พายุ “ไม้สัก” จ่อเหนือ-อีสาน เกษตรฯ เตือนรีบระบายน้ำ ก่อนแปลงพัง
กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนเกษตรกรภาคเหนือ อีสานตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ รับมืออิทธิพลพายุโซนร้อน “ไม้สัก” แม้ศูนย์กลางพายุไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย แต่ร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงจะทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมากช่วง 3-6 กรกฎาคมนี้ พร้อมแนะเร่งระบายน้ำ ตัดแต่งกิ่ง ลดความเสียหายต่อผลผลิต และย้ำเกษตรกรปรับปรุงทะเบียนให้เป็นปัจจุบันเพื่อรักษาสิทธิรับเงินช่วยเหลือหากเกิดภัยพิบัติ
นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องพายุโซนร้อน “ไม้สัก” แม้ศูนย์กลางพายุจะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย แต่ร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงที่ปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้
นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2569 บริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง จึงขอให้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงเร่งเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่การเกษตร
นางอัญชลีกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรร่วมกันประเมินสถานการณ์และสำรวจพื้นที่เสี่ยง พร้อมดำเนินมาตรการป้องกันเบื้องต้น เช่น เปิดทางระบายน้ำออกจากแปลงปลูกเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง ตัดแต่งกิ่งไม้เพื่อลดความเสียหายจากแรงลม และติดตามประกาศพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด หากต้องการคำแนะนำหรือความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้รีบประสานเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลในพื้นที่ทันที
ในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบภัย นางอัญชลีกล่าวว่า การพิจารณาให้ความช่วยเหลือจะอ้างอิงข้อมูลจากทะเบียนเกษตรกร ดังนั้น เกษตรกรควรตรวจสอบและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันก่อนเกิดภัย หากจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว จะต้องยื่นคำขอรับความช่วยเหลือภายใน 90 วันนับแต่วันเกิดภัย
สำหรับการช่วยเหลือด้านพืช จะเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัย และมีพื้นที่ได้รับความเสียหายจริงในเขตที่ประกาศให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ จะได้รับความช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว ไร่ละ 1,340 บาท พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 1,980 บาท และไม้ผล ไม้ยืนต้น รวมถึงพืชอื่น ๆ ไร่ละ 4,048 บาท
หลังเกิดภัย เจ้าหน้าที่เกษตรตำบลจะเข้าแจ้งสิทธิและอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร รวมทั้งประสานการช่วยเหลือในพื้นที่ โดยเกษตรกรสามารถยื่นแบบ กษ 01 ได้ด้วยตนเองที่สำนักงานเกษตรตำบล ผ่านผู้นำชุมชน หรือสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ประสบภัย จากนั้นเจ้าหน้าที่และคณะอนุกรรมการตรวจสอบความเสียหายระดับหมู่บ้านจะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายร่วมกับเกษตรกร ก่อนประกาศผลและเปิดให้ตรวจสอบข้อมูล พร้อมสามารถติดตามสถานะการช่วยเหลือผ่านเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ต่อไป
