ลุ้นระทึก โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หลังรัฐบาลหนูขอทบทวนข้อแก้ไขสัญญาร่วมทุน ร.ฟ.ท.-เอเซีย เอรา วัน 5 ประการ “ค้าน” สร้างไปจ่ายไป รัฐจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ทั้ง ๆที่กระบวนการแก้ไขสัญญาผ่านบอร์ด EEC จนถึงขั้น อัยการสูงสุด ตรวจร่างแก้ไขใกล้เสร็จสิ้นแล้ว แต่ไม่วายถูกชักกลับ พร้อมฉาย 3 ฉากทัศน์ของโครงการในอนาคต
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่า 224,544 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้เดินทางมาถึงจุดพลิกผันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ตัวโครงการ “ล่าช้า” มาถึง 6 ปี (ร.ฟ.ท.ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท เอเชีย เอรา วัน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562) เมื่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งกำกับดูแล คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในรัฐบาลชุดใหม่ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศที่จะยึดถือสัญญาร่วมทุนฉบับแรกที่ได้ลงนามไว้
ทั้ง ๆ ที่ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ๆ ได้มีการหารือกับผู้ร่วมทุนคือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน เพื่อแก้ไขสัญญาร่วมทุนในการผลักดันให้โครงการเดินต่อไปได้ จนถึงขั้น “รับหลักการ” ที่จะแก้ไขสัญญาร่วมทุนที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่า เป็นปัญหาของโครงการถึง 5 ประเด็น และผ่านการตรวจสอบร่างแก้ไขสัญญาส่วนใหญ่ของอัยการสูงสุด ไปแล้วด้วย
ล้มแก้สัญญาไฮสปีดเทรน
ภายหลังจากรัฐบาลอนุทินได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็เตรียมที่จะหารือเบื้องต้นกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับ “การตัดสินใจ” ในโครงการสำคัญ ได้แก่ การแก้ไขสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระหว่างบริษัท เอเชีย เอรา วัน ผู้รับสัมปทาน กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หลังจากที่โครงการนี้ล่าช้ามาหลายปี ซึ่งนายพิพัฒน์เห็นว่า ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วย
พร้อมกันนี้ยังเตรียมที่จะหารือกับ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายต่าง ๆ ให้เกิดความชัดเจนว่า การแก้ไขสัญญาร่วมทุนที่ดำเนินการผ่านมา (ในรัฐบาลชุดที่แล้ว) นั้น “ผิดกฎหมายหรือไม่” เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ไม่อยากให้ทำโครงการไปแล้วเกิดปัญหาตามมาอีก “สิ่งที่มีการทำสัญญาไว้ตั้งแต่แรกก็คือ ต้องยึดถือในสัญญานั้น แต่ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาก็คงตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะจะต้องหารือข้อกฎหมายกับทางอัยการสูงสุด ว่ามีอะไรที่สามารถแก้ไขได้หรืออะไรที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และผมไม่เห็นด้วย หากทำไปแล้วรัฐเกิดความเสียหาย” นายพิพัฒน์กล่าว
ดังนั้นคงต้องเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)-ร.ฟ.ท-บริษัท เอเชีย เอรา วัน เพื่อให้ทราบรายละเอียดความคืบหน้าของโครงการทั้งหมด แนวทางการแก้ปัญหา และจะต้องประชุมบอร์ด EEC “ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งขับเคลื่อนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินออกมาให้ได้” นายพิพัฒน์กล่าว
แหล่งเงินทุนปัญหาหลัก
มีรายงานข่าวจากผู้เกี่ยวข้องในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเข้ามาว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ปัญหาของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ก็คือ 1) บริษัทผู้ร่วมทุนไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ เนื่องจากข้อมูลสำคัญของโครงการบางส่วนยังไม่มีความชัดเจน 2) การดำเนินการส่งมอบพื้นที่โครงการไม่เป็นไปตามแผนและประสบความล่าช้า โดยเฉพาะการส่งมอบพื้นที่โครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์
3) การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2564 อันเป็น “เหตุสุดวิสัย” ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าใช้สิทธิรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ วงเงิน 10,671 ล้านบาท ให้ทันตามกำหนด (24 ต.ค. 2564 ข้อระบุไว้ในเงื่อนไขสัญญาจะต้องจ่ายภายในระยะเวลา 2 ปี นับจากวันลงนามในสัญญา) อันนำมาซึ่งความพยายามที่จะดำเนินการแก้ไข แต่ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด เนื่องจาก ร.ฟ.ท. กับ สกพอ. มีอำนาจดำเนินการแค่เรื่องที่ไม่ต้องนำเสนอ ครม. การแก้ไขสัญญาร่วมทุนจะต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ก่อน
4) ความล่าช้าที่เกิดขึ้นอีกทั้งผลกระทบจากโควิด-19 นำไปสู่การประเมินผลตอบแทนการลงทุนของโครงการใหม่จนพบว่า ตัวเลขผลตอบแทนจากการลงทุนลดลงเหลือ 2% จากความเสี่ยงที่ผู้โดยสารจะไม่เป็นไปตามเป้า (จะเหลือ 30% จากจำนวนผู้โดยสารที่เคยประเมินไว้) ขณะที่ค่าก่อสร้างก็เพิ่มขึ้นระหว่าง 10-15% รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ด้วย และ 5) การขอ “ยกเว้น” เงื่อนไขในการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องนำมาแสดงก่อนที่จะมีการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Processd : NTP) ซึ่งในประเด็นผู้ร่วมลงทุนไม่มารับบัตรส่งเสริมการลงทุน ทำให้การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไม่เกิดขึ้นมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้เจรจากับผู้ร่วมลงทุนบริษัท เอเชีย เอรา วัน และ ร.ฟ.ท. ในฐานะคู่สัญญาเพื่อให้โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินที่กำลังประสบปัญหาชะงักงันให้ดำเนินการต่อไปได้ ภายใต้แนวทางที่คู่สัญญาเรียกร้องมาโดยตลอดนั้นก็คือ การปรับการชำระเงินโดยรัฐต้องจ่ายเร็วขึ้น กับการแบ่งชำระค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ที่ ร.ฟ.ท.ยังไม่ได้รับการชำระจากคู่สัญญาจนสามารถตกลงกันใน “หลักการ” ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขสัญญาร่วมทุน 5 ข้อด้วยกัน คือ
1) วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิมรัฐจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดการเดินรถไฟความเร็วสูงแล้ว รัฐจะแบ่งจ่ายเป็นเวลา 10 ปี ปีละเท่า ๆ กันรวมเป็นจำนวน 149,650 ล้านบาท เปลี่ยนมาเป็น จ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างที่ ร.ฟ.ท.ตรวจรับวงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท แต่เอกชนคู่สัญญา (บริษัท เอเชีย เอรา วัน) ต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็นเงิน 160,000 ล้านบาท (ค่างานโยธาและค่าระบบรถไฟฟ้า) เพื่อประกันว่างานก่อสร้างและเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงได้ภายในเวลา 5 ปี โดย “กรรมสิทธิ์” สิ่งปลูกสร้างจะทยอยตกเป็นของ ร.ฟ.ท.ทันทีตามงวดของการจ่ายเงิน
2) การชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) ให้เอกชนคู่สัญญาแบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671,09 ล้านบาท เป็น 7 งวดเป็นรายปีจำนวนเท่า ๆ กัน โดยต้องชำระงวดแรก ณ วันที่ลงนามแก้ไขสัญญาและเอกชนจะต้องวางหนังสือค้ำประกันในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิ ARL 3) กำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน (Revenue Sharing) เพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นผลให้เอกชนได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกิน 5.52%
4) การ “ยกเว้น” เงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) โดยให้คู่สัญญาจัดทำบันทึกข้อตกลงยกเว้นเงื่อนไข NTP ที่ยังไม่สำเร็จเพื่อให้ ร.ฟ.ท.สามารถออก NTP ได้ทันทีที่มีการลงนามในสัญญาที่แก้ไขตามหลักการทั้ง 5 ข้อนี้แล้ว และ 5) การป้องกันปัญหาอันอาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการ โดยปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนของเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผันให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมทุน
3 ฉากทัศน์อนาคตไฮสปีดเทรน
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ตามหลักการ 5 ข้อได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจร่างแก้ไขสัญญาร่วมทุนของอัยการสูงสุด และพร้อมที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. และคณะกรรมการ กพอ. ก่อนที่จะส่งร่างแก้ไขสัญญาร่วมทุนเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และคาดการณ์ว่าจะมีการลงนามสัญญาแก้ไขฉบับใหม่กับ บริษัท เอเชีย เอรา วัน ได้ภายในสิ้นปี 2568
แต่ปรากฏได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนนำไปสู่การจัดตั้ง ครม.ชุดใหม่ จนตามมาสู่ความเห็นของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้กลับไปยึดถือสัญญาร่วมทุนฉบับแรก และเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบริษัท เอเชีย เอรา วัน มาหารือถึงการดำเนินการที่ผ่านมาทั้งหมดอีกครั้ง โดยมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาร่วมทุนที่รัฐจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ทั้ง ๆ ที่กระบวนการแก้ไขสัญญาร่วมทุนเพื่อให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินได้เดินมากว่าค่อนทางแล้ว
“การแก้ไขสัญญาร่วมทุนครั้งนี้ได้มีการพิจารณากันหลายครั้งแล้วว่า สามารถกระทำได้โดยรัฐไม่เป็นฝ่ายเสียประโยชน์ แต่เป็นการแก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ การสร้างไปจ่ายไป หลังรัฐชำระค่าก่อสร้างตามงวดงานแล้ว ร.ฟ.ท.ก็จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างในงานโยธานั้น นอกจากนี้ ยังบังคับให้ บริษัท เอเชีย เอรา วัน ต้องวางค้ำประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็นจำนวน 160,000 ล้านบาท ซึ่งจะประกอบไปด้วย หนังสือค้ำประกันค่าก่อสร้างงานโยธา 125,932 ล้านบาท หนังสือค้ำประกันงานระบบ 14,813 ล้านบาท หนังสือค้ำประกันคุณภาพเดินรถ 748 ล้านบาท
และหนังสือค้ำประกันค่าสิทธิบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) อีก 10,671 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้เพียงพอที่จะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า การแก้ไขสัญญาร่วมทุนในสถานการณ์ความล่าช้าที่เกิดกับโครงการมา 6 ปีนั้น รัฐไม่ได้เสียเปรียบแต่ฝ่ายเดียว แต่ที่ต้องแก้ไขสัญญาก็เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้” แหล่งข่าวกล่าว
ด้านแหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลโครงการเพื่อเตรียมเสนอให้นายพิพัฒน์ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าร่วมหารือกัน โดยคาดว่าจะมีการเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าหารือในเร็ว ๆ นี้เพื่อกำหนดแนวทางว่าจะดำเนินการแก้ไขสัญญาร่วมทุนต่อไป หรือยุติการปรับแก้เงื่อนไขในสัญญาตามที่นายพิพัฒน์ได้เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ ร.ฟ.ท.ยังไม่สามารถบอกชัดเจนได้ว่า จะนัดหารือกันเมื่อไหร่ เนื่องจากจะต้องรอให้ทางกระทรวงคมนาคมยืนยันวันเวลาที่ชัดเจนอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต่อจากนี้ไปก็คือ 1) ความล่าช้าของโครงการจากการ “ซื้อเวลา” ต่อไปภายใต้ข้ออ้างขอทบทวนการแก้ไขสัญญาร่วมทุนที่ดำเนินการมาจนเกือบถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ในประเด็นที่ว่า“รัฐจะตกเป็นฝ่ายเสียประโยชน์” และให้กลับไปใช้สัญญาร่วมทุนฉบับปัจจุบัน ซึ่งเอกชนคู่สัญญาขอให้มีการแก้ไขสัญญามาโดยตลอด ทั้งเหตุสุดวิสัยของความเสียหายจากสถานการณ์โควิด-19 จนถึงผลตอบแทนการลงทุนของโครงการที่ลดลงจากสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปมาก
2) การเสียโอกาสและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับโครงการอื่น ๆ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีความจำเป็นที่จะต้อง “เชื่อมต่อ” กับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไม่ว่าจะเป็น โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา หรือโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก และ 3) ความเป็นไปได้ที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ภายใต้สัญญาร่วมทุนฉบับปัจจุบัน และจะนำไปสู่การ “ยกเลิก” สัญญาในที่สุด ซึ่งในประเด็นนี้ ฝ่ายใดเป็นผู้บอกเลิกสัญญาก็จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และจะนำไปสู่การฟ้องเรียกค่าเสียหายในที่สุด