ก่อนจะเปิดจุดผ่านแดนจันทบุรี-ตราด
บทบรรณาธิการ
การส่งหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อแสดงความยินดีต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมเน้นย้ำถึงความตั้งใจ (ของฝ่ายกัมพูชา) ในการทำงานอย่างใกล้ชิดกับ นายอนุทิน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ด้วยการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการพัฒนาพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ นับเป็นสัญญาณอันดีที่ฝ่ายกัมพูชาเปิดต้อนรับการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย
เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะเปิดช่องให้คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย ได้มีโอกาสปรับเปลี่ยนท่าทีและนโยบาย หลังจากที่ทั้ง 2 ประเทศได้เปิดฉากปะทะกันบริเวณพรมแดนในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จากการอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อน 4 จุด ที่ยังไม่สามารถตกลงอาณาเขตกันได้ บริเวณช่องบก ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตามมาด้วยคำสั่งปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทสร้างความเสียหายทางการค้าชายแดนคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาท
โดยสัญญาณที่เป็น “บวก” จากฝ่ายกัมพูชา จึงปรากฏชัดเจนจากการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมานี้ ที่จังหวัดเกาะกง มีสาระสำคัญอยู่ที่ 1) การลดความตึงเครียดด้วยการที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะ “ถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ทำลายล้างกลับไปยังที่ตั้งทางทหารปกติ” แม้จะยังไม่ถึงขั้นตอนการถอนทหารก็ตาม 2) การดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ในประเด็นนี้มีข้อสังเกตว่า ทั้ง 2 ฝ่ายหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงการลอบวางทุ่นระเบิด อันเป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ถึง 6 ครั้ง ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา
ที่สำคัญก็คือ ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะพิจารณาถึง “ความเป็นไปได้” ในการกลับมาเปิดจุดผ่านแดนระหว่างจังหวัดจันทบุรีและตราดของประเทศไทย กับจังหวัดพระตะบองของกัมพูชา เพื่อการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์หรือสินค้า หลังจากที่ทั้ง 2 ประเทศปิดจุดผ่านแดนมาเป็นเวลากว่า 1 เดือน โดยจุดผ่านแดนที่ว่าจะได้แก่ จุดผ่านแดนบ้านแหลม จุดผ่านแดนบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี กับจุดผ่านแดนบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ซึ่งถูกจัดอยู่ในโซนที่ 3 ที่มีความตึงเครียดน้อย
ทว่าการจะกลับมาเปิดจุดผ่านแดนด้วย วิธีการแบ่งโซน ก็ยังได้รับการทักท้วงจากผู้เกี่ยวข้องด้วยกลัวว่า จะทำให้เศรษฐกิจกัมพูชาเข้มแข็งขึ้น ขณะที่ปัญหาเส้นอาณาเขตแดนในพื้นที่ทับซ้อนยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงควรที่รัฐบาลชุดนายอนุทินจักต้องรับฟังและพิจารณาถึงข้อดี ข้อเสีย เงื่อนไข และจังหวะเวลา ที่จะทำการเปิดจุดผ่านแดน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการปะทะกันครั้งที่ผ่านมาด้วย