อ่านเกมส์ Virtual Bank KKPS ชี้ ‘เปิดก่อน’ อาจไม่ได้เปรียบ
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ปฐมบทธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ในประเทศไทยที่เริ่มต้นไปแล้ว แม้จะยังมีผู้เริ่มเปิดให้บริการได้รายเดียว จาก 3 รายที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะที่อีก 2 รายขอผ่อนผันเวลาออกไป แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจนี้จะเป็นอย่างไร ล่าสุด “สรัชดา ศรทรง” นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้
โดย “สรัชดา” กล่าวว่า Virtual Bank ในประเทศไทย ต้องใช้ทุนจดทะเบียนเริ่มต้นรายละ 5,000 ล้านบาท และต้องเพิ่มทุนเป็น 10,000 ล้านบาท ในระยะถัดไป ซึ่งหากดำเนินการต่อได้ ในระยะ 5-6 ปี คาดว่าพอร์ตสินเชื่อรวมของ Virtual Bank ทั้ง 3 ราย จะอยู่ที่ราว 2 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี อาจไม่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วนัก อย่าง Virtual Bank ในต่างประเทศ อาทิ ในสิงคโปร์ หรือฟิลิปปินส์ ที่ทำมาแล้ว 3 ปี ก็ยังขยายได้ไม่ถึง 0.4-0.5% ของทั้งระบบการเงิน
“สรัชดา” กล่าวว่า จากการศึกษา Virtual Bank ในต่างประเทศ ราว 450 แห่ง พบว่า ระดับการคืนทุนอยู่ที่ 1-9 ปี อย่างไรก็ตาม สำหรับ Virtual Bank ในไทยยังไม่สามารถคาดได้ว่า จะคืนทุนได้ภายในกี่ปี เพราะยังไม่เห็นแผนงานของแต่ละบริษัท แต่เป็นไปได้ว่าในช่วง 1-2 ปีแรก ผลประกอบการอาจจะยังไม่ได้มีกำไร
“สถิติของต่างประเทศค่อนข้างกว้าง อย่างกรณีฟิลิปปินส์ที่ทำมา 3 ปี ก็ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน (Break Even Point) แต่ก็ขาดทุนน้อยลง ส่วนในประเทศไทย หากสามารถ Break Even และประสบความสำเร็จได้ภายใน 5 ปีแรก ก็ถือว่าโอเค”
กรณี Virtual Bank ที่คืนทุนได้ภายใน 1 ปี อาจเป็นเพราะโมเดลธุรกิจไม่ได้แยกออกมาใหม่ แต่ใช้ฐานลูกค้าเดิมจากบริษัทแม่ อย่างกรณี KakaoBank ของเกาหลีใต้ ที่เป็นโซเชียลแอปพลิเคชั่นมาก่อน และเมื่อได้ใบอนุญาต Virtual Bank จึงเพิ่มผลิตภัณฑ์การเงิน โดยใช้ฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น Virtual Bank ที่ Break Even ได้เร็ว คือมีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว ไม่ได้มีแต่ลูกค้าใหม่
“สรัชดา” มองว่า บริษัทแม่ที่เป็นธนาคารอยู่ แล้วเริ่มทำ Virtual Bank ก็อาจใช้ฐานลูกค้าเดิมได้ ทว่า ในแง่การจัดตั้งก็ไม่สามารถดึงลูกค้าเดิมเข้ามาทันทีได้ โดยลูกค้าต้องเปิดบัญชีกับ Virtual Bank ใหม่
“ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง Virtual Bank ทั้ง 3 เจ้าของไทยมีฐานลูกค้าเดิม ซึ่งมีข้อได้เปรียบ และมีแต้มต่อต่างกันไปอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่า จะสามารถดึงฐานลูกค้าเดิมได้อย่างอิสระ เพราะมีกฎระเบียบข้อบังคับควบคุมอยู่”
ทั้งนี้ มองว่า กรณีที่ CLICX Bank เริ่มให้บริการก่อนอาจไม่ได้เปรียบอีก 2 รายนัก เพราะขึ้นอยู่กับโมเดลการดำเนินการมากกว่า โดยในต่างประเทศจะมี 2 โมเดล คือ 1.เน้นหาเงินฝากและสร้างรายได้ต่อยอด และ 2.ใช้ฐานลูกค้าเดิมในการขายผลิตภัณฑ์ต่อเลย อย่างไรก็ดี ธปท.กำหนดว่า เมื่อ Virtual Bank ให้บริการรับฝากเงินด้วย หากเกิดปัญหา ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ในระยะเวลา 5 ปีแรก จะต้องมี Exit Plan พร้อมรับมือ โดยผู้ถือหุ้นหลักต้องซัพพอร์ต เพื่อไม่ให้ผู้ฝากเงินได้รับผลกระทบ
“อิมแพ็กต์ของการทำ Virtual Bank อาจทำให้ผลประกอบการของบริษัทแม่โตลดลง 1-3% แต่ไม่กระทบกับผลประกอบการรวมของบริษัทแม่ เพราะกำไรของแต่ละบริษัทแม่อยู่ที่ 4-5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผลขาดทุนของ Virtual Bank เบื้องต้นน่าจะน้อยมาก เมื่อเทียบกับผลกำไรของบริษัทเหล่านั้น”
“นักวิเคราะห์หุ้นแบงก์ KKPS” ชี้ว่า จุดสำคัญที่จะทำให้ Virtual Bank ประสบความสำเร็จหรือทำกำไรได้ คือ 1.การมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว 2.ตลาดยังมีช่องให้เติบโต และ 3.มีผู้กำกับดูแลซัพพอร์ต อย่างในกรณีของไทย ธปท.ก็มีการวางระบบที่ดี ทั้งการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และการอนุญาตให้ใช้ข้อมูลทางเลือกต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นสากล
“แต่คิดว่าส่วนที่ ธปท.ค่อนข้างให้ความระมัดระวังคือต้องมีระบบออนไลน์ที่เสถียร รับมือได้หากระบบล่ม เพราะไม่มีการให้บริการที่สาขารองรับ”
อย่างไรก็ตาม Virtual Bank จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการสร้างทางเลือกที่มากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคารดั้งเดิม รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้บริการในการทดลองตลาดและหาช่องทางการเติบโตใหม่ แต่ก็มีความเสี่ยง เนื่องด้วยประเทศไทยมีเศรษฐกิจเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ยังคงมีความเสี่ยงในการบริหารจัดการหนี้เสียอย่างมีระบบ
“ความท้าทายของ Virtual Bank คือจะทำอย่างไรให้ผู้ที่ใช้ธนาคารดั้งเดิมเป็นธนาคารหลัก จะหันมาใช้ Virtual Bank เป็นธนาคารหลักได้อย่างไร แต่ทั้งนี้ Virtual Bank ไม่ได้เข้ามา Disrupt ธนาคารดั้งเดิม แต่จะช่วยกระจาย และขยายขอบเขตการให้บริการของธนาคารดั้งเดิมมากกว่า”