เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
จากแสนสิริสู่ผู้นำประเทศ: “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout ยกระดับแคมเปญภาคเอกชนสู่ “วาระแห่งชาติ” พลิกโฉมโครงสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทย
Real Estate จากแสนสิริสู่ผู้นำประเทศ: “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout ยกระดับแคมเปญภาคเอกชนสู่ “วาระแห่งชาติ” พลิกโฉมโครงสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทย
‘อนุทิน’ ชี้ 1 ปี ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำประชาชนใช้ชีวิตได้ไม่ต้องกังวล
Politics ‘อนุทิน’ ชี้ 1 ปี ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำประชาชนใช้ชีวิตได้ไม่ต้องกังวล
น้ำมันไทยไม่ขาด มีสำรองใช้ 108 วัน พร้อมดึงกองทุนฯ ลดราคา แม้ติดลบ 6.4 หมื่นล้าน
Economic น้ำมันไทยไม่ขาด มีสำรองใช้ 108 วัน พร้อมดึงกองทุนฯ ลดราคา แม้ติดลบ 6.4 หมื่นล้าน
ดูทั้งหมด

เกาะปมร้อนสกัด “รถบรรทุกจีน” วิ่งหลุดเส้นทางในไทย พร้อมทำความรู้จัก GMS กับกรอบขนส่ง 6 ประเทศ

22 ก.ค. 2569 | 09:05น.

จากกรณีข่าวล่าสุดที่กรมการขนส่งทางบกและตำรวจทางหลวงชุมพรเข้าตั้งด่านสกัดรถบรรทุกจีน หลังพบว่ามีการขับรถออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุมัติ โดยวิ่งเลยลงไปถึงจังหวัดชุมพร จนนำไปสู่การสกัดจับอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลายภาคส่วนตั้งคำถามว่า รถบรรทุกเหล่านี้ สามารถวิ่งมาถึง อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้อย่างไร เพราะถือเป็นการละเมิดการกำกับดูแลและข้อตกลงการขนส่งข้ามพรมแดน ซึ่งมีรากฐานมาจากกรอบความร่วมมือ GMS ที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทางบกควบคู่ไปกับการจัดระเบียบกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ หรือไม่

วันนี้ ประชาชาติธุรกิจ รวบรวมที่ไปที่มาเกี่ยวกับความสำคัญของ GMS เพื่อชี้ให้เห็นถึงกรอบกติการและความสำคัญของเรื่องนี้

ในโลกของการขนส่งและโลจิสติกส์ยุคใหม่ การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างประเทศถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเติบโตทางการค้าและการลงทุนสูงอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการวางรากฐานและพัฒนาการขนส่งทางบกคือ GMS (Greater Mekong Subregion) หรือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ความร่วมมือ GMS ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างถนนหรือสะพานเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวม 6 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงเข้าด้วยกัน เพื่อทลายอุปสรรคทางการค้า การขนส่ง และข้อจำกัดด้านกฎระเบียบข้ามพรมแดน เปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่เคยเป็นสมรภูมิความขัดแย้งในอดีตให้กลายเป็นตลาดการค้าและฐานการผลิตที่เข้มแข็งในระดับโลก

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์การจัดตั้งโครงการ GMS

โครงการ GMS ริเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) โดยความร่วมมือของ 6 ประเทศภาคีสมาชิก ได้แก่ ไทย, เมียนมา, สปป.ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม และจีน (เฉพาะมณฑลยูนนานและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง) โดยได้รับแนวคิดและการสนับสนุนหลักทั้งทางด้านวิชาการและการเงินจาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB)

อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมีพื้นที่รวมกันประมาณ 2.3 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับขนาดพื้นที่ของยุโรปตะวันตก มีประชากรรวมกันกว่า 250 ล้านคน และอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย ด้วยตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ อนุภูมิภาคนี้จึงทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยง (Land Bridge) สำคัญระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้ง GMS

  1. ส่งเสริมการขยายตัวทางการค้าและการลงทุน: สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากภายนอกเข้าสู่ภูมิภาค
  2. พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม: เชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางรางให้เป็นเครือข่ายเดียว
  3. ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน: สร้างงาน กระจายรายได้สู่พื้นที่ชายแดน และลดปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน
  4. ส่งเสริมความร่วมมือเฉพาะด้าน: การถ่ายทอดเทคโนโลยี การศึกษา การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการท่องเที่ยว

หมุดหมายสำคัญทางการเมืองและยุทธศาสตร์

จุดเปลี่ยนสำคัญของ GMS เกิดขึ้นในการประชุมผู้นำ GMS Summit ครั้งที่ 2 ณ นครคุนหมิง ประเทศจีน เมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยผู้นำทั้ง 6 ประเทศได้ร่วมกันลงนามใน “แถลงการณ์ร่วมคุนหมิง” (Kunming Declaration) เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการเร่งรัดการพัฒนาความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดน (GMS CBTA) การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการเชื่อมโยงระบบพลังงาน

กลไกการทำงานและ 9 สาขาความร่วมมือหลัก

เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ GMS ได้กำหนดโครงสร้างการทำงานและแบ่งสาขาความร่วมมือออกเป็น 9 ด้านหลัก ดังนี้:

9 สาขาความร่วมมือของ GMS

  • คมนาคมขนส่ง: การพัฒนาถนน สะพาน ท่าเรือ และระบบราง
  • โทรคมนาคม: การพัฒนาโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
  • พลังงาน : การซื้อขายไฟฟ้าและการพัฒนาสายส่งไฟฟ้าร่วมกัน
  • การค้า : การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลดอุปสรรคทางภาษี
  • การลงทุน : การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน
  • การเกษตร : การพัฒนาความมั่นคงทางอาหารและการค้าสินค้าเกษตรปลอดภัย
  • สิ่งแวดล้อม : การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการทรัพยากรน้ำ
  • ท่องเที่ยว: การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภายใต้แนวคิด “Six Countries, One Destination”
  • การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ : การพัฒนาทักษะแรงงานและการควบคุมโรคติดต่อ

กลไกการขับเคลื่อน 4 ระดับ

  1. การประชุมระดับผู้นำ (GMS Summit): จัดขึ้นทุกๆ 3 ปี เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์สูงสุด
  2. การประชุมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Meeting): จัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อทบทวนความคืบหน้าและอนุมัติแผนงาน
  3. การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials’ Meeting): จัดขึ้นปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อกลั่นกรองงานและเตรียมการประชุมระดับรัฐมนตรี
  4. การประชุมระดับคณะทำงาน (Working Group Meeting): ดำเนินการในแต่ละสาขาความร่วมมือเพื่อประสานงานและติดตามผลปฏิบัติการอย่างใกล้ชิด

alémจากนี้ GMS ยังได้กำหนด แผนงานลำดับความสำคัญสูง (Flagship Programs) 11 แผนงาน เพื่อเป็นกรอบในการจัดสรรงบประมาณและการพัฒนาร่วมกัน โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างระเบียงเศรษฐกิจและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

เจาะลึก 3 ระเบียงเศรษฐกิจหลักด้านการขนส่งทางบก

ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของ GMS ในด้านการขนส่งทางบก คือการเปลี่ยน “เส้นทางขนส่ง” (Transport Corridor) ให้กลายเป็น “ระเบียงเศรษฐกิจ” (Economic Corridor) ที่มีการพัฒนาเมือง นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้าตลอดสองข้างทาง โดยมี 3 เส้นทางหลักที่เชื่อมโยงประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่:

1. แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor: NSEC)

ระเบียงเศรษฐกิจ NSEC เป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมโยงตอนใต้ของจีน เข้ากับ สปป.ลาว เมียนมา และไทย มุ่งตรงสู่ภาคกลางของประเทศไทย มีเส้นทางสำคัญดังนี้:

  • เส้นทาง R3A: เชื่อมโยงจากคุนหมิง (จีน) – เชียงรุ้ง – หลวงน้ำทา (ลาว) – ห้วยทราย – ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เข้าสู่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย (ไทย)
  • เส้นทาง R3B: เชื่อมโยงจากคุนหมิง (จีน) – เชียงรุ้ง – เชียงตุง (เมียนมา) – เข้าสู่อำเภอแม่สาย จ.เชียงราย (ไทย)
  • เส้นทางห้วยโก๋น – ปากแบ่ง: เชื่อมโยง จ.น่าน (ไทย) เข้าสู่เมืองเงิน แขวงไชยบุรี และปากแบ่ง แขวงอุดมไชย (ลาว) เชื่อมต่อไปยังหลวงพระบางและจีน

ความสำคัญทางการค้า: NSEC เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าเกษตรที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้สดจากไทย (เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย) ไปยังตลาดจีน ซึ่งเดิมต้องใช้เวลาขนส่งทางเรือนานหลายสัปดาห์ แต่การขนส่งทางบกผ่าน NSEC ช่วยลดเวลาเหลือเพียง 2-3 วัน ทำให้สินค้ายังคงความสดใหม่และมีมูลค่าสูง

2. แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC)

ระเบียงเศรษฐกิจ EWEC เป็นเส้นทางสายยุทธศาสตร์ที่เชื่อมจากมหาสมุทรอินเดียไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก ตัดผ่านกลางแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาค ระยะทางรวมประมาณ 1,450 กิโลเมตร:

  • จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด: เริ่มต้นจากเมืองเมาะลำไย (เมียนมา) ผ่านไทย สปป.ลาว และสิ้นสุดที่เมืองท่าดานัง (เวียดนาม)
  • เส้นทางในประเทศไทย: ผ่านด่านแม่สอด จ.ตาก – พิษณุโลก – ขอนแก่น – มุกดาหาร ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เข้าสู่สะหวันนะเขต (ลาว) ผ่านเส้นทางหมายเลข 9 ไปยังด่านลาวบ๋าว และตรงสู่เมืองเว้และท่าเรือดานัง (เวียดนาม)

ความสำคัญทางการค้า: EWEC ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมหาศาลสำหรับสินค้าที่ต้องการส่งออกไปยังเวียดนาม จีนตอนใต้ หรือทะลุออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ไทยใช้ประโยชน์จากท่าเรือน้ำลึกเมาะลำไยในเมียนมาเพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดียได้ในอนาคต

3. แนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC)

ระเบียงเศรษฐกิจ SEC เป็นเส้นทางเชื่อมโยงศูนย์กลางเศรษฐกิจและภาคการผลิตของไทย กัมพูชา และเวียดนาม:

  • เส้นทางหลัก: กรุงเทพฯ – อรัญประเทศ (จ.สระแก้ว) – ปอยเปต – พนมเปญ (กัมพูชา) – บาเวต – มกไบ – นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) – ท่าเรือหวุงเต่า
  • เส้นทางชายฝั่งทะเล (R10): ตราด – เกาะกง – สแรแอมปึล (กัมพูชา) – กำปอต – ฮาเตียน – คาเมา (เวียดนาม)

ความสำคัญทางการค้า: SEC เป็นเส้นทางสายหลักสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตและการเชื่อมโยง ห่วงโซ่อุปทาน เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และอะไหล่ยานยนต์ นอกจากนี้ยังรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการค้าชายแดนและธุรกิจ E-commerce ข้ามพรมแดน

GMS CBTA: ข้อตกลงคล้องล็อก ขนส่งข้ามพรมแดนไร้รอยต่อ

แม้จะมีการก่อสร้างถนนและสะพานเชื่อมต่อกันแล้ว แต่ในอดีตการขนส่งข้ามพรมแดนยังคงประสบปัญหาอุปสรรคทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของแต่ละประเทศ เช่น รถบรรทุกของไทยไม่สามารถวิ่งเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านได้ ต้องทำการ “ถ่ายลำสินค้า” (Transshipment) ที่บริเวณชายแดน ซึ่งทำให้เสียเวลา เพิ่มต้นทุน และเสี่ยงต่อความเสียหายของสินค้า

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ประเทศสมาชิกจึงได้ร่วมกันจัดทำ ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Cross-Border Transport Facilitation Agreement: CBTA) ซึ่งถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ในการปลดล็อกการขนส่งทางบก

[กรอบความร่วมมือ GMS CBTA]
       │
       ├──► 1. ใบอนุญาตขนส่ง (GMS Road Transport Permit)
       │       └─ วิ่งตรงข้ามประเทศ ไม่ต้องถ่ายลำสินค้า
       │
       ├──► 2. พิธีการศุลกากร ณ จุดเดียว (SSI & SWI)
       │       └─ ตรวจสอบเอกสารและสินค้าแบบเบ็ดเสร็จ
       │
       └──► 3. ระบบค้ำประกันภาษีศุลกากร
               └─ รถและสินค้าผ่านแดนไม่ต้องวางเงินประกันซ้ำซ้อน

สาระสำคัญของ GMS CBTA

  1. ระบบใบอนุญาตขนส่งข้ามแดน (GMS Road Transport Permit): อนุญาตให้รถบรรทุกและรถโดยสารที่ได้รับสิทธิ์ สามารถวิ่งผ่านแดนไปยังประเทศสมาชิกตามเส้นทางที่กำหนดได้โดยตรง โดยไม่ต้องหยุดถ่ายลงรถของประเทศปลายทาง
  2. การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร:
    • Single-Stop Inspection (SSI): การตรวจร่วม ณ จุดเดียว โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรของทั้งสองประเทศร่วมกันตรวจสอบสินค้า ณ จุดด่านพรมแดนเดียวกัน
    • Single-Window Inspection (SWI): การตรวจเอกสารแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
  3. ระบบค้ำประกันภาษีศุลกากร (Customs Transit System): มีการใช้ระบบประกันภัยบุคคลที่สามและเอกสารค้ำประกันร่วม ทำให้สินค้าที่วิ่งผ่านแดนไม่ต้องวางเงินประกันภาษีซ้ำซ้อนในแต่ละประเทศที่ขับผ่าน

โควตาและเงื่อนไขการจัดสรรรถขนส่งของไทย

ภายใต้บันทึกความเข้าใจระยะแรกเริ่ม (Early Harvest) ของ GMS CBTA ได้มีการกำหนดโควตากลางสำหรับรถขนส่งสินค้าและรถโดยสารไว้ที่ ประเทศละ 500 คัน

ในส่วนของประเทศไทย กรมการขนส่งทางบก เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาจัดสรรโควตา 500 คัน ให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งไทยที่มีความพร้อม โดยกระจายให้แก่บริษัทโลจิสติกส์ทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลาง (ประมาณ 40-60 บริษัท) เช่น บริษัท มนต์ทรานสปอร์ต จำกัด, บริษัท ศิริมงคลโลจิสติกส์ จำกัด, บริษัท ก.เกียรติชัยพัฒนาขนส่ง จำกัด, บริษัท สหธรรม ทรานสปอร์ต (1996) จำกัด และบริษัท เค.เอ็น.อาร์.กรุ๊พ จำกัด เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการทำความตกลงจำกัดโควตาในแต่ละเส้นทางจับคู่ (IICBTA) เพื่อควบคุมปริมาณการจราจร เช่น:

  • เส้นทาง ไทย – ลาว – เวียดนาม (สาย R9): โควตาสินค้าฝ่ายไทยอยู่ที่ประมาณ 400 คัน
  • เส้นทาง ไทย – กัมพูชา: โควตาอยู่ที่ประมาณ 150 คัน
  • เส้นทาง ไทย – เมียนมา: โควตานำร่องอยู่ที่ประมาณ 100 คัน

รถบรรทุกที่ได้รับสิทธิ์จะต้องติดสติกเกอร์ GMS พกเอกสารนำเข้ายานพาหนะชั่วคราว (Temporary Admission Document: TAD) มีใบขับขี่สากล และทำประกันภัยตามที่ประเทศปลายทางกำหนด

บทบาทของไทยและผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประเทศไทยจึงอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบที่สุดในการพัฒนาไปสู่การเป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค (Regional Logistics Hub)

ผลกระทบต่อภาคการค้าและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน

  • การเติบโตของการค้าชายแดน: จังหวัดชายแดนของไทย เช่น เชียงราย ตาก มุกดาหาร นครพนม และสระแก้ว ยกระดับจากเมืองผ่านกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ
  • การตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ: เกิดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมชายแดน เพื่อรองรับการนำเข้าวัตถุดิบแปรรูปและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคลังสินค้า: ธุรกิจคลังสินค้าปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเน้นระบบ Cross Docking (การรับและกระจายสินค้าทันทีโดยไม่จัดเก็บยาวนาน) รวมถึงการขยายตัวของ Bonded Warehouse (คลังสินค้าทัณฑ์บน) เพื่อรองรับสินค้าผ่านแดน

ตารางสรุปเปรียบเทียบ 3 เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ GMS

ระเบียงเศรษฐกิจเส้นทางหลักประเทศที่เชื่อมโยงสินค้าและอุตสาหกรรมหลัก
NSEC (เหนือ-ใต้)R3A, R3B, ห้วยโก๋น-ปากแบ่งจีน, ลาว, เมียนมา, ไทยสินค้าเกษตร, ผลไม้สด, สินค้าอุปโภคบริโภค
EWEC (ตะวันออก-ตะวันตก)สาย R9 (แม่สอด-มุกดาหาร-สะหวันนะเขต-ดานัง)เมียนมา, ไทย, ลาว, เวียดนามชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, สินค้าผ่านแดนไปผ่าท่าเรือดานัง
SEC (ตอนใต้)กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ-พนมเปญ-โฮจิมินห์ / R10ไทย, กัมพูชา, เวียดนามอะไหล่ยานยนต์, สิ่งทอ, สินค้า E-commerce

อ้างอิงข้อมูลจาก

  • https://mfa.go.th/th/content/5d5bcc2715e39c306000a35f?cate=5d5bcb4e15e39c3060006872
  • https://mfa.go.th/th/content/5d5bcc2715e39c306000a35f?cate=5d5bcb4e15e39c3060006872
  • https://www.greatermekong.org/g/sites/default/files/CBTA-2024/2024%20THA%20Early%20Harvest%20Brochure%20THA.pdf