ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านส่อแววไม่บานปลาย
ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงหลังสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านส่อแววไม่บานปลาย ท่ามกลางอุปทานรัสเซียตึงตัวหลังถูกโดรนยูเครนโจมตี
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคามีดังนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงในวันศุกร์ที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มเข้าสู่ช่วงชะลอความรุนแรงลงชั่วคราว โดยไม่มีรายงานการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ในรอบวัน ประกอบกับความคาดหวังว่าการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จะสามารถกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง
หลังมีการเปิดเผยว่าตัวแทนเจรจาจากประเทศกาตาร์ได้เดินทางเยือนอิหร่านเพื่อเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง ในความพยายามที่จะลดระดับความตึงเครียดและสร้างเงื่อนไขสำหรับแนวทางการเจรจาในวงกว้างที่จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า
โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 10 ก.ค. 2569 อยู่ที่ 71.41 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง -0.67 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 76.01 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง -0.29 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศอย่างชัดเจนผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าข้อตกลงหยุดยิง (Ceasefire) ชั่วคราวในเดือนที่ผ่านมาได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งทรัมป์ระบุว่าสหรัฐและอิหร่านได้เห็นชอบร่วมกันที่จะดำเนินกระบวนการเจรจาต่อไป
ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐที่เปิดเผยว่าผลการหารือในระบบปิดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเป็นไปในทิศทางที่น่าพึงพอใจและเกิดประสิทธิผล ประกอบกับท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตัดสินใจที่จะหลีกเลี่ยงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านโดยตรง โดยมุ่งเน้นไปที่การโจมตีทางทหารเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยในรายงานแนวโน้มตลาดน้ำมันประจำเดือนว่า ทางหน่วยงานได้ปรับลดคาดการณ์อุปทานน้ำมันดิบของรัสเซียในปีนี้และปีหน้าลง 0.09 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ 0.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามลำดับ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเฉลี่ยตลอดช่วงคาดการณ์ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 8.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เนื่องจากข้อจำกัดทางโครงสร้างพื้นฐานหลังสถานพยาบาลและโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยโดรนจากกองทัพยูเครนอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพื่อหวังตัดท่อน้ำเลี้ยงในภาคพลังงานของรัฐบาลมอสโก ซึ่งการลดลงของกำลังการผลิตจากผู้ผลิตรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกนี้ เป็นปัจจัยบวกช่วยหนุนและจำกัดขาลงของราคาน้ำมันดิบโลก
