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะโครงสร้างฐานลูกค้าและพฤติกรรมที่แยกสลับกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ชื่นชอบการไปญี่ปุ่นกับกลุ่มที่เลือกมาเชียงใหม่นั้น มีความแตกต่างกันในเชิงโปรไฟล์อย่างสิ้นเชิง
ตลาดจีนที่มาเชียงใหม่ในปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มีความคุ้นเคย มีความผูกพัน และชื่นชอบในเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองเชียงใหม่อยู่แล้ว และปัจจุบันแทบไม่มีภาพของกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่หรือเครื่องบินเช่าเหมาลำให้เห็น เนื่องจากได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็นกลุ่ม FIT (Free Independent Traveler) หรือนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเองอย่างเต็มตัว มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยี สามารถบริหารจัดการต้นทุน ค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคาผ่านแพลตฟอร์ม OTA

เช่น Trip.com และวางแผนการเดินทางเองทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีอายุระหว่าง 30-35 ปี ไปจนถึงไม่เกิน 40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีไลฟ์สไตล์ชัดเจน ชอบการพักผ่อนอย่างมีสไตล์ และเลือกพักโรงแรมกลุ่ม SMEs หรือ Luxury Boutique Collection ที่มีการันตีเรื่องการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต
ยืนหนึ่งเรื่อง “ความคุ้มค่า”
นางละเอียดกล่าวต่อว่า เชียงใหม่ยังคงมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งในเรื่องความคุ้มค่าด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันค่าเงินเยนของญี่ปุ่นจะอ่อนตัวลงจนดึงดูดใจ แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายโดยรวมในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าครองชีพ หรือค่าอาหารการกิน เชียงใหม่ยังคงยืนหนึ่งเรื่องความคุ้มค่าและสามารถจับต้องได้ง่ายกว่า ตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายต่อทริปในยุควิกฤตเศรษฐกิจโลกได้เป็นอย่างดี
ประกอบกับการเดินทางที่สะดวกสบาย โดยปัจจุบันเชียงใหม่มีสายการบินตรงจากจีนแผ่นดินใหญ่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันประมาณ 8-10 เมือง ทำให้เดินทางง่าย โดยในแต่ละวันมีเที่ยวบินเข้ามาเฉลี่ยกว่า 10 เที่ยวบิน แม้ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ซึ่งเป็นช่วง Low Season จะมีการปรับลดเที่ยวบินลงบ้างราว 10-15% ตามกลไกตลาด แต่ก็ยังคงมีการเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
นอกจากนี้เชียงใหม่ยังมีจุดเด่นเรื่องความสะดวกสบาย ความพร้อมของผู้ประกอบการที่มีความยืดหยุ่นสูง และเทรนด์ยอดนิยมที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดวัยรุ่นจีนในปัจจุบัน เช่น ย่านนิมมานเหมินท์และเขตเมืองเก่า ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบสโลว์ไลฟ์ที่มีครบทั้งแหล่งช็อปปิ้ง ร้านอาหาร คาเฟ่ ตลอดจน Local Street Food และตลาดชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ตลาดจริงใจ หรือบ้านข้างวัด ซึ่งเป็นมาร์เก็ตที่นักท่องเที่ยวจีนชื่นชอบและพร้อมใจกันมาจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคัก
หวั่นจีนรุ่นใหม่เทคะแนนให้ญี่ปุ่น
นายไพศาล สุขเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ค่อนข้างมีความกังวลต่อกระแสความร้อนแรงของตลาดญี่ปุ่นในใจคนจีนครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงพฤติกรรมของประชากรจีนยุคใหม่ที่เดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 25-40 ปี หรือไม่เกิน 45 ปี มีเป้าหมายในการเดินทางที่ชัดเจนและมีประเทศญี่ปุ่นเป็นหมุดหมายยอดนิยมอันดับต้น ๆ ในใจ

เนื่องจากคนรุ่นใหม่เหล่านี้มีความต้องการที่จะไปสัมผัสความเจริญรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นก่อนจีน รวมถึงต้องการไปศึกษาและสัมผัสความมีระเบียบวินัยของประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาเปรียบเทียบ ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า หากกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่เหล่านี้ต้องเลือกระหว่างญี่ปุ่นกับเชียงใหม่ น้ำหนักกว่า 80% มีแนวโน้มที่จะเลือกเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นก่อน เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ ๆ
ศึกหนักทั้งตั๋วบินถูกและข่าวลวง
ทั้งนี้นอกจากความต้องการเชิงพฤติกรรมแล้ว มาตรการเชิงรุกของประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลใจยิ่งกว่า โดยปัจจุบันทั้งประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ได้มีการปรับลดค่าใช้จ่ายในการนําเครื่องบินลงจอด (Landing Fee หรือพาร์แท็กซ์) ในสนามบินลงกว่า 70% เพื่อสร้างแรงจูงใจและดึงดูดให้สายการบินต่าง ๆ ขยายเส้นทางบิน ส่งผลให้สายการบินมีต้นทุนที่ต่ำลงและสามารถทำราคาตั๋วเครื่องบินให้ถูกลงเพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้
ขณะที่ในทางกลับกัน สนามบินเชียงใหม่ยังมีข้อจำกัดในเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถขยายตัวได้ทันท่วงที มีการจำกัดและล็อกเวลาในการเข้า-ออกของเที่ยวบิน ทำให้สายการบินต่าง ๆ ยังคงต้องแบกรับต้นทุนตามที่กำหนด ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาตั๋วเครื่องบินในระยะยาว
อีกทั้งภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยในสื่อสังคมออนไลน์ของจีนยังคงได้รับผลกระทบจาก “เฟกนิวส์” หรือการจงใจสร้างข่าวลวงที่โจมตีว่าประเทศไทยน่ากลัว จากกรณีข่าวตํารวจจับกุมคนจีนเรียกค่าไถ่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หนีข้ามชายแดนมาจากประเทศกัมพูชา ไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่สื่อจีนรายงานโดยใช้คำรวม ๆ ยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์เชิงลบและสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่จะเดินทาง

กรีนซีซั่นบุ๊กกิ้งห้องพักยังบวก
นายไพศาลกล่าวต่อว่า ท่ามกลางความท้าทายนี้ เชียงใหม่ยังคงเห็นสัญญาณบวกและแนวโน้มที่ดีในอนาคต สำหรับยอดจองห้องพัก (Booking) ในปัจจุบัน แม้ส่วนใหญ่จะจองกระชั้นชิดก่อนเดินทาง แต่สำหรับในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ ซึ่งตรงกับช่วงปิดภาคเรียน (Green Season) ของโรงเรียนนานาชาติและสถานศึกษาในหลายประเทศ เริ่มเห็นตัวเลขอัตราการเข้าพักของเชียงใหม่ส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจน โดยคาดการณ์ว่าอาจพุ่งสูงถึง 60-70% ซึ่งมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจากกลุ่มตลาดเอเชียและเอเชีย-แปซิฟิก เช่น ไต้หวัน รวมถึงตลาดระยะไกลอย่าง อเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทดแทน
ในขณะที่นักท่องเที่ยวจีนในเชียงใหม่ปัจจุบันก็ยังคงมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับต้นปี ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม FIT (วัยรุ่น) ที่พำนักระยะยาว 5-10 คืน และนิยมเปลี่ยนบรรยากาศที่พักไปตามย่านต่าง ๆ ทุก ๆ 2-3 คืน ซึ่งโรงแรมกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหลักจึงตกไปอยู่กับกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ (3-4 ดาว) ที่เคยพึ่งพากรุ๊ปทัวร์ในอดีต
เมืองปลอดภัย-จุดเช็กอินโลคอล
สำหรับกลยุทธ์ในการปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ครึ่งปีหลัง ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันปรับเปลี่ยนกระบวนการสื่อสาร โดยมุ่งเน้นการทำประชาสัมพันธ์ภายในเมืองและการชูจุดขายเรื่อง “ความปลอดภัยสูง” เป็นหัวใจหลัก ควบคู่ไปกับการตอกย้ำภาพลักษณ์ที่เชียงใหม่ได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 10 เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิก จากนิตยสาร Travel + Leisure และคว้าอันดับ 13 ของโลกในหมวดเมืองที่สวยที่สุดในโลกจากนิตยสาร Condé Nast Traveler (ปี 2569) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวจีนว่าเชียงใหม่มีเจ้าหน้าที่และตำรวจคอยดูแลความปลอดภัยอย่างทั่วถึงระดับ 99%
รวมถึงการเร่งสร้างและพัฒนาจุดเช็กอินใหม่ ๆ ภายในเมืองเพื่อสร้างประสบการณ์ร่วม เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวสถานีรถไฟชุมชนที่มีค่าบริการเข้าชมเพียง 5 บาท (หรือราว 1 หยวน) ซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่และสร้างความประทับใจให้กับวัยรุ่นจีนเป็นอย่างมาก เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว ไปสู่การสร้างคุณค่าและยกระดับตลาดจีนในเชียงใหม่จากปริมาณสู่คุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวอย่างยั่งยืนในอนาคต
นายไพศาลได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า กระแสความแรงของตลาดญี่ปุ่นไม่ได้เป็นตัวทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเชียงใหม่เสียทีเดียว แต่กลับเป็น “กระจกบานใหญ่” ที่สะท้อนใหเห็นว่าพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ได้เปลี่ยนผ่านไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว เกราะป้องกันในเรื่องความคุ้มค่าด้านค่าครองชีพ และเสน่ห์ของวิถีสโลว์ไลฟ์ในเขตเมืองเก่า ยังคงเป็นหมุดหมายที่แข็งแกร่งในการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงให้เดินทางเข้ามาทดแทนกลุ่มทัวร์ในอดีต
โจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้โดยเร็ว คือการปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของสนามบินเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และทลายกำแพงข่าวลวงในโลกออนไลน์อย่างจริงจัง เพราะในสมรภูมิท่องเที่ยวยุคปัจจุบัน เมืองที่พร้อมจะเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เมืองที่เน้นเพียงแค่จำนวนเม็ดเงิน หรือปริมาณคนเข้าเมือง แต่หมายถึงเมืองที่สามารถส่งมอบ “ความเชื่อมั่นและความปลอดภัย” ให้แก่นักเดินทางได้ในระยะยาว
กล่าวคือ หากเชียงใหม่สามารถอุดรอยรั่วเหล่านี้ได้สำเร็จ การเบนเข็มของมังกรจีนในครั้งนี้ ก็อาจเป็นเพียงแค่แบบทดสอบหนึ่งที่เข้ามาช่วยยกระดับให้เชียงใหม่ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกได้อย่างสง่างามยิ่งขึ้นกว่าเดิม