ตลาดหุ้นไทย 3Q69 ผันผวนมากขึ้น…เลือกลงทุนในหุ้นที่มีแรงส่งให้เติบโตต่อเนื่อง
คอลัมน์ : เติมความคิดพิชิตการลงทุน
ผู้เขียน : พบชัย ภัทราวิชญ์ บริษัทหลักทรัพย์ InnovestX
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 ปี 2569 (2Q69) ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 10% และปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากโมเมนตัมที่แข็งแกร่งใน 1Q69
อย่างไรก็ดี แม้ผลตอบแทนของตลาดไทยจะดูดี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ตลาดหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนต่ำกว่า โดย Underperform ตลาดหุ้นโลกอยู่ราว 8% และ Underperform ตลาดหุ้นเอเชียราว 17%
ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกหลายด้าน ได้แก่ ภาษีการค้าที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลงหลังคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐ การเจรจาระหว่างสหรัฐ และอิหร่านที่ยังดำเนินอยู่ การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตแรงจากกระแสการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับดีขึ้นจากการเมืองที่มีเสถียรภาพหลังการเลือกตั้ง
เมื่อพิจารณาตลาดหุ้นไทยลึกลงไป พบว่า ผลงานของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยมี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยผลักดันให้ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มขนส่ง กลุ่มสาธารณูปโภค และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโตได้ดี เนื่องจากผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานนั้นรุนแรงน้อยกว่าที่กังวลอย่างมาก และความต้องการชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลกยังคงมีอยู่มาก
ในทางกลับกัน มีหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่พลาดโอกาสปรับตัวขึ้นในรอบนี้และ Underperform ตลาดโดยรวม โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มสื่อสาร
ส่วนไตรมาส 3 ปี 2569 (3Q69) นี้ เราประเมินว่า ตลาดจะเผชิญกับความผันผวนในระยะสั้นและแรงกดดันต่ออัตรากำไร
ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง แรงกดดันจากสภาวะ Stagflation จะทำให้ธนาคารกลางปรับนโยบายการเงินได้ยากขึ้น และกดดันกำไรของภาคธุรกิจ ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ไปสู่การลงทุนเชิงรับเป็นการชั่วคราว
ทั้งนี้ เราแนะนำลงทุนในหุ้นที่มีแรงส่งให้เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 4 อย่างที่เชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดใน 3Q69 ได้แก่
1) บริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งสามารถรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ
2) หุ้นที่มี Valuation สมเหตุสมผลและกำไรเติบโตชัดเจน
3) หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากโมเมนตัมเชิงบวกของการใช้งบฯลงทุน AI และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI
4) หุ้นที่มีอำนาจกำหนดราคาสูง สามารถรับมือกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้
กลยุทธ์การลงทุน ประจำ 3Q69 เรายังคงเน้นลงทุนแบบ Selective โดยมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง มีคุณภาพสูง และมีอำนาจในการต่อรองราคา
แนะนำ CPN (เติบโตแข็งแกร่ง มีอำนาจในการต่อรองราคาสูง), CENTEL (ความต้องการท่องเที่ยวในประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ), GULF (ความผันผวนต่ำ กำไรชัดเจนสูง), HANA (ผลิตภัณฑ์ AI ใน 2H26) และ WHA (การลงทุนใน AI Data Center)