“บ้านปู เพาเวอร์” ซุ่มศึกษานิวเคลียร์เล็ก SMR ประเมินทำเลห่างแผ่นดินไหว รอกฎระเบียบชัด แผน PDP ใหม่คลอด หากรัฐไฟเขียวพร้อมลงทุนทั้งไทย-ต่างประเทศ มองเทคโนโลยีกักเก็บแบตเตอรี่ตอบโจทย์ช่วงเปลี่ยนผ่าน แนะใช้คู่พลังงานโซลาร์-ลม
นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผยว่า บริษัทมีความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor หรือ SMR) โดยเทคโนโลยี SMR ปัจจุบันอยู่ในระดับ Gen 3-4 มีขนาดเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม อยู่ที่ประมาณ 300 เมกะวัตต์ ซึ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างมาก ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาและประเมินความเหมาะสม ทั้งในด้านทำเลที่มีศักยภาพสูง และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือสึนามิ รวมทั้งต้องสามารถแข่งขันด้านราคาได้
ส่วนกฎหมายและการกำกับดูแล ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จะเป็นผู้กำกับดูแลด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์โดยตรง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติเพื่อการใช้ประโยชน์นิวเคลียร์ด้านพลังงาน ซึ่งจะช่วยกำหนดกรอบความปลอดภัยในการดำเนินงาน โดยหน่วยงานหลักคือกระทรวงพลังงาน ทราบว่าปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ ขณะที่บริษัทจึงติดตามอย่างใกล้ชิดและศึกษาในหลากหลายมิติของการพัฒนา SMR ในประเทศไทย โดยขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐว่าจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด หากมีโอกาส บริษัทก็เตรียมพร้อมที่จะลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ส่วนการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3-5 เท่าจากระดับปัจจุบัน ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคง ระบบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่เพียงพอ เช่น แหล่งน้ำสำหรับการระบายความร้อน ซึ่งบริษัทมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยเฉพาะในส่วนการผลิตไฟฟ้า (Generation) เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าว
ขณะเดียวกันพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นพลังงานที่ไม่สามารถควบคุมได้และเป็นความเสี่ยง ดังนั้น ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System หรือ BESS) จะเข้ามาตอบโจทย์และมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียน (Intermittent Renewable Energy) เป็นโอกาสในการเสริมโอกาสสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ BESS หากเราวิเคราะห์ในภาพรวมจะส่งผลให้ราคาเฉลี่ยไฟฟ้าอยู่ในระดับสูงขึ้น ซึ่งเราก็ต้องพิจารณาว่าไทยจะมีความสามารถกำลังจ่ายไฟฟ้าได้มากน้อยแค่ไหน แต่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเราต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปกับการลงทุนใน BESS ด้วย
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทได้ใช้เงินลงทุน 20 ล้านเหรียญในธุรกิจ BESS เป็นโครงการแบตเตอรี่ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบัน บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด ที่ BPP ถือหุ้นอยู่ 50% มีโครงการแบตเตอรี่ฟาร์มโตโนะ ขนาด 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว
นอกจากนี้ บ้านปู เน็กซ์ กำลังพัฒนาโครงการเพิ่มในญี่ปุ่น ได้แก่ โครงการไอสึ ขนาด 104 เมกะวัตต์ชั่วโมง ในจังหวัดฟุกุชิมะ โครงการทสึโนะ ขนาด 104 เมกะวัตต์ชั่วโมง ในจังหวัดมิยาซากิ และโครงการคามิกุมิ-โตเกียว ขนาด 8 เมกะวัตต์ชั่วโมง ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท คามิกุมิ จำกัด (Kamigumi Co., Ltd.) ซึ่งเป็นโครงการ BESS แห่งแรกของบ้านปู เน็กซ์ ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลโตเกียว โดยบริษัทตั้งเป้าสู่การเป็นผู้เล่นหลักในธุรกิจ BESS ของญี่ปุ่น พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุน BESS สู่ตลาดสหรัฐในอนาคต