Skip to content

‘ปานเทพ-รสนา’ พักร่วมวงถกพลังงาน กดดัน ‘เอกนัฏ’ รื้อโครงสร้างน้ำมันใน 7 วัน หลัง ปชช.แบกภาระวันละ 800 ล้าน

05 มิ.ย. 2569 | 11:32น.
‘ปานเทพ-รสนา’ พักร่วมวงถกพลังงาน กดดัน ‘เอกนัฏ’ รื้อโครงสร้างน้ำมันใน 7 วัน หลัง ปชช.แบกภาระวันละ 800 ล้าน

“ปานเทพ-รสนา” ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทยประกาศยุติเข้าร่วมประชุมคณะทำงานร่วมปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชนเป็นการชั่วคราว หลังหารือนานกว่า 2 เดือนยังไม่เห็นความคืบหน้าเป็นรูปธรรม ให้เวลา 7 วัน ขอความชัดเจน ชี้ประชาชนแบกภาระวันละ 800-1,000 ล้านบาท ขณะที่กระทรวงพลังงานยืนยันเดินหน้าตรวจสอบสต๊อกน้ำมันย้อนหลัง ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาข้อเสนอเพิ่มเติมภายในกรอบเวลา 1 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 มิถุนายน 2569) ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนได้เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเรียกร้องให้เร่งรัดการพิจารณาข้อเสนอที่คณะทำงานร่วมได้ข้อสรุปไว้ก่อนหน้านี้ทั้งลดค่าการกลั่น ค่าการตลาด โดยเฉพาะประเด็นการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนพลังงานที่เกี่ยวข้องกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย กล่าวว่า หลังการเข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะรายละเอียดการจัดเก็บและการชดเชยเงินจากน้ำมันแต่ละประเภท รวมถึงข้อมูลการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจน ซึ่งเครือข่ายต้องการทราบว่ากองทุนน้ำมันฯ นำเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินเข้ากองทุนวันละเท่าใด และนำเงินไปชดเชยราคาน้ำมันดีเซลวันละเท่าใด รวมถึงต้องการให้มีการเปิดเผยราคาไบโอดีเซลและเอทานอลที่แท้จริงต่อสาธารณะ

เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวมีผลต่อการคำนวณต้นทุนเชื้อเพลิงและโครงสร้างราคาน้ำมันโดยตรง ซึ่งการที่กระทรวงพลังงานไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถูกมองว่าเป็นกล่องมายากลในระบบพลังงานไทย เพราะประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการนำเงินจากเชื้อเพลิงประเภทใดไปอุดหนุนเชื้อเพลิงประเภทใด หรือมีต้นทุนที่แท้จริงเป็นอย่างไร

“เราขอข้อมูลเหล่านี้มานานกว่า 2 เดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ประชาชนจึงไม่สามารถตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงได้ และไม่รู้ว่ากองทุนน้ำมันฯ บริหารเงินอย่างไร”

จากการศึกษาของคณะทำงานร่วมพบว่าหากมีการปรับโครงสร้างราคาตามข้อเสนอที่จัดทำขึ้น จะสามารถลดราคาน้ำมันในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ได้ประมาณ 8 บาทต่อลิตร และลดราคาน้ำมันเบนซิน 95 ได้สูงสุดถึง 18 บาทต่อลิตร เมื่อเทียบกับต้นทุนอ้างอิงที่เหมาะสม แต่ขณะนี้การที่ปล่อยให้โครงสร้างราคาเดิมดำเนินต่อไป ประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นประมาณวันละ 800-1,000 ล้านบาท

ดังนั้นแม้แต่วันเดียวก็ไม่ควรปล่อยให้ล่าช้า จึงขอให้รัฐมนตรีให้ความชัดเจนภายใน 7 วัน เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องทางเทคนิคที่สามารถคำนวณจากข้อมูลตลาดโลกและสูตรราคาที่มีอยู่แล้ว จึงไม่ควรต้องใช้เวลาศึกษาเพิ่มเติมเป็นเวลานานหลายเดือน

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ทำให้เครือข่ายตัดสินใจยุติการประชุมชั่วคราว คือการที่กระทรวงพลังงานมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อศึกษาประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม เครือข่ายมองว่าข้อเสนอของคณะทำงานเดิมมีความพร้อมเพียงพอที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ กบง. ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติม การตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่มีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน และประกอบด้วยผู้แทนจากหลายหน่วยงาน

อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กรมธุรกิจพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กระทรวงพาณิชย์ สำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อย่างไรก็ตาม เครือข่ายตั้งข้อสังเกตว่าคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวไม่ได้กำหนดกรอบเวลาการทำงานไว้อย่างชัดเจนเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะที่ผ่านมาเรื่องนี้ก็ล่าช้ามาแล้วเกือบ 2 เดือน

นางสาวรสนา โตสิตระกูล นักเคลื่อนไหวด้านพลังงาน กล่าวว่า การยุติเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการถอนตัวจากการทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานอย่างถาวร แต่เป็นการส่งสัญญาณให้ภาครัฐเร่งดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้หลายประเด็น

โดยเฉพาะข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันที่อ้างอิงต้นทุนตลาดโลกและมุ่งลดภาระของผู้บริโภค ซึ่งในที่ประชุมไม่มีหน่วยงานใดคัดค้านข้อเสนอเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความกังวลให้ภาคประชาชนคือการที่กระทรวงพลังงานมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ขึ้นมาศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งที่เครือข่ายมองว่าข้อเสนอมีความพร้อมเพียงพอที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ กบง.ได้ทันที

“เราไม่ได้ใช้คำว่าถอนตัวแต่ใช้คำว่ายุติการประชุมชั่วคราว เพราะยังมีความหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะเร่งผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพราะหลายสิบปีที่ผ่านมา เรายังไม่ค่อยเห็นรัฐมนตรีพลังงานที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากเท่านี้ เดิมเราคาดหวังว่าหลังคณะทำงานได้ข้อสรุปแล้วเรื่องจะเข้าสู่ กบง. เพื่อพิจารณาตัดสินใจ แต่เมื่อมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาอีกชุด ก็ทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป และคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าวไม่ได้ระบุกรอบเวลาการทำงานไว้อย่างชัดเจน ขณะที่ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับภาระค่าพลังงานทุกวัน”

นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังรับหนังสือจากเครือข่ายภาคประชาชนว่า กระทรวงพลังงานยังไม่ได้มีการจ่ายเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกต และกำลังดำเนินการตรวจสอบสต๊อกน้ำมันย้อนหลังตั้งแต่เดือนมีนาคมอย่างละเอียด ดังนั้นขอยืนยันว่ากองทุนน้ำมันฯยังไม่ได้มีการจ่ายเงินในส่วนดังกล่าวให้รายใด

ขณะนี้กระทรวงกำลังตรวจสอบสต๊อกน้ำมันย้อนหลัง ทั้งในช่วงที่มีการตรึงราคาและช่วงที่ปล่อยให้ราคาปรับตามกลไกตลาด เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งการตรวจสอบจะครอบคลุมถึงกรณีการกักตุนสินค้า การใช้สต๊อกเดิมเพื่อแสวงหากำไร หรือพฤติกรรมที่อาจสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภค และยืนยันว่ากระทรวงพลังงานยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ กระทรวงยังได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาข้อเสนอด้านโครงสร้างราคาพลังงาน โดยมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน และกำหนดกรอบเวลาการทำงานเบื้องต้นไว้ 1 เดือน เพื่อรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ทั้งภาคประชาชน ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก่อนสรุปแนวทางเสนอเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำมัน พลังงาน