Skip to content

กุ้งไทยได้อานิสงส์ภาษีทรัมป์ ‘อินเดีย-เวียดนาม’โดนหนัก

29 ส.ค. 2568 | 09:13น.
กุ้งไทยได้อานิสงส์ภาษีทรัมป์ ‘อินเดีย-เวียดนาม’โดนหนัก

“ไทยยูเนี่ยน” ชี้โอกาสดีส่งออกกุ้งไทย อานิสงส์ภาษีทรัมป์ คู่แข่ง “อินเดีย-เวียดนาม” โดนหนัก แถมออร์เดอร์ยังเข้าต่อเนื่อง ห่วงแค่สถานการณ์ราคาเพิ่มขึ้น หวั่นกระทบผู้บริโภคในสหรัฐ

นายธนโชติ บุญมีโชติ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจกุ้ง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การดำเนินการธุรกิจของไทยยูเนี่ยนจะมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปตามปัจจัย สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถทำตามเป้าหมายการเติบโตทางด้านรายได้และความมั่นคงของธุรกิจ โดยก่อนที่จะมีการประกาศภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐที่ 36% บริษัทได้มีการเร่งส่งออกไปในตลาดมากขึ้น และภายหลังจากที่มีการประกาศอัตราภาษีที่ชัดเจน 19% จากนี้ยังคงต้องรอติดตามและประเมินภาพการส่งออกอยู่

โดยคู่แข่งตลาดกุ้งนั้น อินเดียถือว่าเป็นผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ในสหรัฐ ปัจจุบันพบว่าถูกกำหนดภาษีสูงถึง 50% ขณะที่เวียดนามเจออัตรา 20% รวมไปถึงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) สูงถึง 35% พร้อมกัน ทำให้การแข่งขันในสหรัฐถือว่าเรามีโอกาสอย่างมาก และคำสั่งซื้อก็ยังมีเข้ามาต่อเนื่อง และตลาดนี้ก็ยังเป็นตลาดส่งออกสำคัญของเรา และก็ยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ราคาสินค้าในตลาดสหรัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อความต้องการบริโภคภายในตลาด ทำตลาดสหรัฐซึ่งเป็นตลาดหลักของอาหารแช่แข็งในบริษัท ต้องรอประเมินและติดตามสถานการณ์อีกครั้ง รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นภายในประเทศ ทั้งเรื่องของราคาและผลผลิต แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันคำสั่งซื้อในตลาดสหรัฐก็ยังคงมีต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มและปัจจัยการเดินหน้าทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-EU ที่กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นนั้น ก็มองว่าเป็นปัจจัยที่ดี แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาไทยถูกตัดมาตรการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) และไทยกำลังเผชิญมาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือเอดี ซึ่งมีผลต่อการขยายและการส่งออกสินค้ากุ้งแช่แข็งไปในตลาดพอสมควร ไม่ใช่เฉพาะของไทย แต่รวมถึงผู้ที่ส่งออกทุกประเทศ

“สินค้าที่บริษัทส่งไปในตลาดยุโรปนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าพร้อมทาน กุ้งแช่แข็ง สแน็ก เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง เป็นที่ต้องการในตลาด ส่วนใหญ่จำหน่ายผ่านห้างโมเดิร์นเทรดเป็นสำคัญ”

สำหรับภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2567 พอร์ตธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งของ TU แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กุ้ง 59%, แซลมอนและปลากะพง 21%, อาหารพร้อมทาน 18% และซีฟู้ด สแน็ก 2% โดยตลาดรวมอาหารทะเลแช่แข็งทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 36,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ เป็นธุรกิจกุ้ง 14,000 ล้านบาท โดยตลาดสหรัฐยังคงส่งออกสูงสุด 4,500 ล้านบาท รองลงมาเป็นตลาดในประเทศ 4,000 ล้านบาท ส่วนอื่นเป็นตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยุโรป เป็นต้น แต่ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดญี่ปุ่นกำลังเป็นไปในทิศทางที่ดี คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นในอนาคต

เมื่อดูธุรกิจกุ้งของไทยยูเนี่ยนในปัจจุบันมีเป้าหมายการเติบโตสู่ 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2028 จากยอดขายปัจจุบันอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท พร้อมมีแผนจะลงทุนและขยายการผลิตและกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก เนื่องจากหลายปัจจัยที่มีผลกระทบ อาทิ เรื่องของนโยบายภาษีสหรัฐ ที่มีผลกระทบต่อการส่งออก แต่ทั้งนี้ มองว่านี่เป็นปัจจัยโอกาสสำคัญที่จะขยายส่วนแบ่งการตลาดออกไปในภูมิภาค โดยตอนนี้กลุ่มธุรกิจกุ้งของไทยยูเนี่ยนมีโรงงานผลิตรวมกัน 8 แห่ง โดย 3 แห่งอยู่ที่ประเทศอินเดีย 5 แห่งอยู่ในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจสแน็กที่ส่งออกไปในตลาดเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน