Skip to content

ปี’69 คาดจีดีพีเกษตร 7.3 แสนล้าน สศก.แนะใช้ ‘โดรน-AI’ ช่วยเพิ่มผลผลิต

22 ธ.ค. 2568 | 09:05น.
ปี’69 คาดจีดีพีเกษตร 7.3 แสนล้าน สศก.แนะใช้ ‘โดรน-AI’ ช่วยเพิ่มผลผลิต

สศก.คาดการณ์ จีดีพีเกษตรปี 2569 ขยายตัวในกรอบ 2.0-3.0% มูลค่า 730,000 ล้านบาท ย้ำเกษตรไทยยังต้องเจอหลายปัจจัยเสี่ยง ทั้งจากเศรษฐกิจโลกชะลอ ปัญหาโลกร้อน ภาษีสหรัฐ มาตรฐานสินค้าเกษตร ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีผลให้การแข่งขันสูงขึ้น กระทบตัวเลขส่งออก-ต้นทุนเพาะปลูกพุ่ง แนะเกษตรกรเร่งปรับตัว ทุ่มลงทุนเทคโนโลยี ใช้โดรน-เอไอ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

นายพีรพันธ์ คอทอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยระหว่างเป็นประธานเปิดการสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “Agrivolution : พลิกเกมเกษตรทันอนาคต” ว่า สศก.ได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.0-3.0% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 730,000 ล้านบาท

ขณะที่ปี 2568 จีดีพีเกษตรประเมินเฉลี่ยอยู่ที่ 700,000 ล้านบาท ขยายตัว 3.2% ทั้งนี้ หากดูตามภาคเกษตร คาดการณ์ไว้ คือ พืช ขยายตัวในกรอบ 2.5-3.5% ปศุสัตว์ ขยายตัวในกรอบ 1.0-2.0% ประมง ขยายตัวในกรอบ 0.3-1.3% บริการทางการเกษตร ขยายตัวในกรอบ 0.7-1.7% และป่าไม้ ขยายตัวในกรอบ 0.2-1.2%

ทั้งนี้ การที่จีดีพีเกษตรจะเติบโตได้ ต้องมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นโยบายภาครัฐที่ต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว และความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นจากประเด็นความมั่นคงทางอาหาร แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบ เช่น ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ เช่น วาตภัย ภัยแล้ง อุทกภัย ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ประเมินไว้อยู่ที่ 3.1% เทียบกับช่วงก่อนโควิดที่เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.5% เนื่องจากการฟื้นฟู การลงทุน เยียวยาผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น เรื่องของสุขภาพ อนามัย พืช สัตว์ แรงงานถูกกฎหมาย การปล่อยคาร์บอน เป็นต้น ที่คาดว่าแต่ละประเทศจะมีความเข้มข้นขึ้น

นโยบายภาษีของสหรัฐ แม้ประเทศไทยจะได้อัตราที่ 19% แต่ก็ยังต้องมีการเจรจาอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะกรณีถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งจะมีผลอัตราภาษีที่ประเทศไทยถูกเก็บ มาตรการของ EUDR (EU Deforestation Regulation) คือ กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่ห้ามนำเข้า ซื้อขาย หรือส่งออกสินค้าที่มาจากการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม เน้นสินค้าเกษตร 7 กลุ่มหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา เช่น ยางรถยนต์ ปาล์มน้ำมัน เช่น น้ำมันปาล์ม โกโก้ เช่น ช็อกโกแลต กาแฟ เช่น กาแฟสำเร็จรูป ถั่วเหลือง ปศุสัตว์ เช่น เนื้อวัว เครื่องหนัง ไม้ เช่น เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือ ไม่เช่นนั้นสินค้าไทยจะลำบากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่น รัสเซีย-ยูเครน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเพาะปลูกพืชเกษตรไทย เนื่องจากจะมีผลต่อต้นทุนปุ๋ย พลังงาน เมล็ดพันธุ์สูงขึ้น อิสราเอล ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในการส่งออกไปยุโรป เพราะจากปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบต่อระยะเวลาในการขนส่งนานขึ้น กดดันต่อต้นทุนสินค้าเกษตรไทย ทั้งนี้ จากปัจจัยเหล่านี้ล้วนจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันพืชเกษตรไทยกับประเทศคู่แข่งที่ปลูกพืชใกล้เคียงกัน รวมไปถึงต้นทุนการเพาะปลูก ราคาที่จะทำให้พืชเกษตรกรไทยสูง

“สินค้าเกษตรไทยที่แพงขึ้น ย่อมมีผลต่อการแข่งขันในตลาด อีกทั้งเศรษฐกิจชะลอ มีผลต่อกำลังซื้อ แม้ว่าสินค้าเกษตร อาหารเป็นสินค้าที่ต้องการ แต่การเติบโตในปีหน้าก็อาจจะเติบโตไม่สูง”

นายพีรพันธ์กล่าวอีกว่า ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีการประเมินไว้ที่ขยายตัว 1.2-2.2% มีปัจจัยสนับสนุน การบริโภค เงินเฟ้อต่ำ มาตรการกระตุ้นภาครัฐ การขอส่งเสริมการลงทุน ขณะที่ปัจจัยเสี่ยง มาตรการภาษีสหรัฐ หนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจโลกชะลอ สถานการณ์ทางการเมือง ความผันผวนทางการเงิน ซึ่งก็ล้วนที่จะมีผลต่อภาคเกษตรไทย ทั้งเรื่องของรายได้ ภาระหนี้สินที่อาจจะเพิ่มขึ้น และสิ่งที่ไทยต้องกลับมาทบทวนตัวเอง เพื่อให้เกษตรไทยสามารถแข่งขันได้

โดยเฉพาะการหาโอกาสใหม่ ๆ เช่น การบุกตลาดตะวันออกกลาง นอกจากนี้ การลงทุนเรื่องของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโดรน รถเกี่ยว รถหว่าน ระบบ AI แม้จะเป็นการลงทุนที่ใช้งบประมาณเยอะ แต่ก็จะช่วยส่งเสริมศักยภาพในระยะยาว นอกจากนี้ยังต้องจับตาเรื่องของโครงสร้างการผลิต ที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐ จีน ผลจากมาตรการภาษีสหรัฐจะมีการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตใหม่ เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้านั้นไปได้

อย่างไรก็ดี ภาคเกษตรไทยที่กำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ กระทรวงเกษตรฯจึงได้วางทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตร โดยยึดหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ผ่านกลไก 3 สร้าง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ประกอบด้วย 1) สร้างรายได้โดยบริหารจัดการผลผลิตให้สมดุลกับความต้องการตลาดและปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง 2) สร้างตลาดขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว

และ 3) สร้างโอกาสด้วยการยกระดับทักษะเกษตรกร (Reskill/Upskill) และปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการประกอบอาชีพเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและผลักดันให้ภาคเกษตรไทยก้าวข้ามวิกฤตสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน