พาณิชย์ มั่นใจปุ๋ยใช้ในประเทศพอ 6 เดือน รอนำเข้าอีก 1 แสนตัน หากวิกฤตมีแผนสำรอง
กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์ราคา-ปริมาณปุ๋ยภายในประเทศอย่างใกลชิด จากเหตุวิกฤตตะวันออกกลาง กระทบต่อการขนส่ง ราคาน้ำมัน ยอมรับขณะนี้ผลผลิตออกสู่ตลาด ความต้องการปุ๋ยยังไม่สูง ขณะที่ข้าวนาปรัง อยู่ในช่วงเริ่มเพาะปลูก มั่นใจปริมาณปุ๋ยมีเพียงพอใช้ในประเทศ 6 เดือน หากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมใช้ธงเขียวช่วย
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยการติดตามสถานการณ์ปุ๋ยและราคาพลังงาน จากปัญหาความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า ปริมาณปุ๋ยในตลาดเชื่อว่ายังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในการเพาะปลูกพืชของเกษตรกร และประกอบกับช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงที่ใส่ปุ๋ย เนื่องจากมีการใช้และเป็นช่วงที่ผลผลิตออกแล้ว เช่น ผลไม้ ทุเรียน ขณะที่ ข้าวนาปรังก็อยู่ระหว่างของการเพาะปลูกเริ่มต้น แต่อย่างไรก็ดี กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณอย่างใกล้ชิด
“ปกติเราจะนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียจากต่างประเทศ ใน 2 แหล่งใหญ่ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย เและความผันผวนของปริมาณและราคาจะอยู่กับสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมไปถึงเม็ดพลาสติก แต่ทั้งนี้ ปุ๋ยฟอสเฟส โพแทสเซียม อื่น ๆ ยังคงปกติ”
จากข้อมูลที่กรมติดตามปริมาณสต๊อกปุ๋ยในตลาด พบว่า โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือนมกราคม 2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน นอกจากนี้ยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม 2569
นอกจากนี้ ไทยยังได้มีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ ในส่วนของราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรมีส่วนผสมของยูเรียยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ปัญหาตะวันออกกลาง ดังนั้น ราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่อย่างไรก็ดี หากสถานกาณ์ยังคงยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน กรมจะติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้เป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด
“หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ภาครัฐยังมั่นใจว่าสามารถจัดหาปุ๋ยจากแหล่งนำเข้าอื่นเพิ่มเติมได้อย่างมาเลเซียที่มีการผลิตปุ๋ยชนิดนี้ นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่าสถานการณ์ราคาปุ๋ยในตอนนี้ยังคงอยู่ภาวะปกติจนถึงเดือนพฤษภาคม แต่หลังจากนั้นก็ต้องติดตามราคาอย่างใกล้ชิด หากมีการปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กรมพร้อมที่หามาตรการเข้ามาช่วยดูแลเกษตรกรใน โครงการธงเขียว เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงราคาปุ๋ยที่ถูก อีกทั้ง กรมก็มีโครงสร้างราคาสินค้าพร้อมที่จะเข้าดูแลหากมีอะไรที่ผิดปกติ”
อย่างไรก็ดี กรมก็ยังได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ราคา ปริมาณ และความต้องการปุ๋ยอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินและหามาตรการช่วยเหลือ ส่วนกลุ่มยาฆ่าแมลงนั้นมั่นใจได้ว่าไม่มีปัญหา เนื่องจากบางรายงานสินค้าไทยนำเข้าจากจีน ในส่วนของวัตถุดิบปิโตรเคมี เช่น เม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม (By-product) นั้น เบื้องต้นประเมินว่ายังไม่มีปัญหา เนื่องจากประเทศไทยยังมีวัตถุดิบจากก๊าซธรรมชาติภายในประเทศที่สามารถใช้ในการผลิตได้
กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณปุ๋ยอย่างใกล้ชิด และหากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร หรือการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร โดยผู้กระทำความผิดมีโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ หากพี่น้องเกษตรกรหรือประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
