“ไทยช่วยไทยพลัส” ทางรอดเศรษฐกิจ? สมาคมค้าปลีกไทย-นักวิชาการ หนุนทางออกปลดล็อกค้าปลีก–โมเดิร์นเทรด หนุนเศรษฐกิจโต
- นักวิชาการและภาคค้าปลีกประสานเสียง หนุนรัฐบาลเปิดให้ “โมเดิร์นเทรด–ค้าปลีกในระบบภาษี” เข้าร่วมไทยช่วยไทยพลัส เพื่อเร่งพายุหมุนเศรษฐกิจ
- สมาคมค้าปลีกไทยระบุ โมเดิร์นเทรดคือช่องทางกระจายสินค้าเอสเอ็มอีไทยจำนวนมาก การเปิดเข้าร่วมจะช่วยทั้งผู้ผลิต การจ้างงาน และรายได้ภาษีรัฐ
- ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศชี้ หากไม่ปลดล็อกเกณฑ์ มาตรการอาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ช่วงสั้น ก่อนแรงส่งสะดุดหลังไตรมาส 3
- ภาคเอกชนเตือน รัฐต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งต้นทุนพลังงาน สินค้านำเข้าราคาถูก เงินทุนเอสเอ็มอี และการท่องเที่ยว ควบคู่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น
มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กำลังกลายเป็นเดิมพันสำคัญของรัฐบาลในการปลุกกำลังซื้อและประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี ท่ามกลางภาวะที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรง แม้มาตรการดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็น “ยาแก้ปวดระยะสั้น” ที่ช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่เสียงสะท้อนจากทั้งภาควิชาการและภาคค้าปลีกเริ่มชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า หากรัฐบาลต้องการให้เม็ดเงินงบประมาณกว่าแสนล้านบาทสร้างผลลัพธ์ได้เต็มประสิทธิภาพ จำเป็นต้อง “ปลดล็อก” ข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะการเปิดทางให้กลุ่มค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดเข้าร่วมโครงการ

“ค้าปลีกไทย” หนุนเปิดโมเดิร์นเทรด เพิ่มประสิทธิภาพเม็ดเงิน 2 แสนล้าน
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมค้าปลีกไทย ให้ความเห็นว่า “ไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่ ‘มาถูกจังหวะ’ เพราะสามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ทันที ผ่านประชาชนกว่า 30 ล้านคน รวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 13 ล้านราย ส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สมาคมค้าปลีกไทยเสนอว่า หากรัฐบาลขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมโมเดิร์นเทรดเพิ่มเติม จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้สะดวกขึ้น ลดข้อจำกัดในการใช้สิทธิ และทำให้เม็ดเงินกระจายไปยังผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้กว้างกว่าเดิม เหตุผลสำคัญคือ สินค้าจำนวนมากที่วางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด ล้วนผลิตโดยเอสเอ็มอีไทย ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร ไปจนถึงสินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชน”
เอกชนเตือน รัฐต้องเร่งแก้ “โรคเรื้อรัง” เศรษฐกิจไทย
แม้ภาคธุรกิจจะสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ย้ำตรงกันว่า ไทยช่วยไทยพลัสเป็นเพียง “ยาแก้ปวดระยะสั้น” หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยก็อาจกลับมาเผชิญปัญหาเดิมอีกครั้งหลังมาตรการสิ้นสุด ดังนั้น ข้อเสนอสำคัญจากสมาคมค้าปลีกไทย ได้แก่ การควบคุมสินค้านำเข้าราคาถูกที่กระทบผู้ประกอบการไทย การลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ การช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ และการยกระดับทักษะแรงงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านระบบคืนภาษีแบบทันที ณ จุดขาย (Instant Tax Refund) รวมถึงแนวคิด “Phuket Sandbox” เพื่อทดลองมาตรการปลอดภาษีในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ หวังดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวเข้าสู่ภาคค้าปลีกและเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เตือนเศรษฐกิจอาจ “ขึ้นแล้วลง” หากไร้แรงส่งต่อ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดมุมมองว่า “แม้มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.4-0.5% แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 เท่านั้น หากรัฐบาลยังคงจำกัดสิทธิ์ร้านค้านิติบุคคลและกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ไม่ให้เข้าร่วม ทั้งนี้ หากเปิดให้ร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท รวมถึงโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศเข้าร่วม จะช่วยเพิ่ม ‘แรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจ’ ได้มากกว่าเดิม เพราะธุรกิจค้าปลีกมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับผู้ผลิต วัตถุดิบ โลจิสติกส์ และการจ้างงานในวงกว้าง ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนได้ลึกและเร็วกว่าเดิม ที่สำคัญ ยังช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้เต็มระบบ ทั้ง VAT และภาษีนิติบุคคล ด้วย
“ถ้าไม่มีโครงการรับไม้ต่อ เศรษฐกิจจะขึ้นไปแล้วลงทันที” เป็น คำเตือนสำคัญจากนักเศรษฐศาสตร์รายนี้ พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการระยะกลางเพื่อสร้างแรงส่งต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับภาคเกษตร และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ปม “กีดกันค้าปลีก” จุดอ่อนสำคัญของมาตรการ
หนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้น คือ เหตุใดรัฐบาลจึงยังจำกัดร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ทั้งที่ธุรกิจเหล่านี้ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย การตัดกลุ่มดังกล่าวออกจากโครงการ เท่ากับเป็นการตัดโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากที่อยู่ในระบบภาษี และมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและการผลิตในประเทศ นอกจากนี้ ร้านค้าในระบบภาษียังสามารถออก e-Tax Invoice ได้อย่างครบถ้วน ช่วยให้การใช้จ่ายโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดโอกาสการรั่วไหลของงบประมาณ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่รัฐให้ความสำคัญมาโดยตลอด
เดิมพันสำคัญ อยู่ที่ “ออกแบบมาตรการ” ไม่ใช่แค่ “อัดเม็ดเงิน”
ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ข้อเสนอจากทั้งภาควิชาการและภาคธุรกิจสะท้อนภาพชัดว่า ความสำเร็จของไทยช่วยไทยพลัส อาจไม่ได้อยู่ที่วงเงินงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบกลไกให้เม็ดเงินสามารถหมุนเวียนได้เต็มระบบ เพราะหากรัฐยังจำกัดช่องทางการใช้จ่าย และปล่อยให้กลุ่มค้าปลีกซึ่งเป็นหนึ่งใน ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจ’ ถูกกันออกจากมาตรการ ก็อาจทำให้โครงการขนาดใหญ่กลายเป็นเพียงแรงกระตุ้นระยะสั้น ที่ไม่สามารถสร้างแรงส่งต่อเนื่องให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง