ลุย โมเดิร์นเทรด-แพลตฟอร์ม กขค. ตั้งอนุฯ แก้ปม GP-ค้าไม่เป็นธรรม
กขค.เตรียมตั้งคณะอนุกรรมการ 2 คณะ ศึกษาพร้อมกำหนดแนวทางกำกับดูแลธุรกิจโมเดิร์นเทรดและแพลตฟอร์มดิจิทัล หลังพบเป็น 2 กลุ่มธุรกิจที่มีข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการรายย่อยมากที่สุด โดยเฉพาะปัญหาค่า GP การเรียกเก็บค่าใช้จ่าย และเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดึงทุกภาคส่วนร่วมกำหนดกติกากลาง หวังสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับ SMEs รองรับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากการเปิดการค้าเสรีและเศรษฐกิจดิจิทัล
รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการ และปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 กขค.จะเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 2 คณะ เพื่อศึกษาแนวทางกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าในธุรกิจ คือ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และโมเดิร์นเทรด ซึ่งเป็นสองภาคธุรกิจที่สำนักงาน กขค. ได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการมากที่สุด จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาผ่านโครงการ Mobile Competition Clinic ซึ่งเป็นโครงการเชิงรุกของ กขค. ที่ลงพื้นที่ทั่วภูมิภาค เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมาย ให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียนแก่ผู้ประกอบการโดยตรงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติ (Guideline) ที่ชัดเจน และสร้างมาตรฐานความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งนี้ ปัจจุบันรูปแบบการแข่งขันทางการค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลและโมเดิร์นเทรดที่กลายเป็นช่องทางหลักในการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างผู้ขายกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม หรือผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่มีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่กฎหมายการแข่งขันทางการค้าจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป
“จากการลงพื้นที่พบว่าเรื่องที่ได้รับการสะท้อนมากที่สุด คือ ปัญหาของแพลตฟอร์ม รองลงมา คือ โมเดิร์นเทรด เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาและจัดทำ Guideline เพื่อให้ทุกฝ่ายมีแนวทางปฏิบัติร่วมกันว่าพฤติกรรมใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ”
สำหรับคณะอนุกรรมการทั้ง 2 ชุด จะทำหน้าที่ศึกษาข้อเท็จจริง วิเคราะห์โครงสร้างตลาด รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมถึงแนวปฏิบัติที่เหมาะสมในการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า โดยจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้กติกาที่จัดทำขึ้นสะท้อนข้อเท็จจริงของทุกฝ่าย และสามารถนำไปใช้ได้จริงในการดำเนินธุรกิจ
ทั้งนี้ แนวทางของ กขค. ไม่ได้มุ่งเพิ่มข้อจำกัดให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ต้องการสร้างมาตรฐานการแข่งขันที่เป็นธรรม เพราะทั้งโมเดิร์นเทรดและแพลตฟอร์มต่างมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เป็นช่องทางหลักที่ผู้ประกอบการรายย่อยใช้ในการเข้าถึงผู้บริโภค หากความสัมพันธ์ทางการค้าไม่มีความสมดุล ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว
ประเด็นสำคัญที่คณะอนุกรรมการจะเร่งศึกษา คือ ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับค่า GP (Gross Profit) ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการจำนวนมากสะท้อนมา โดยเห็นว่าในปัจจุบันยังมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ทั้งในเชิงธุรกิจและเชิงกฎหมาย
เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เรียกรวมกันว่า “ค่า GP” อาจประกอบด้วยค่าบริการหลายประเภท ทั้งค่าการตลาด ค่าโปรโมชั่น ค่าบริหารจัดการพื้นที่ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงทางการค้า จึงจำเป็นต้องแยกองค์ประกอบแต่ละรายการออกจากกัน เพื่อประเมินว่าค่าใช้จ่ายใดเป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติ และค่าใช้จ่ายใดอาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560
นอกจากนี้คณะอนุกรรมการยังจะพิจารณาข้อร้องเรียนเรื่องเครดิตเทอม การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม การกำหนดเงื่อนไขการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางการค้าโดยฝ่ายเดียว การกำหนดเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการรายย่อยมองว่าไม่สามารถต่อรองได้ รวมถึงรูปแบบการปฏิบัติทางการค้าอื่น ๆ ที่อาจสร้างภาระให้แก่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้า โดยจะพิจารณาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม กขค.ต้องการให้การกำกับดูแลเน้นการป้องกันปัญหามากกว่าการลงโทษ เพราะหากทุกฝ่ายเข้าใจแนวปฏิบัติที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยลดข้อพิพาททางการค้าและลดจำนวนคดีที่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา แต่หากพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายการแข่งขันทางการค้า สำนักงาน กขค.ก็พร้อมดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ กขค.พบว่าผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากยังไม่ทราบว่าประเทศไทยมีกฎหมายการแข่งขันทางการค้า และไม่ทราบว่าพฤติกรรมหลายอย่างที่เคยเผชิญอาจเข้าข่ายการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม หลายรายมองว่าเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ จึงไม่เคยร้องเรียนหรือขอคำปรึกษาจากหน่วยงานของรัฐ ส่งผลให้ปัญหาหลายเรื่องไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
เมื่อประเทศไทยกำลังเดินหน้าเปิดตลาดการค้าผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) และยกระดับกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การสร้างความรู้ให้ผู้ประกอบการไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากผู้ประกอบการต่างชาติเข้าใจกฎหมายและใช้ประโยชน์จากกฎหมายได้มากกว่าผู้ประกอบการไทย ย่อมทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน