สภาผู้ส่งออกมองสถานการณ์การเจรจาภาษีไทย-สหรัฐ 3 กรอบใหญ่ โอกาสและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อภาคการส่งออก ชี้เอกชนกังวล พร้อมเร่งให้ทุกฝ่ายสร้างบรรยากาศการพูดคุยให้กลับมาโดยเร็ว หากช้าอาจจะมีผลต่อปีหน้าได้
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์การเจรจาภาษีไทย-สหรัฐที่เกิดขึ้น ในความเห็นของ สรท.มองว่าในขณะนี้แม้ยังไม่มีประกาศทางการจาก USTR ว่าสหรัฐ “ยุติหรือระงับอย่างเป็นทางการ” การเจรจาภาษีการค้าทวิภาคีกับไทย แต่จากกระแสข่าว สัญญาณทางการทูต การคาดหมายของตลาดทำให้ภาคธุรกิจไทยมีความกังวลในเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน

โดย สรท.ประเมินสถานการณ์ไว้ 3 กรอบใหญ่ ดังนี้ 1) การเจรจาภาษีอาจ “ชะลอ” แต่ยังไม่ใช่การ “ยุติ” ซึ่งในตอนนี้สหรัฐเองอยู่ในช่วงของการควบคุมเงินเฟ้อภายในประเทศ ทบทวนโครงสร้างภาษีนำเข้าใหม่ และใช้มาตรการการค้าที่เชื่อมโยงกับความมั่นคง (Geopolitics) มากขึ้น จากสถานการณ์นี้ทำให้การเจรจากับประเทศคู่ค้า “ไม่ได้เดินต่อเร็ว” แต่ยังเปิดช่องให้มีการพูดคุยกลับมาได้เสมอ เมื่อเงื่อนไขรอบด้านเหมาะสม
ซึ่งมุมมองนี้ สรท.เห็นว่าไทยควรเร่งรักษาบรรยากาศการเจรจา เปิดช่องทางทวิภาคี และสร้างความชัดเจนให้สหรัฐเห็นว่าไทยยังให้ความสำคัญกับการค้าร่วมกัน
2) ผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย (ถ้าการเจรจาชะลอนานขึ้น) โดยไม่มีภาษีใหม่ ยังเป็นภาษีเท่าเดิมที่ได้ประกาศออกไป และไทยจะ “ไม่ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม” ประเทศไทยจะยังคงภาษีนำเข้าสินค้าที่ 19% ในปัจจุบัน ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบคู่แข่ง เช่น เวียดนาม เม็กซิโก เกาหลีใต้ ที่มี FTA หรือกรอบการเจรจากับสหรัฐล้ำหน้า และในมุมนี้ อุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบมาก คือเครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ สินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องการลดภาษีเพื่อแข่งขัน เป็นต้น
เพราะต้องยอมรับว่าตลาดสหรัฐคิดเป็น 17-18% ของการส่งออกไทยทั้งหมด แต่หากไม่มีอัตราภาษี Preferential Rate แล้ว ไทยอาจสูญเสียคำสั่งซื้อบางส่วนในปีหน้า และเมื่อดูการส่งออกไทยไปสหรัฐ 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2568 พบว่ามีมูลค่า 52,176 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 28.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และผลิตภัณฑ์ยาง
3) สินค้าอาหาร-เกษตร “มีโอกาสมากว่าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” เมื่อดูสถานะปัจจุบัน คือสหรัฐชะลอขึ้นภาษีสินค้าเกษตร อาหารหลายรายการ เนื่องจากกังวลผลต่อเงินเฟ้อผู้บริโภค เพราะอุตสาหกรรมอาหารนำเข้ามีผลโดยตรงต่อ Cost of Living ของชาวอเมริกัน ดังนั้น การคงภาษีให้อยู่ระดับต่ำ หรือชะลอบางมาตรการเป็นไปตาม “ภาวะเศรษฐกิจในประเทศของสหรัฐ” มากกว่าเป็นมาตรการกดดันไทย
ทั้งนี้ เมื่อดูสินค้าอาหารไทยจึงยังมีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะอาหารทะเลแปรรูป ไก่แปรรูป อาหารพร้อมทาน ผลไม้แปรรูป (Canned/Dried) และข้าว และสินค้าฮาลาลบางประเภท ตราบใดที่สหรัฐยังต้องการควบคุมเงินเฟ้อ ภาษีนำเข้าอาหารในหลายหมวดจะไม่ขึ้นในระยะสั้น ซึ่งเป็นโอกาสให้กับสินค้าไทยได้มาก
นายธนากรกล่าวอีกว่า โดยปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และ สรท.เองก็มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันคือ (1) รักษาความสัมพันธ์ เร่งเจรจาในระดับเทคนิค ใช้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุน หรือ Trade and Investment Framework Agreement (TIFA) ซึ่งเป็นข้อตกลงทวิภาคีระหว่างประเทศไทย-สหรัฐ เปิดการเจรจาเฉพาะเรื่อง และอาจตั้งคณะทำงานย่อยต่อเนื่อง
เพื่อไม่ให้สหรัฐ “เข้าใจว่าไทยหยุดตอบสนอง”
(2) เสนอให้ไทยสร้างแพ็กเกจรองรับนักลงทุนสหรัฐ เพื่อไม่ให้ Supply Chain สหรัฐไหลไปเวียดนาม-เม็กซิโกมากกว่านี้ (3) สนับสนุนผู้ส่งออกสินค้าเกษตร-อาหาร เพราะช่วงนี้มี “Momentum”
ด้านราคาที่แข่งขันได้ และต้นทุน Logistics ลดลง
(4) กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล-โลจิสติกส์ เพื่อให้ไทยอยู่ในแผน Indo-Pacific Economic Framework (IPEF) ที่กำลังเป็นเวทีหลักของสหรัฐในภูมิภาค อย่างไรก็ดี ไทยต้องเร่งสื่อสาร เพื่อสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้เกิดการเจรจาสามารถเดินหน้าต่อให้ได้เร็วที่สุด