เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
News จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
Politics ‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
“จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
HR “จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Politics ‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
Tech Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
Economic ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
Economic เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
Economic ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
Real Estate ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
‘ไลฟ์ สุขุมวิท-พระราม 4’ คอนโดฯ วิวโค้งน้ำบางกะเจ้า
Real Estate ‘ไลฟ์ สุขุมวิท-พระราม 4’ คอนโดฯ วิวโค้งน้ำบางกะเจ้า
ดูทั้งหมด

เปิดสามฉากทัศน์ รถไฟไฮสปีดเทรน 6 ปีวิ่งวนอยู่ในอ่าง

04 ต.ค. 2568 | 06:45น.

ลุ้นระทึก โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หลังรัฐบาลหนูขอทบทวนข้อแก้ไขสัญญาร่วมทุน ร.ฟ.ท.-เอเซีย เอรา วัน 5 ประการ “ค้าน” สร้างไปจ่ายไป รัฐจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ทั้ง ๆที่กระบวนการแก้ไขสัญญาผ่านบอร์ด EEC จนถึงขั้น อัยการสูงสุด ตรวจร่างแก้ไขใกล้เสร็จสิ้นแล้ว แต่ไม่วายถูกชักกลับ พร้อมฉาย 3 ฉากทัศน์ของโครงการในอนาคต

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่า 224,544 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้เดินทางมาถึงจุดพลิกผันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ตัวโครงการ “ล่าช้า” มาถึง 6 ปี (ร.ฟ.ท.ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท เอเชีย เอรา วัน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562) เมื่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งกำกับดูแล คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในรัฐบาลชุดใหม่ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศที่จะยึดถือสัญญาร่วมทุนฉบับแรกที่ได้ลงนามไว้

ทั้ง ๆ ที่ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ๆ ได้มีการหารือกับผู้ร่วมทุนคือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน เพื่อแก้ไขสัญญาร่วมทุนในการผลักดันให้โครงการเดินต่อไปได้ จนถึงขั้น “รับหลักการ” ที่จะแก้ไขสัญญาร่วมทุนที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่า เป็นปัญหาของโครงการถึง 5 ประเด็น และผ่านการตรวจสอบร่างแก้ไขสัญญาส่วนใหญ่ของอัยการสูงสุด ไปแล้วด้วย

ล้มแก้สัญญาไฮสปีดเทรน

ภายหลังจากรัฐบาลอนุทินได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็เตรียมที่จะหารือเบื้องต้นกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับ “การตัดสินใจ” ในโครงการสำคัญ ได้แก่ การแก้ไขสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระหว่างบริษัท เอเชีย เอรา วัน ผู้รับสัมปทาน กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หลังจากที่โครงการนี้ล่าช้ามาหลายปี ซึ่งนายพิพัฒน์เห็นว่า ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วย

พร้อมกันนี้ยังเตรียมที่จะหารือกับ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายต่าง ๆ ให้เกิดความชัดเจนว่า การแก้ไขสัญญาร่วมทุนที่ดำเนินการผ่านมา (ในรัฐบาลชุดที่แล้ว) นั้น “ผิดกฎหมายหรือไม่” เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ไม่อยากให้ทำโครงการไปแล้วเกิดปัญหาตามมาอีก “สิ่งที่มีการทำสัญญาไว้ตั้งแต่แรกก็คือ ต้องยึดถือในสัญญานั้น แต่ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาก็คงตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะจะต้องหารือข้อกฎหมายกับทางอัยการสูงสุด ว่ามีอะไรที่สามารถแก้ไขได้หรืออะไรที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และผมไม่เห็นด้วย หากทำไปแล้วรัฐเกิดความเสียหาย” นายพิพัฒน์กล่าว

ดังนั้นคงต้องเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)-ร.ฟ.ท-บริษัท เอเชีย เอรา วัน เพื่อให้ทราบรายละเอียดความคืบหน้าของโครงการทั้งหมด แนวทางการแก้ปัญหา และจะต้องประชุมบอร์ด EEC “ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งขับเคลื่อนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินออกมาให้ได้” นายพิพัฒน์กล่าว

แหล่งเงินทุนปัญหาหลัก

มีรายงานข่าวจากผู้เกี่ยวข้องในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเข้ามาว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ปัญหาของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ก็คือ 1) บริษัทผู้ร่วมทุนไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ เนื่องจากข้อมูลสำคัญของโครงการบางส่วนยังไม่มีความชัดเจน 2) การดำเนินการส่งมอบพื้นที่โครงการไม่เป็นไปตามแผนและประสบความล่าช้า โดยเฉพาะการส่งมอบพื้นที่โครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์

3) การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2564 อันเป็น “เหตุสุดวิสัย” ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าใช้สิทธิรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ วงเงิน 10,671 ล้านบาท ให้ทันตามกำหนด (24 ต.ค. 2564 ข้อระบุไว้ในเงื่อนไขสัญญาจะต้องจ่ายภายในระยะเวลา 2 ปี นับจากวันลงนามในสัญญา) อันนำมาซึ่งความพยายามที่จะดำเนินการแก้ไข แต่ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด เนื่องจาก ร.ฟ.ท. กับ สกพอ. มีอำนาจดำเนินการแค่เรื่องที่ไม่ต้องนำเสนอ ครม. การแก้ไขสัญญาร่วมทุนจะต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ก่อน

4) ความล่าช้าที่เกิดขึ้นอีกทั้งผลกระทบจากโควิด-19 นำไปสู่การประเมินผลตอบแทนการลงทุนของโครงการใหม่จนพบว่า ตัวเลขผลตอบแทนจากการลงทุนลดลงเหลือ 2% จากความเสี่ยงที่ผู้โดยสารจะไม่เป็นไปตามเป้า (จะเหลือ 30% จากจำนวนผู้โดยสารที่เคยประเมินไว้) ขณะที่ค่าก่อสร้างก็เพิ่มขึ้นระหว่าง 10-15% รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ด้วย และ 5) การขอ “ยกเว้น” เงื่อนไขในการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องนำมาแสดงก่อนที่จะมีการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Processd : NTP) ซึ่งในประเด็นผู้ร่วมลงทุนไม่มารับบัตรส่งเสริมการลงทุน ทำให้การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไม่เกิดขึ้นมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้เจรจากับผู้ร่วมลงทุนบริษัท เอเชีย เอรา วัน และ ร.ฟ.ท. ในฐานะคู่สัญญาเพื่อให้โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินที่กำลังประสบปัญหาชะงักงันให้ดำเนินการต่อไปได้ ภายใต้แนวทางที่คู่สัญญาเรียกร้องมาโดยตลอดนั้นก็คือ การปรับการชำระเงินโดยรัฐต้องจ่ายเร็วขึ้น กับการแบ่งชำระค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ที่ ร.ฟ.ท.ยังไม่ได้รับการชำระจากคู่สัญญาจนสามารถตกลงกันใน “หลักการ” ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขสัญญาร่วมทุน 5 ข้อด้วยกัน คือ

1) วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิมรัฐจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดการเดินรถไฟความเร็วสูงแล้ว รัฐจะแบ่งจ่ายเป็นเวลา 10 ปี ปีละเท่า ๆ กันรวมเป็นจำนวน 149,650 ล้านบาท เปลี่ยนมาเป็น จ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างที่ ร.ฟ.ท.ตรวจรับวงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท แต่เอกชนคู่สัญญา (บริษัท เอเชีย เอรา วัน) ต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็นเงิน 160,000 ล้านบาท (ค่างานโยธาและค่าระบบรถไฟฟ้า) เพื่อประกันว่างานก่อสร้างและเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงได้ภายในเวลา 5 ปี โดย “กรรมสิทธิ์” สิ่งปลูกสร้างจะทยอยตกเป็นของ ร.ฟ.ท.ทันทีตามงวดของการจ่ายเงิน

2) การชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) ให้เอกชนคู่สัญญาแบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671,09 ล้านบาท เป็น 7 งวดเป็นรายปีจำนวนเท่า ๆ กัน โดยต้องชำระงวดแรก ณ วันที่ลงนามแก้ไขสัญญาและเอกชนจะต้องวางหนังสือค้ำประกันในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิ ARL 3) กำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน (Revenue Sharing) เพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นผลให้เอกชนได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกิน 5.52%

4) การ “ยกเว้น” เงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) โดยให้คู่สัญญาจัดทำบันทึกข้อตกลงยกเว้นเงื่อนไข NTP ที่ยังไม่สำเร็จเพื่อให้ ร.ฟ.ท.สามารถออก NTP ได้ทันทีที่มีการลงนามในสัญญาที่แก้ไขตามหลักการทั้ง 5 ข้อนี้แล้ว และ 5) การป้องกันปัญหาอันอาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการ โดยปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนของเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผันให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมทุน

3 ฉากทัศน์อนาคตไฮสปีดเทรน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ตามหลักการ 5 ข้อได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจร่างแก้ไขสัญญาร่วมทุนของอัยการสูงสุด และพร้อมที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. และคณะกรรมการ กพอ. ก่อนที่จะส่งร่างแก้ไขสัญญาร่วมทุนเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และคาดการณ์ว่าจะมีการลงนามสัญญาแก้ไขฉบับใหม่กับ บริษัท เอเชีย เอรา วัน ได้ภายในสิ้นปี 2568

แต่ปรากฏได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนนำไปสู่การจัดตั้ง ครม.ชุดใหม่ จนตามมาสู่ความเห็นของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้กลับไปยึดถือสัญญาร่วมทุนฉบับแรก และเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบริษัท เอเชีย เอรา วัน มาหารือถึงการดำเนินการที่ผ่านมาทั้งหมดอีกครั้ง โดยมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาร่วมทุนที่รัฐจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ทั้ง ๆ ที่กระบวนการแก้ไขสัญญาร่วมทุนเพื่อให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินได้เดินมากว่าค่อนทางแล้ว

“การแก้ไขสัญญาร่วมทุนครั้งนี้ได้มีการพิจารณากันหลายครั้งแล้วว่า สามารถกระทำได้โดยรัฐไม่เป็นฝ่ายเสียประโยชน์ แต่เป็นการแก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ การสร้างไปจ่ายไป หลังรัฐชำระค่าก่อสร้างตามงวดงานแล้ว ร.ฟ.ท.ก็จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างในงานโยธานั้น นอกจากนี้ ยังบังคับให้ บริษัท เอเชีย เอรา วัน ต้องวางค้ำประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็นจำนวน 160,000 ล้านบาท ซึ่งจะประกอบไปด้วย หนังสือค้ำประกันค่าก่อสร้างงานโยธา 125,932 ล้านบาท หนังสือค้ำประกันงานระบบ 14,813 ล้านบาท หนังสือค้ำประกันคุณภาพเดินรถ 748 ล้านบาท

และหนังสือค้ำประกันค่าสิทธิบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) อีก 10,671 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้เพียงพอที่จะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า การแก้ไขสัญญาร่วมทุนในสถานการณ์ความล่าช้าที่เกิดกับโครงการมา 6 ปีนั้น รัฐไม่ได้เสียเปรียบแต่ฝ่ายเดียว แต่ที่ต้องแก้ไขสัญญาก็เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้” แหล่งข่าวกล่าว

ด้านแหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลโครงการเพื่อเตรียมเสนอให้นายพิพัฒน์ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าร่วมหารือกัน โดยคาดว่าจะมีการเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าหารือในเร็ว ๆ นี้เพื่อกำหนดแนวทางว่าจะดำเนินการแก้ไขสัญญาร่วมทุนต่อไป หรือยุติการปรับแก้เงื่อนไขในสัญญาตามที่นายพิพัฒน์ได้เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ ร.ฟ.ท.ยังไม่สามารถบอกชัดเจนได้ว่า จะนัดหารือกันเมื่อไหร่ เนื่องจากจะต้องรอให้ทางกระทรวงคมนาคมยืนยันวันเวลาที่ชัดเจนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต่อจากนี้ไปก็คือ 1) ความล่าช้าของโครงการจากการ “ซื้อเวลา” ต่อไปภายใต้ข้ออ้างขอทบทวนการแก้ไขสัญญาร่วมทุนที่ดำเนินการมาจนเกือบถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ในประเด็นที่ว่า“รัฐจะตกเป็นฝ่ายเสียประโยชน์” และให้กลับไปใช้สัญญาร่วมทุนฉบับปัจจุบัน ซึ่งเอกชนคู่สัญญาขอให้มีการแก้ไขสัญญามาโดยตลอด ทั้งเหตุสุดวิสัยของความเสียหายจากสถานการณ์โควิด-19 จนถึงผลตอบแทนการลงทุนของโครงการที่ลดลงจากสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปมาก

2) การเสียโอกาสและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับโครงการอื่น ๆ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีความจำเป็นที่จะต้อง “เชื่อมต่อ” กับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไม่ว่าจะเป็น โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา หรือโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก และ 3) ความเป็นไปได้ที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ภายใต้สัญญาร่วมทุนฉบับปัจจุบัน และจะนำไปสู่การ “ยกเลิก” สัญญาในที่สุด ซึ่งในประเด็นนี้ ฝ่ายใดเป็นผู้บอกเลิกสัญญาก็จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และจะนำไปสู่การฟ้องเรียกค่าเสียหายในที่สุด