ห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เหล่าพรรคการเมืองพาเหรดเดินสายมาประชุมหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสมือนสัญญาณบ่งบอกการนับถอยหลัง “ยุบสภา” และการเลือกตั้งครั้งใหม่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้ อีกทั้งยังบ่งบอกวิถีใหม่ของนักการเมืองที่แตกต่างจากอดีต คือ การรับฟังความคิดเห็น หาเสียงกับภาคเอกชน ก่wอนที่จะเลือกตั้ง จากเดิมเป็น สส. หรือรัฐมนตรีแล้วค่อยรับฟัง เป็นปรากฏการณ์ที่ดี เพราะจะมีผลต่อนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ แสดงถึงการร่วมมือกันของ “รัฐและเอกชน” ในการทำงานเพื่อแก้ไขและหาแนวทางฟื้นเศรษฐกิจแบบระยะยาว
ปชป.ลั่นนโยบายปลุกจีดีพีโต 5%
หลังจากที่ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หวนกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภารกิจสำคัญที่ไม่น้อยไปกว่าการฟอร์มทีมเพื่อเตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง ก็คือ การกำหนดแผน นโยบาย แนวทางที่จะฟื้นเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งแบบเร่งด่วน และแบบระยะยาว สิ่งที่จะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้นก็คือ เสียงสะท้อนจากภาคเอกชน ในฐานะผู้ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการลงทุน การจ้างงาน การสร้างนวัตกรรม และการส่งออก รวมถึงสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจ เช่น กำลังซื้ออ่อนแรง ความผันผวนของค่าเงิน การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมอย่างทุนเทา สินค้าจีนทะลัก รวมไปถึงความล่าช้าของระบบราชการ โดยเอกชนมักเรียกร้องให้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อพาประเทศพ้นกับดักเศรษฐกิจ
การประชุมใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ซึ่งก็ทำให้เห็นว่า นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาธิปัตย์นั้น เชื่อมาโดยตลอดว่า กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวจริง คือ ภาคเอกชน ในขณะที่บทบาทของภาครัฐ คือ “การสร้างกติกาสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้ทางภาคเอกชนทำงานได้ดีที่สุด” ในวันที่เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี แนวโน้มใหม่ ๆ รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่สะสมมานาน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายทำให้อัตราการเติบโต GDP ไทยกลับไปโตที่ประมาณ 5% ด้วยการหาเครื่องจักรตัวใหม่ วิธีคิด แนวทางใหม่ ๆ ในการผลักดันภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคบริการ ควบคู่ไปกับ “การพัฒนาทักษะคน” โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่เรื้อรังและยืดเยื้อมานาน ที่จะไม่ใช่เรื่องการให้ความรู้อีกต่อไป แต่จะเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ หลักสูตรที่รับรองเป็นรายทักษะ ขณะเดียวกันต้องไม่ทิ้งเรื่อง “การทุจริตคอร์รัปชั่น” ที่เป็นทั้งความท้าทายและเป็นตัวสร้างปัญหาปั่นป่วน ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันมาโดยตลอด
นอกจากนี้ ในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 2571)ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน จะต้องเตรียมพร้อมเรื่องการใช้ประโยชน์จากอาเซียนให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งประเทศไทยจะต้องใช้โอกาสจากเวทีนี้ให้ได้มากที่สุด
ไทยก้าวใหม่หนุนสินค้าไทย
ในขณะที่ “ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ แม้จะเป็นน้องใหม่ทางการเมือง แต่สุชัชวีร์เป็นที่รู้จักกันในวงของนักวิชาการ นักเขียน และนักวิศวกรมาก่อน โดยเคยดำรงตำแหน่งอดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ดังนั้น พรรคไทยก้าวใหม่จึงมุ่งเน้นในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่ง “เมื่อใดที่มีความรู้ มันจะนำไปสู่ความได้เปรียบต่อไป” ดังนั้นการจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้เดินต่อไปได้ ต้องพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI
นอกจากนี้ การผลักดันสินค้าไทย Made in Thailand (MiT) การออกระบบระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และโครงการพี่ช่วยน้อง จะถูกสนับสนุนอย่าง 100% เพราะนี่อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้ง่ายที่สุดในระบบมหภาค ให้เงินหมุนเวียนในระบบ สร้างงานให้คนไทย ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ ทำให้เกิดการแข่งขันที่ยุติธรรม ลดการพึ่งพาต่างชาติ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่ง รวมถึงใช้ทรัพยากรและงบประมาณของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ตบท้ายด้วยวลีผูกใจที่ว่า พรรคไทยก้าวใหม่ยอมรับว่า ส.อ.ท. เป็นเสาหลักที่แท้จริงของประเทศไทยในช่วงวิกฤตขณะนี้ วิกฤตที่ว่าก็คือ “คอร์รัปชั่น” ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ
ไทยสร้างไทยเน้นปราบคอร์รัปชั่น
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย แม้จะเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลหลายสมัย ซึ่งในแต่ละยุคมีความแตกต่างกันจากหลายปัจจัยและเกิดเหตุการณ์ในหลายสถานการณ์ แนวคิดหรือวิธีการแบบเดิมอาจไม่เหมาะกับปัจจุบัน แต่สิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยได้เรียนรู้จากนักธุรกิจมือฉมัง พบว่า ผู้ประกอบการไทยหรือ SMEs ที่เป็นเส้นเลือดฝอยของระบบเศรษฐกิจไทย มักตายจากการถูกปล่อยให้รายใหญ่เข้ามามีอำนาจเหนือตลาด
การ “ช่วยรายเล็กสกัดรายใหญ่กินรวบ” จึงเป็นนโยบายที่ไม่เคยถูกทิ้งไปแต่อย่างใด พร้อม ๆ กับนโยบาย “ปราบคอร์รัปชั่น” ที่เคยเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของพรรค วันนี้นโยบายนี้จะยังคงอยู่ ก่อนที่ดัชนีภาพลักษณ์ความโปร่งใส (CPI) ของประเทศไทยจะตกต่ำไปมากกว่านี้
ส.อ.ท.ย้ำ 4 GO คือทางรอด
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย มีการพูดกันมาตลอดทุกรัฐบาล ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในกรอบแนวทางที่เอกชนต้องการ เพียงแต่วันนี้ประเทศไทยมี “รัฐบาลใหม่บ่อยครั้ง” เมื่อเปลี่ยนตัวผู้นำ แนวคิดหรือวิธีการอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ ส.อ.ท.ยังคงมีแนวทางเช่นเดิม เอกชนพูดเสมอว่า เศรษฐกิจไทยในวันนี้ เปรียบได้กับ “รถที่ติดหล่ม” ต้องใช้แรงมหาศาลในการดึงขึ้นมา ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งเครื่องจากภาครัฐ นโยบาย “Quick Big Win” ทุกคนคาดหวังให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และฟื้นการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง
เพราะความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญ ไม่ได้มีแค่การเมือง แต่ยังมีเรื่องของมาตรการทางภาษีของสหรัฐ สินค้าทุ่มตลาด/สวมสิทธิส่งออก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา งบประมาณไม่สมดุล คอร์รัปชั่นและกฎหมายล้าสมัย
ทางออกมีเพียง 4 ทาง คือ 4 GO ประกอบด้วย 1.Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI 2.Go Innovation สร้างผู้ประกอบการจิ๋วแต่แจ๋วด้วยนวัตกรรม 3.Go Global พัฒนาสินค้าและบริการไทยเพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดโลก 4.Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและปรับตัวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 (2593) ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เข้มแข็งกว่าเดิม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ในระดับ 5% และเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลัก SDGs
ปฐมบทแรกของ 3 พรรคการเมือง ที่ไม่ว่าในอนาคตจะกลายมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศหรือไม่ แต่อย่างน้อยเรื่องสำคัญที่ทุกคนมองว่าคือปัญหาฉุดรั้งเศรษฐกิจ และบั่นทอนบรรยากาศการลงทุน ก็คือ “คอร์รัปชั่น” จึงไม่แปลกที่เอกชนในฐานะผู้ลงทุนตัวจริงและผู้ที่ต้องประสบกับปัญหานี้ จะต้องการรัฐบาลที่เป็น “คนเก่งตัวจริง เก่งทั้งความรู้ เก่งทั้งคุณธรรม” เข้ามาเป็นผู้นำประเทศ
และยังคาดหวังที่จะเห็นการปรับปรุงกฎหมาย การพัฒนาบุคลากร การบริหารจัดการด้านพลังงานทั้งระบบ การส่งเสริมการส่งออก การค้า การลงทุน การยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics ด้วยเช่นกัน