นายคงกระพัน อินทรแจ้ง
ปตท. เผยตั้งแผนรับมือภาษีทรัมป์ ระบุนำเข้า LNG ถือเป็นประโยชน์ ด้านวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชาให้ OR บริหารความเสี่ยง ยึดประโยชน์ประเทศ พร้อมปรับพอร์ตเร่งหาพาร์ตเนอร์กลุ่มปิโตรเคมี-โรงกลั่น คาดมีความชัดเจนภายในปีนี้
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เปิดเผยว่า สำหรับมาตรการกำแพงภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปตท.ถือเป็นผู้ติดตามสถานการณ์ และก็มีแผนดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งจะเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 1 ล้านตันจากสหรัฐในปี 2569 มูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งในอีก 5 ปี จะทำสัญญาซื้ออีก 1 ล้านตันเศษ ราว 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลไทยสามารถนำไปต่อรองได้ รวมทั้งมีความสนใจที่จะนำเข้า LNG ระยะยาวกับบริษัท 8 Star Alaska, LLC ประเทศสหรัฐ โดยทำการลงนามร่วมศึกษาและจัดหา ซึ่งเป็นแผนระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในอีก 3-4 ปี
“แหล่ง LNG Alaska เป็นแหล่งที่มีความน่าสนใจ และมีศักยภาพ เนื่องจากมีระยะทางใกล้ สะดวกในการเดินทางนำเข้า ซึ่งเราสนใจจะซื้อ และเขาก็พร้อมที่จะขาย แต่ก็ต้องเจรจากันอีก ซึ่งราคาก็ไม่ยากเพราะมีอ้างอิงอยู่แล้วทั่วโลก แต่เรื่องการขึ้นภาษีสหรัฐนั้นก็ต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหลาย ๆ ปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงเราก็ต้องมีแผนที่จะรองรับเตรียมไว้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแผนที่ ปตท. ทำ และสามารถให้รัฐบาลไทยนำไปใช้ต่อรองได้ในการลดกำแพงภาษีของสหรัฐลง” นายคงกระพันกล่าว
ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้นถือเป็นเป็นหนึ่งในความไม่แน่นอนในภูมิรัฐศาสตร์ เราก็ต้องบริหารจัดการซึ่งปกติแล้วบริษัทมีมีการปรับกลยุทธ์หรือดำเนินธุรกิจตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เราให้บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เป็นผู้บริหารความเสี่ยงและตัดสินใจ ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับเรื่องภายในประเทศมากกว่า
ทั้งนี้ ปตท.ได้มีการปรับพอร์ตโฟลิโอกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น (P&R) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่มีศักยภาพ (Potential Strategic Partners) สามารถสรุปผลได้ภายในปีนี้และตั้งเป้าดำเนินธุรกิจแล้วเสร็จภายในปี 2026
“การหาพาร์ตเนอร์ของกลุ่มปิโตร-โรงกลั่นจะเป็นพาร์ตเนอร์ที่อยู่อุตสาหกรรม ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่ต้องทำให้ดีขึ้น ปตท. จะทำหน้าที่หลัก” นายคงกระพันกล่าว
ขณะที่ผลการดำเนินงานรอบ 6 เดือนแรกปี 2568 ยังคงแข็งแกร่งด้วยกำไรสุทธิ 44,848 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิของทั้งปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 90,072 ล้านบาท ทำให้มั่นใจได้ว่ากลยุทธ์มาถูกทาง แม้ว่าจะมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ อาทิ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้มีส่วนต่างของกำไรขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ประกอบกับ Spread ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ลดลง นอกจากนี้ในปี 2567 ยังมีการรับรู้กำไรจากรายการพิเศษที่มากกว่าปี 2568 ซึ่งเป็นรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ (Nonrecurring Items) โดยมีการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่สำคัญในไตรมาสที่ผ่านมา ดังนี้
ธุรกิจ Hydrocarbon ที่เป็นธุรกิจหลักที่ ปตท. มีความเชี่ยวชาญ โดยเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ มุ่งเน้นเสริมสร้างความสามารถการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง อาทิ การขยายธุรกิจด้านสำรวจและผลิต โดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ได้ขยายการสำรวจและผลิตในแหล่งใหม่ ๆ
โดยมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นจากทั้งแหล่งอาทิตย์ แหล่งสินภูฮ่อม และแหล่ง MTJDA รวมไปถึงชนะการประมูลในโครงการ Reggane II ขณะเดียวกัน ปตท. ได้ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player สร้างการเติบโต ขยาย LNG Portfolio สู่เป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และ 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 พร้อมลงนามข้อตกลงร่วมศึกษาการจัดหา LNG ระยะยาวกับบริษัท 8 Star Alaska, LLC ประเทศสหรัฐอเมริกา
ธุรกิจ Nonhydrocarbon มีความก้าวหน้าที่ดี เดินตามแผนกลยุทธ์ปรับพอร์ตการลงทุน โดยธุรกิจ Life Science ร่วมกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ สร้างการเติบโตแบบพึ่งพาตนเอง (Self-funding) ปรับการถือหุ้น Lotus ผ่านธุรกรรมจำหน่ายหุ้นจำนวนไม่เกินร้อยละ 2 ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด ผ่านตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันเพื่อเพิ่มความคล่องตัว รวมทั้งปรับโครงสร้างธุรกิจ EV จำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด โดยเป็นไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้
การดำเนินงานด้านความยั่งยืน กลุ่ม ปตท. ยึดหลักการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุลใน 3 มิติ ได้แก่ 1.เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน มีการกระจายความเสี่ยง สามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Security) 2.จัดหาแหล่งพลังงานที่สามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้ (Affordability/Competitiveness) และ 3.ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่การลดก๊าซเรือนกระจก (Sustainability) ดำเนินการศึกษา Eastern Thailand CCS Hub แล้วเสร็จ โดยมีการ FID โครงการ CCS ในแหล่งอาทิตย์ในปีนี้ และคาดว่าจะสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2028 พร้อมแสวงหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ ด้านธุรกิจไฮโดรเจน ศึกษาโอกาสในการจัดหาแอมโมเนียคาร์บอนต่ำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงไฟฟ้า พร้อมลงนามข้อตกลงความร่วมมือศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเชิงพาณิชย์ในการจัดหาไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียวที่ผลิตในประเทศอินเดียสู่ประเทศไทยร่วมกับ Avaada Ventures Private Limited
ขณะที่การดำเนินการสร้างความแข็งแรงจากภายใน ผ่านโครงการสำคัญที่จะช่วยยกระดับผลการดำเนินงาน เพิ่ม EBITDA Uplift และสร้างความสามารถในการแข่งขันของกลุ่ม ปตท. ในทุกมิติ ประกอบด้วย
1.การบริหารความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผ่านโครงการ D1 และ Project One (P1) เพื่อยกระดับ Synergy ภายในกลุ่ม ปตท. และเตรียมความพร้อมขยายตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้า EBITDA ในปี 2025 เป็น 4,325 ล้านบาท
2.ทำเรื่อง Operational Excellence (MissionX) ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ (Lean Process) ควบคู่กับการทำ Change Management และ Best Practice Sharing เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยตั้งเป้า EBITDA ในปี 2025 เป็น 10,000 ล้านบาท
3.ขับเคลื่อน Digital Transformation (Axis) โดยผลักดันให้เกิดการพัฒนา Use Cases สนับสนุนธุรกิจกลุ่ม ปตท. พร้อมทั้งพัฒนา Infrastructure และศักยภาพพนักงาน โดยตั้งเป้า EBITDA ในปี 2025 เป็น 200 ล้านบาท
4.Asset Monetization (A1) การบริหารสินทรัพย์เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดของกลุ่ม ปตท. เพิ่ม Asset Optimization & Synergy และปรับโครงสร้างสินทรัพย์ให้เหมาะสม โดยมุ่งสร้างกระแสเงินสด 38,000 ล้านบาทในปี 2025 และ 77,000 ล้านบาทในปี 2026 รวมเพิ่มสภาพคล่อง 2 ปี กว่า 1.1 แสนล้านบาท
5.Financial Excellence (F1) เสริมสร้างความแข็งแกร่งและวินัยทางการเงินเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีให้แก่นักลงทุน สอดคล้องพันธกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ