เกาะปมร้อนสกัด “รถบรรทุกจีน” วิ่งหลุดเส้นทางในไทย พร้อมทำความรู้จัก GMS กับกรอบขนส่ง 6 ประเทศ
จากกรณีข่าวล่าสุดที่กรมการขนส่งทางบกและตำรวจทางหลวงชุมพรเข้าตั้งด่านสกัดรถบรรทุกจีน หลังพบว่ามีการขับรถออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุมัติ โดยวิ่งเลยลงไปถึงจังหวัดชุมพร จนนำไปสู่การสกัดจับอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
หลายภาคส่วนตั้งคำถามว่า รถบรรทุกเหล่านี้ สามารถวิ่งมาถึง อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้อย่างไร เพราะถือเป็นการละเมิดการกำกับดูแลและข้อตกลงการขนส่งข้ามพรมแดน ซึ่งมีรากฐานมาจากกรอบความร่วมมือ GMS ที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทางบกควบคู่ไปกับการจัดระเบียบกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ หรือไม่
วันนี้ ประชาชาติธุรกิจ รวบรวมที่ไปที่มาเกี่ยวกับความสำคัญของ GMS เพื่อชี้ให้เห็นถึงกรอบกติการและความสำคัญของเรื่องนี้
ในโลกของการขนส่งและโลจิสติกส์ยุคใหม่ การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างประเทศถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเติบโตทางการค้าและการลงทุนสูงอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการวางรากฐานและพัฒนาการขนส่งทางบกคือ GMS (Greater Mekong Subregion) หรือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
ความร่วมมือ GMS ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างถนนหรือสะพานเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวม 6 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงเข้าด้วยกัน เพื่อทลายอุปสรรคทางการค้า การขนส่ง และข้อจำกัดด้านกฎระเบียบข้ามพรมแดน เปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่เคยเป็นสมรภูมิความขัดแย้งในอดีตให้กลายเป็นตลาดการค้าและฐานการผลิตที่เข้มแข็งในระดับโลก
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์การจัดตั้งโครงการ GMS
โครงการ GMS ริเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) โดยความร่วมมือของ 6 ประเทศภาคีสมาชิก ได้แก่ ไทย, เมียนมา, สปป.ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม และจีน (เฉพาะมณฑลยูนนานและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง) โดยได้รับแนวคิดและการสนับสนุนหลักทั้งทางด้านวิชาการและการเงินจาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB)
อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมีพื้นที่รวมกันประมาณ 2.3 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับขนาดพื้นที่ของยุโรปตะวันตก มีประชากรรวมกันกว่า 250 ล้านคน และอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย ด้วยตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ อนุภูมิภาคนี้จึงทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยง (Land Bridge) สำคัญระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้ง GMS
- ส่งเสริมการขยายตัวทางการค้าและการลงทุน: สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากภายนอกเข้าสู่ภูมิภาค
- พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม: เชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางรางให้เป็นเครือข่ายเดียว
- ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน: สร้างงาน กระจายรายได้สู่พื้นที่ชายแดน และลดปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน
- ส่งเสริมความร่วมมือเฉพาะด้าน: การถ่ายทอดเทคโนโลยี การศึกษา การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการท่องเที่ยว
หมุดหมายสำคัญทางการเมืองและยุทธศาสตร์
จุดเปลี่ยนสำคัญของ GMS เกิดขึ้นในการประชุมผู้นำ GMS Summit ครั้งที่ 2 ณ นครคุนหมิง ประเทศจีน เมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยผู้นำทั้ง 6 ประเทศได้ร่วมกันลงนามใน “แถลงการณ์ร่วมคุนหมิง” (Kunming Declaration) เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการเร่งรัดการพัฒนาความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดน (GMS CBTA) การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการเชื่อมโยงระบบพลังงาน
กลไกการทำงานและ 9 สาขาความร่วมมือหลัก
เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ GMS ได้กำหนดโครงสร้างการทำงานและแบ่งสาขาความร่วมมือออกเป็น 9 ด้านหลัก ดังนี้:
9 สาขาความร่วมมือของ GMS
- คมนาคมขนส่ง: การพัฒนาถนน สะพาน ท่าเรือ และระบบราง
- โทรคมนาคม: การพัฒนาโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
- พลังงาน : การซื้อขายไฟฟ้าและการพัฒนาสายส่งไฟฟ้าร่วมกัน
- การค้า : การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลดอุปสรรคทางภาษี
- การลงทุน : การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน
- การเกษตร : การพัฒนาความมั่นคงทางอาหารและการค้าสินค้าเกษตรปลอดภัย
- สิ่งแวดล้อม : การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการทรัพยากรน้ำ
- ท่องเที่ยว: การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภายใต้แนวคิด “Six Countries, One Destination”
- การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ : การพัฒนาทักษะแรงงานและการควบคุมโรคติดต่อ
กลไกการขับเคลื่อน 4 ระดับ
- การประชุมระดับผู้นำ (GMS Summit): จัดขึ้นทุกๆ 3 ปี เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์สูงสุด
- การประชุมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Meeting): จัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อทบทวนความคืบหน้าและอนุมัติแผนงาน
- การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials’ Meeting): จัดขึ้นปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อกลั่นกรองงานและเตรียมการประชุมระดับรัฐมนตรี
- การประชุมระดับคณะทำงาน (Working Group Meeting): ดำเนินการในแต่ละสาขาความร่วมมือเพื่อประสานงานและติดตามผลปฏิบัติการอย่างใกล้ชิด
alémจากนี้ GMS ยังได้กำหนด แผนงานลำดับความสำคัญสูง (Flagship Programs) 11 แผนงาน เพื่อเป็นกรอบในการจัดสรรงบประมาณและการพัฒนาร่วมกัน โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างระเบียงเศรษฐกิจและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
เจาะลึก 3 ระเบียงเศรษฐกิจหลักด้านการขนส่งทางบก
ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของ GMS ในด้านการขนส่งทางบก คือการเปลี่ยน “เส้นทางขนส่ง” (Transport Corridor) ให้กลายเป็น “ระเบียงเศรษฐกิจ” (Economic Corridor) ที่มีการพัฒนาเมือง นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้าตลอดสองข้างทาง โดยมี 3 เส้นทางหลักที่เชื่อมโยงประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่:
1. แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor: NSEC)
ระเบียงเศรษฐกิจ NSEC เป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมโยงตอนใต้ของจีน เข้ากับ สปป.ลาว เมียนมา และไทย มุ่งตรงสู่ภาคกลางของประเทศไทย มีเส้นทางสำคัญดังนี้:
- เส้นทาง R3A: เชื่อมโยงจากคุนหมิง (จีน) – เชียงรุ้ง – หลวงน้ำทา (ลาว) – ห้วยทราย – ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เข้าสู่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย (ไทย)
- เส้นทาง R3B: เชื่อมโยงจากคุนหมิง (จีน) – เชียงรุ้ง – เชียงตุง (เมียนมา) – เข้าสู่อำเภอแม่สาย จ.เชียงราย (ไทย)
- เส้นทางห้วยโก๋น – ปากแบ่ง: เชื่อมโยง จ.น่าน (ไทย) เข้าสู่เมืองเงิน แขวงไชยบุรี และปากแบ่ง แขวงอุดมไชย (ลาว) เชื่อมต่อไปยังหลวงพระบางและจีน
ความสำคัญทางการค้า: NSEC เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าเกษตรที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้สดจากไทย (เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย) ไปยังตลาดจีน ซึ่งเดิมต้องใช้เวลาขนส่งทางเรือนานหลายสัปดาห์ แต่การขนส่งทางบกผ่าน NSEC ช่วยลดเวลาเหลือเพียง 2-3 วัน ทำให้สินค้ายังคงความสดใหม่และมีมูลค่าสูง
2. แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC)
ระเบียงเศรษฐกิจ EWEC เป็นเส้นทางสายยุทธศาสตร์ที่เชื่อมจากมหาสมุทรอินเดียไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก ตัดผ่านกลางแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาค ระยะทางรวมประมาณ 1,450 กิโลเมตร:
- จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด: เริ่มต้นจากเมืองเมาะลำไย (เมียนมา) ผ่านไทย สปป.ลาว และสิ้นสุดที่เมืองท่าดานัง (เวียดนาม)
- เส้นทางในประเทศไทย: ผ่านด่านแม่สอด จ.ตาก – พิษณุโลก – ขอนแก่น – มุกดาหาร ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เข้าสู่สะหวันนะเขต (ลาว) ผ่านเส้นทางหมายเลข 9 ไปยังด่านลาวบ๋าว และตรงสู่เมืองเว้และท่าเรือดานัง (เวียดนาม)
ความสำคัญทางการค้า: EWEC ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมหาศาลสำหรับสินค้าที่ต้องการส่งออกไปยังเวียดนาม จีนตอนใต้ หรือทะลุออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ไทยใช้ประโยชน์จากท่าเรือน้ำลึกเมาะลำไยในเมียนมาเพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดียได้ในอนาคต
3. แนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC)
ระเบียงเศรษฐกิจ SEC เป็นเส้นทางเชื่อมโยงศูนย์กลางเศรษฐกิจและภาคการผลิตของไทย กัมพูชา และเวียดนาม:
- เส้นทางหลัก: กรุงเทพฯ – อรัญประเทศ (จ.สระแก้ว) – ปอยเปต – พนมเปญ (กัมพูชา) – บาเวต – มกไบ – นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) – ท่าเรือหวุงเต่า
- เส้นทางชายฝั่งทะเล (R10): ตราด – เกาะกง – สแรแอมปึล (กัมพูชา) – กำปอต – ฮาเตียน – คาเมา (เวียดนาม)
ความสำคัญทางการค้า: SEC เป็นเส้นทางสายหลักสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตและการเชื่อมโยง ห่วงโซ่อุปทาน เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และอะไหล่ยานยนต์ นอกจากนี้ยังรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการค้าชายแดนและธุรกิจ E-commerce ข้ามพรมแดน
GMS CBTA: ข้อตกลงคล้องล็อก ขนส่งข้ามพรมแดนไร้รอยต่อ
แม้จะมีการก่อสร้างถนนและสะพานเชื่อมต่อกันแล้ว แต่ในอดีตการขนส่งข้ามพรมแดนยังคงประสบปัญหาอุปสรรคทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของแต่ละประเทศ เช่น รถบรรทุกของไทยไม่สามารถวิ่งเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านได้ ต้องทำการ “ถ่ายลำสินค้า” (Transshipment) ที่บริเวณชายแดน ซึ่งทำให้เสียเวลา เพิ่มต้นทุน และเสี่ยงต่อความเสียหายของสินค้า
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ประเทศสมาชิกจึงได้ร่วมกันจัดทำ ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Cross-Border Transport Facilitation Agreement: CBTA) ซึ่งถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ในการปลดล็อกการขนส่งทางบก
[กรอบความร่วมมือ GMS CBTA]
│
├──► 1. ใบอนุญาตขนส่ง (GMS Road Transport Permit)
│ └─ วิ่งตรงข้ามประเทศ ไม่ต้องถ่ายลำสินค้า
│
├──► 2. พิธีการศุลกากร ณ จุดเดียว (SSI & SWI)
│ └─ ตรวจสอบเอกสารและสินค้าแบบเบ็ดเสร็จ
│
└──► 3. ระบบค้ำประกันภาษีศุลกากร
└─ รถและสินค้าผ่านแดนไม่ต้องวางเงินประกันซ้ำซ้อน
สาระสำคัญของ GMS CBTA
- ระบบใบอนุญาตขนส่งข้ามแดน (GMS Road Transport Permit): อนุญาตให้รถบรรทุกและรถโดยสารที่ได้รับสิทธิ์ สามารถวิ่งผ่านแดนไปยังประเทศสมาชิกตามเส้นทางที่กำหนดได้โดยตรง โดยไม่ต้องหยุดถ่ายลงรถของประเทศปลายทาง
- การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร:
- Single-Stop Inspection (SSI): การตรวจร่วม ณ จุดเดียว โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรของทั้งสองประเทศร่วมกันตรวจสอบสินค้า ณ จุดด่านพรมแดนเดียวกัน
- Single-Window Inspection (SWI): การตรวจเอกสารแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
- ระบบค้ำประกันภาษีศุลกากร (Customs Transit System): มีการใช้ระบบประกันภัยบุคคลที่สามและเอกสารค้ำประกันร่วม ทำให้สินค้าที่วิ่งผ่านแดนไม่ต้องวางเงินประกันภาษีซ้ำซ้อนในแต่ละประเทศที่ขับผ่าน
โควตาและเงื่อนไขการจัดสรรรถขนส่งของไทย
ภายใต้บันทึกความเข้าใจระยะแรกเริ่ม (Early Harvest) ของ GMS CBTA ได้มีการกำหนดโควตากลางสำหรับรถขนส่งสินค้าและรถโดยสารไว้ที่ ประเทศละ 500 คัน
ในส่วนของประเทศไทย กรมการขนส่งทางบก เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาจัดสรรโควตา 500 คัน ให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งไทยที่มีความพร้อม โดยกระจายให้แก่บริษัทโลจิสติกส์ทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลาง (ประมาณ 40-60 บริษัท) เช่น บริษัท มนต์ทรานสปอร์ต จำกัด, บริษัท ศิริมงคลโลจิสติกส์ จำกัด, บริษัท ก.เกียรติชัยพัฒนาขนส่ง จำกัด, บริษัท สหธรรม ทรานสปอร์ต (1996) จำกัด และบริษัท เค.เอ็น.อาร์.กรุ๊พ จำกัด เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีการทำความตกลงจำกัดโควตาในแต่ละเส้นทางจับคู่ (IICBTA) เพื่อควบคุมปริมาณการจราจร เช่น:
- เส้นทาง ไทย – ลาว – เวียดนาม (สาย R9): โควตาสินค้าฝ่ายไทยอยู่ที่ประมาณ 400 คัน
- เส้นทาง ไทย – กัมพูชา: โควตาอยู่ที่ประมาณ 150 คัน
- เส้นทาง ไทย – เมียนมา: โควตานำร่องอยู่ที่ประมาณ 100 คัน
รถบรรทุกที่ได้รับสิทธิ์จะต้องติดสติกเกอร์ GMS พกเอกสารนำเข้ายานพาหนะชั่วคราว (Temporary Admission Document: TAD) มีใบขับขี่สากล และทำประกันภัยตามที่ประเทศปลายทางกำหนด
บทบาทของไทยและผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์
ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประเทศไทยจึงอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบที่สุดในการพัฒนาไปสู่การเป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค (Regional Logistics Hub)
ผลกระทบต่อภาคการค้าและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน
- การเติบโตของการค้าชายแดน: จังหวัดชายแดนของไทย เช่น เชียงราย ตาก มุกดาหาร นครพนม และสระแก้ว ยกระดับจากเมืองผ่านกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ
- การตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ: เกิดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมชายแดน เพื่อรองรับการนำเข้าวัตถุดิบแปรรูปและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคลังสินค้า: ธุรกิจคลังสินค้าปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเน้นระบบ Cross Docking (การรับและกระจายสินค้าทันทีโดยไม่จัดเก็บยาวนาน) รวมถึงการขยายตัวของ Bonded Warehouse (คลังสินค้าทัณฑ์บน) เพื่อรองรับสินค้าผ่านแดน
ตารางสรุปเปรียบเทียบ 3 เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ GMS
| ระเบียงเศรษฐกิจ | เส้นทางหลัก | ประเทศที่เชื่อมโยง | สินค้าและอุตสาหกรรมหลัก |
| NSEC (เหนือ-ใต้) | R3A, R3B, ห้วยโก๋น-ปากแบ่ง | จีน, ลาว, เมียนมา, ไทย | สินค้าเกษตร, ผลไม้สด, สินค้าอุปโภคบริโภค |
| EWEC (ตะวันออก-ตะวันตก) | สาย R9 (แม่สอด-มุกดาหาร-สะหวันนะเขต-ดานัง) | เมียนมา, ไทย, ลาว, เวียดนาม | ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, สินค้าผ่านแดนไปผ่าท่าเรือดานัง |
| SEC (ตอนใต้) | กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ-พนมเปญ-โฮจิมินห์ / R10 | ไทย, กัมพูชา, เวียดนาม | อะไหล่ยานยนต์, สิ่งทอ, สินค้า E-commerce |
อ้างอิงข้อมูลจาก
- https://mfa.go.th/th/content/5d5bcc2715e39c306000a35f?cate=5d5bcb4e15e39c3060006872
- https://mfa.go.th/th/content/5d5bcc2715e39c306000a35f?cate=5d5bcb4e15e39c3060006872
- https://www.greatermekong.org/g/sites/default/files/CBTA-2024/2024%20THA%20Early%20Harvest%20Brochure%20THA.pdf