Skip to content

‘ราชกรุ๊ป’ โฟกัสพลังงานสะอาด ปักหมุดออสเตรเลียบ้านหลังที่ 2

16 ต.ค. 2568 | 11:02น.
‘ราชกรุ๊ป’ โฟกัสพลังงานสะอาด ปักหมุดออสเตรเลียบ้านหลังที่ 2

แม้ว่าสหรัฐจะฉีกข้อตกลงปารีส และงดการสนับสนุนพลังงานสะอาด แต่ออสเตรเลียกลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังคงยืนยันการที่จะนำไปสู่ Net Zero ภายในปี 2050 (2593) เร็วกว่าประเทศไทยถึง 10 ปี ด้วยนโยบายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้เป็น 85% ไม่ว่าจะมาจากพลังงานลม แสงแดด และน้ำ แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนด้านนโยบายพลังงาน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ส่งภารกิจให้ บริษัท ราช-ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (RAC) ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่สร้างรายได้ 19% ของพอร์ต หรือกว่า 2,948 ล้านบาท พร้อมที่จะสยายปีกการลงทุนเพิ่ม

มี 12 โรงไฟฟ้าในออสเตรเลีย

นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนกระจายอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย (สำนักงานใหญ่) 50.62% ออสเตรเลีย 19.37% สปป.ลาว 13.13% อินโดนีเซีย 9.34% ฟิลิปปินส์ 5.06% เวียดนาม 2.46% และญี่ปุ่น 0.02%

โดยแผนการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทจะมองหาโอกาสในการขยายสัดส่วนพลังงานสะอาด ซึ่งออสเตรเลียที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 จะเข้ามาอยู่ในแผนเพิ่มการลงทุนอย่างแน่นอน หลังจากปี 2554 บริษัทได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ RAC จดทะเบียนธุรกิจการค้าในประเทศออสเตรเลีย ที่ราชกรุ๊ปถือหุ้น 100% แม้ว่า RAC จำเป็นที่ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากในการลงทุนแต่ละครั้ง แต่เงินลงทุนส่วนใหญ่ 70% มาจากการกู้เงินสถาบันการเงิน ขณะที่บริษัทแม่ใช้เงินลงทุนเองเพียง 30% ของมูลค่าโครงการที่จะลงทุนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลออสเตรเลียยังมีการสนับสนุนการลงทุนผ่านกองทุนพลังงานสะอาดแห่งออสเตรเลีย (Clean Energy Finance Corporation : CEFC) ทำให้แต่ละโครงการได้รับการซับพอร์ตทั้งการศึกษาและด้านอื่น ๆ แบบครบถ้วน

ขณะนี้ RAC มีการลงทุนในประเทศออสเตรเลีย 12 แห่ง รวมขนาด 2,094.89 เมกะวัตต์ เป็นส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 9 แห่ง และโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ 3 แห่ง แต่ละโครงการกระจายพื้นที่ครอบคลุมประเทศออสเตรเลียตามแนวชายฝั่งทั้งหมดทั่วประเทศ ซึ่งโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งจะมีความเฉพาะในภารกิจของตัวเอง เช่น โรงไฟฟ้า Townsville ในรัฐ Queensland เป็นการพัฒนาโรงไฟฟ้าเดิมที่กำลังจะปลดระวางให้เป็นระบบ Hybrid เดินเครื่องเป็น Synchronous Condenser เมื่อเดือนสิงหาคม 2568

โรงไฟฟ้าแห่งนี้ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้กับ National Electricity Market (NEM) และยังสนับสนุนเสถียรภาพระบบไฟฟ้าของรัฐ Queensland ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านของพลังงานหมุนเวียน และยังช่วยป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากไฟฟ้าดับ ช่วยให้ระบบไฟฟ้ามั่นคงในการใช้พลังงานทดแทนดีขึ้น

ลงทุน BESS เพิ่มเสถียรภาพ

นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Kemerton เป็นการติดตั้งระบบ Black Start เพื่อช่วยรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าใน Western Australia ในช่วงที่โรงไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ไม่เสถียร ซึ่งนั่นหมายความว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะให้บริการระบบ System Restart Ancillary Service (SRAS) เมื่อระบบส่ง South West Interconnected System (SWIS) ประสบภาวะ Disruption หรือ System Black Event และปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งนี้อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ขนาด 200 MW ด้วยเช่นกัน

และยังมีโครงการที่มีความก้าวหน้าอีก 4 โครงการ อย่างโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ Marulan ขนาด 150 MW + BESS 81 MW/162 MWh อยู่ระหว่างการก่อสร้าง กำหนดเดินเครื่องปี 2570 โครงการระบบกักเก็บพลังงาน Beryl ขนาด 100 MW/200 MWh อยู่ในขั้นตอนพัฒนา กำหนดเดินเครื่องปี 2572 โครงการพลังงานลม Springlands ขนาด 500-800 MW อยู่ในขั้นตอนพัฒนา กำหนดเดินเครื่องปี 2573 และโครงการระบบกักเก็บพลังงาน EL Arish ขนาด 250 MW/500 MWh อยู่ในขั้นตอนพัฒนา กำหนดเดินเครื่องปี 2572

ซื้อขายไฟเสรี Spot Price

สำหรับตลาดไฟฟ้าของออสเตรเลีย จะถูกแบ่งโซนตามสภาพภูมิประเทศ หากอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกและใต้ จะใช้ระบบหลักคือ National Electricity Market (NEM) ในฝั่ง Western Australia และ Northern Territory มีระบบเป็นของตนเอง ซึ่ง NEM จะทำหน้าที่เป็นตลาดค้าส่งไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย โดยซื้อขายกันแบบเสรี กำหนดราคาแบบ Spot Price ตามอุปสงค์และอุปทาน

นอกจากนี้ NEM ยังทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าและเชื่อมโยงไฟฟ้าระหว่างรัฐ มีการส่งเสริมการลงทุนและการใช้พลังงานหมุนเวียน ส่วนรูปแบบการจำหน่ายไฟฟ้าของ RAC มี 3 รูปแบบ คือ 1.จำหน่ายในระบบตลาดกลางรับซื้อไฟฟ้า (Pool Price) ณ ช่วงเวลาที่จำหน่ายไฟฟ้า 2.จำหน่ายให้กับบริษัทผู้ค้าไฟฟ้ารายย่อย (Retailers) ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้า (Hedge Agreement) 3.จำหน่ายตรงให้ผู้รับซื้อที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Off-takers) ซึ่งจะเป็นนิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ตลาดรับซื้อไฟฟ้า (Market Participant)

ลงทุนออสซี่อีก 1.5 หมื่นล้าน

ปัจจุบันราชกรุ๊ปมีรายได้ในไทย 32% ต่างประเทศ 68% ในอนาคตเมื่อขยายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น สัดส่วนรายได้ในไทยจะทยอยลดลง ดังนั้น แผนลงทุนปี 2569 ราชกรุ๊ปเตรียมเงินที่ออสเตรเลียไว้ที่ 15,000 ล้านบาท จะเน้นไปที่โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่เป็น Green Field รวมไปถึงการใช้เพื่อควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ที่อยู่ระหว่างการเจรจามากกว่า 5 โครงการ

ทั้งโครงการพลังงานทดแทน +BESS, พลังงานลม/พลังงานแสงอาทิตย์บนบกและนอกชายฝั่ง (Onshore & Offshore Wind/Solar), พลังงานชีวมวล (Bioenergy), เศรษฐกิจไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen Economy), ผู้ค้าปลีกไฟฟ้าที่ได้รับอนุญาต (Licensed Electricity Retailers), โรงไฟฟ้าเสมือนจริง (Virtual Power Plant), บริการด้านประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency Service) ในขณะที่ EBITDA จะสามารถเติบโตได้ถึง 5% ต่อปี

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจในออสเตรเลีย RAC จะไม่เพียงแสวงหาแค่ผลกำไร แต่จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม นั่นคือการสื่อสารแบบสองทางกับชุมชน ทั้งทาง Newsletter และออนไลน์ การมี RAC Benefit Sharing Program มอบทุนสนับสนุนมากกว่า 250 โครงการทั่วออสเตรเลีย รวมมูลค่ากว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนแก่โรงเรียน กิจกรรมของชุมชน และองค์กรการกุศลในท้องถิ่น สนับสนุนกองทุนรวมกว่า 700,000 เหรียญออสเตรเลียต่อปี ผ่านกองทุนพัฒนาคุณภาพชุมชน ในพื้นที่โรงไฟฟ้า Mount Emerald โรงไฟฟ้า Collector และโรงไฟฟ้า Yandin

ปั้นธุรกิจใหม่ในที่ดิน 2,000 ไร่

สำหรับการลงทุนในไทยตามแผนการลงทุน 5 ปี (2568-2572) จะเห็นทั้งการใช้ AI ปรับปรุงการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า การปรับสัดส่วนการถือหุ้นในสินทรัพย์ เห็นโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซธรรมชาติ Hybrid (ก๊าซธรรมชาติ+ไฮโดรเจน) พลังงานทดแทนที่มาจากแสงอาทิตย์ พลังงานลม Energy Storage System ชีวมวล รวมถึง SMR แม้ว่าขณะนี้จะเริ่มศึกษาเทคโนโลยีจาก 3 ประเทศ และรอนโยบายรัฐก็ตาม

แต่เมื่อใดที่รัฐบาลไทยไฟเขียว ราชกรุ๊ปก็พร้อมลงทุนทันที นอกจากนี้ยังจะเห็นธุรกิจใน Solar Value Chain ธุรกิจ Green Hydrogen ธุรกิจ Bioenergy ทั้ง SAF หรือแม้แต่ SMF Bioethanol Wood Pallet ซึ่งก็อาจจะเห็น Biomaterial/Biochar รวมถึงธุรกิจใน SMR Value Chain อีกด้วย

นอกจากนี้จะเห็นรูปแบบธุรกิจของโรงไฟฟ้าที่ปลดระวาง เกิดเป็นธุรกิจใหม่ เช่น Eco Industrial Estate, Smart Industrial Zone ซึ่งมีพื้นที่กว่า 2,000 ไร่โดยจะเป็นการพัฒนาโครงการรองรับอุตสาหกรรม 4.0 หรือ 5.0 โดยเฉพาะ เช่น Data Center

ไม่เพียงเท่านี้ ราชกรุ๊ปยังมีแผนลงทุนรูปแบบ Corporate Venture Capital (CVC) ด้วยเงินลงทุน 500 ล้านบาทในปี 2569 ที่มุ่งเน้นในธุรกิจสตาร์ตอัพด้านนวัตกรรมที่เกี่ยวกับ Energy Management, Virtual Power Plant, Climate Tech (นวัตกรรมเกี่ยวกับ RE และ Circular Economy) Fusion Energy Healthcare หรือ Wellness

โดยเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2578 คือ การมีสัดส่วนของพอร์ตจากพลังงานสะอาดที่เป็นพลังงานทดแทน 40% และเชื้อเพลิงหลัก 60% เป้าหมายการลงทุน แม้จะมุ่งไปยังกลุ่มประเทศที่มีนโยบายและมีแหล่งพลังงานชัดเจน ยังคงมองไปที่ยุโรปตะวันออกเพิ่มเติมที่จะนำไปสู่การลงทุนโครงการ SAF และไบโอดีเซล ขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา

แม้ทั้งหมดนี้จะเป็นแผนในอนาคต แต่ก็ทำให้เห็นว่า ราชกรุ๊ป ยังคงแสวงหาและเจอเป้าหมายที่สำคัญแล้ว ยิ่งเป็นส่วนสำคัญทำให้ราชกรุ๊ปเป็นบริษัทคนไทยที่อยู่ในระดับโลก (Global Company)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พลังงานสะอาด ราชกรุ๊ป (RATCH)