เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ตลาดรถแทรกเตอร์ทิ้งอีสานลงใต้ อานิสงส์‘ยางพารา-ปาล์ม’

11 มิ.ย. 2569 | 16:38น.
ตลาดรถแทรกเตอร์

ตลาดรถแทรกเตอร์

ตลาดรถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตรปี’69 เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจ แบงก์ ไฟแนนซ์เข้มสินเชื่อ หลายพื้นที่ยอดขายชะลอตัว โดยเฉพาะภาคอีสาน ขณะที่ธุรกิจค่ายรถจากจีน อินเดียแข่งเดือด หันมารุกตลาดภาคใต้แทน รับแรงหนุนจากราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้พยุงกำลังซื้อเกษตรกร

นายวินัย ปิ่นทองพันธ์ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปิ่นทองแทรคเตอร์ จ.พัทลุง ผู้แทนจำหน่าย รถแทรกเตอร์ รถไถ ภายใต้แบรนด์อิเซกิ (Iseki) และอุปกรณ์การเกษตร อะไหล่เครื่องจักรกลการเกษตร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดรถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตรทั้งประเทศในปี 2569 ยอดขายตกลงเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ 

ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ให้เกษตรกรชะลอการใช้จ่าย แม้ความต้องการใช้งานจริงจะยังคงมีอยู่สูงก็ตาม

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ คาดว่ายอดขายปีนี้จะลดลงประมาณ 10% จากที่ทำยอดขายได้เฉลี่ย 2,000 คัน/ปี ขณะที่แนวโน้มในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1,500-2,000 คัน ทั้งรถกลุ่มขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก

ปัจจุบันรถไถที่ทำยอดขายได้อันดับ 1 จะเป็นขนาด 50 แรงม้า ราคาประมาณ 600,000 บาท ซึ่งเป็นรถอเนกประสงค์ทำนา-ทำสวน ส่วนขนาดเล็ก 21-24 แรงม้า ราคาต่ำกว่า 400,000 บาท ได้รับความนิยมจากกลุ่มวัยเกษียณที่หันมาทำสวนตัดหญ้า ทั้งสวนผลไม้ สวนยาง สวนปาล์มน้ำมัน ทำสวนปลูกผัก ส่วนรถขนาดใหญ่ 70-90 แรงม้า ราคา 1-1.5 ล้านบาท จะเป็นงานขนาดใหญ่ เช่นโครงการถนน และทำไม้ยางพารา ลากไม้ซุง

นายวินัยกล่าวเพิ่มเติมว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ทุกค่ายทั้งรถจีน-อินเดียต่างอัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย บางบริษัทแจกเครื่องตัดหญ้า รวมถึงส่วนลด 10-20% อย่างไรก็ดี ค่ายรถต่าง ๆ หันลงมาทำตลาดภาคใต้มากขึ้น เนื่องจากภาคอีสานเป็นตลาดขนาดใหญ่หลักหมื่นคันต่อปี แต่ในปี 2569 ประสบปัญหาอุปสรรคสำคัญเรื่องเครดิตบูโร ทำให้ไฟแนนซ์ปล่อยสินเชื่อไม่ได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับตลาดภาคใต้ที่แม้เป็นกลุ่มตลาดเล็กมียอดขายหลักพันคันต่อปีเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยบวกจากราคาพืชผลทางการเกษตรหลักที่แข็งแกร่ง

เช่น ยางพารา ราคายังทรงตัวอยู่ที่ 50-80 บาท/กก. ปาล์มน้ำมัน ราคายังทรงตัวที่ 6-8 บาท/กก. และผลไม้ (ทุเรียน) ถือว่าราคาก็อยู่ในเกณฑ์ไม่ล้นตลาด ส่งผลให้แนวโน้มตลาดรถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตรในปี 2569 ทางภาคใต้จะยังดีกว่าภาคอื่น ๆ

สำหรับตลาดรถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตรที่ยังเป็นอันดับต้นคือคูโบต้า รองลงมาอิเซกิ นิวฮอลแลนด์ ยันม่าร์ เอฟเอ็มเวิลด์ มหินทรา จอห์นเดียร์ และที่เข้ามาทำตลาดใหม่คือโลโวลของจีน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยางพารา รถแทรกเตอร์