นมสหกรณ์ท้องถิ่น สู้แบรนด์ใหญ่ “แคนมิลค์-มวกเหล็ก แดรี่มิลค์” ปั้นนมโคแท้ 100%
ในช่วงที่อุตสาหกรรมโคนมไทยเผชิญแรงกดดันทั้งปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกิน ต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น และการแข่งขันรุนแรงจากแบรนด์นมรายใหญ่ สหกรณ์โคนมท้องถิ่นหลายแห่งเริ่มขยับจากบทบาท “ผู้รวบรวมน้ำนมดิบ” ไปสู่การสร้างแบรนด์และแปรรูปผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดรับซื้อน้ำนมดิบเพียงช่องทางเดียว และสร้างรายได้กลับสู่เกษตรกรสมาชิก
สองตัวอย่างที่สะท้อนทิศทางนี้อย่างชัดเจน คือ “แคนมิลค์” ของสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด และ “มวกเหล็ก แดรี่มิลค์” ของสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด ซึ่งต่างเป็นแบรนด์นมท้องถิ่นที่ยืนอยู่บนจุดขายเดียวกัน คือ ผลิตจากนมโคแท้ 100% จากฟาร์มสมาชิก แม้ไม่มีกำลังการตลาดเท่าแบรนด์ใหญ่ แต่ใช้ความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่ คุณภาพวัตถุดิบ และความผูกพันกับชุมชนเป็นฐานสำคัญในการแข่งขัน
“แคนมิลค์” จากเครื่องดนตรีอีสาน สู่แบรนด์นมขอนแก่น
นางบุษกร เถื่อนสมบัติ ผู้จัดการสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของชื่อแบรนด์ “แคนมิลค์” มาจากการนำ “แคน” เครื่องดนตรีพื้นบ้านเก่าแก่ของภาคอีสาน มาใช้เป็นชื่อแบรนด์นมสหกรณ์ เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำได้ง่าย และเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นของภาคอีสาน
“แคนเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านเก่าแก่ของภาคอีสาน เราก็เอามาใช้เป็นแบรนด์นมสหกรณ์ ทำให้จำได้ง่าย เพราะแคนเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว” นางบุษกรกล่าว
จุดแข็งของแบรนด์แคนมิลค์คือการผลิตจากนมโคแท้จากฟาร์มเกษตรกรสมาชิก 100% ภายใต้สโลแกน “อร่อยทุกที นมดีมีประโยชน์ ต้องแคนมิลค์” แม้จะไม่สามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ด้านงบการตลาดได้ แต่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวขอนแก่นที่มั่นใจในวัตถุดิบและคุณภาพของนมสหกรณ์
“อย่างไปวางในห้างเซนโทซ่า ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นเก่าแก่ในเมืองขอนแก่น มันวางคู่กับแบรนด์ใหญ่ ๆ เชื่อไหมว่าถ้าเป็นคนขอนแก่นก็จะหยิบนมเราก่อน เพราะเขาเชื่อมั่นในแบรนด์แคนมิลค์” นางบุษกรกล่าว
ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์-ไอศกรีม-ชีส-เนย เจาะตลาดเมืองขอนแก่น
นางบุษกรกล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์โคนมขอนแก่นผลิตเฉพาะนมพาสเจอร์ไรส์ ยังไม่มีผลิตภัณฑ์นมยูเอชที โดยนมพาสเจอร์ไรส์แบ่งเป็นนมโรงเรียนและนมพาณิชย์ ภายใต้แบรนด์แคนมิลค์ ขนาด 2 ลิตร และ 1 ลิตร
นอกจากนมพาสเจอร์ไรส์ สหกรณ์ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากน้ำนมดิบ เช่น ไอศกรีมหลายรสชาติ ได้แก่ รสนมสด สตรอเบอรี่ มะพร้าว ทุเรียน เสาวรส มะม่วง และช็อกโกแลต รวมถึงเต้าฮวยนมสด มอสซาเรลล่าชีส ชีสเนย โยเกิร์ต และเนยสดขนาด 150 กรัม 200 กรัม และ 500 กรัม
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้วางจำหน่ายในห้าง ร้านมินิมาร์ท และร้านค้าทั่วไปในตัวเมืองขอนแก่น รวมทั้งส่งให้บ้านขนมคุณภัทรา ร้านเค้กชื่อดังเมืองขอนแก่น และร้านนานาเค้กที่มีหลายสาขาในภาคอีสาน
“สหกรณ์ไม่มีโรงงานนมยูเอชที มีแต่โรงงานนมพาส โรงงานมีกำลังผลิตอยู่ที่ 3 ตันต่อชั่วโมง นมโรงเรียนก็เป็นนมพาสอย่างเดียว” นางบุษกรกล่าว
รับนมดิบ 37 ตันต่อวัน ส่งเอกชน-ผลิตนมโรงเรียน
นางบุษกรกล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด รับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิก 22 ตันต่อวัน และรับซื้อจากสหกรณ์โคนมในเครือข่ายที่ลงนาม MOU อีก 15 ตันต่อวัน ได้แก่ สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด จังหวัดสกลนคร และสหกรณ์โคนมโคกก่อ จำกัด จังหวัดมหาสารคาม รวมปริมาณน้ำนมดิบทั้งหมด 37 ตันต่อวัน
น้ำนมดิบส่วนหนึ่งส่งให้บริษัทเอกชนรายใหญ่ ได้แก่ ซี.พี.เมจิ และดัชมิลค์ ปริมาณ 22 ตันต่อวัน ส่วนที่เหลือนำมาผลิตนมโรงเรียนและผลิตภัณฑ์นมประเภทต่าง ๆ ของสหกรณ์
“ปัจจุบันเรามีสมาชิกส่งนมอยู่ 79 ราย มีโคทั้งหมด 5,200 ตัว เป็นโครีด 2,200 ตัว แม่โคให้นมเฉลี่ยอยู่ที่ 11 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ก็อยากจะเพิ่มเป็น 13-14 กิโลกรัมต่อตัวต่อวันจะดีมาก” นางบุษกรกล่าว
นางบุษกรยอมรับว่า การเพิ่มจำนวนโคต่อฟาร์มมีความเสี่ยงจากต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าอาหารและการดูแลจัดการฟาร์ม ดังนั้น การเพิ่มผลผลิตน้ำนมดิบต่อแม่โคแต่ละตัวจึงเป็นแนวทางที่ทำได้เหมาะสมกว่า
อย่างไรก็ตาม ปัญหาระยะยาวของอาชีพเลี้ยงโคนมคือการสานต่อของทายาทเกษตรกรลดลง คนรุ่นใหม่จำนวนมากมองว่าเป็นอาชีพที่เหนื่อย ต้องลงฟาร์มทุกวัน และต้องใช้เวลาใกล้ชิดกับโคต่อเนื่อง
“ตอนนี้ปัญหาหลักเลยคือทายาทไม่สานต่ออาชีพ เขามองว่าเหนื่อย ยากลำบาก ต้องลงฟาร์มทุกวัน เท่าที่สัมผัสส่วนตัวคิดว่าต้องลงทุนเทคโนโลยีเข้ามาเสริมเพิ่มขึ้น คนรุ่นใหม่ถึงจะสานต่อ เดินหน้าอาชีพเลี้ยงโคนมต่อไป” นางบุษกรกล่าว
กพส. เป็นแหล่งทุนหลักพัฒนาสหกรณ์ขอนแก่น
นางบุษกรกล่าวว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการฟาร์มเป็นเรื่องของการลงทุน โดยแหล่งทุนหลักของสหกรณ์มาจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์
สหกรณ์โคนมขอนแก่นจัดเป็นลูกค้าชั้นดีของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพราะกู้เงินทุกปี ทั้งโครงการระยะสั้นปีต่อปี และโครงการระยะยาว 5 ปี เพื่อนำเงินมาพัฒนาสหกรณ์และสมาชิก
สำหรับสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์โคนมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2532 ระยะแรกมีหน้าที่รับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกและเครือข่ายสหกรณ์โคนมในพื้นที่อีสานตอนบน เพื่อรวบรวมส่งต่อให้โรงงานแปรรูป และให้บริการจัดหาอาหารโคแก่สมาชิก
ต่อมาขยายบริการสู่การจำหน่ายน้ำเชื้อผสมพันธุ์เทียม ปัจจัยการผลิต วัตถุดิบผสมอาหารสัตว์ และยารักษาสัตว์ เพื่อช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงโคนมของสมาชิกจนถึงปัจจุบัน
“มวกเหล็ก แดรี่มิลค์” แบรนด์จากเมืองหลวงโคนมไทย
อีกหนึ่งแบรนด์สหกรณ์โคนมท้องถิ่นที่มีฐานเข้มแข็งคือ “มวกเหล็ก แดรี่มิลค์” ของสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งการเลี้ยงโคนม” ของไทย
นายปภณภพ เฉลิมกลิ่น ผู้จัดการสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด กล่าวว่า จังหวัดสระบุรีมีจำนวนโคนมมากที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันมีประมาณ 1.28 แสนตัว ขณะที่สหกรณ์โคนมมวกเหล็กเป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

“สระบุรีมีวัวนมมากที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันมีประมาณ 1.28 แสนตัว” นายปภณภพกล่าว
สหกรณ์โคนมมวกเหล็กก่อตั้งเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2515 ภายใต้ชื่อ “สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมมวกเหล็ก” ก่อนจดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับและเปลี่ยนชื่อเป็น “สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด” ในปี 2526
ปัจจุบันสหกรณ์ดำเนินงานภายใต้ภารกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การเป็นศูนย์กลางรับซื้อและรวบรวมน้ำนมจากสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ส่งให้โรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ การจัดหาปัจจัยการผลิตแก่สมาชิก เช่น อาหารโค ยา วิตามิน และอุปกรณ์การเลี้ยง การให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการฟาร์ม และการให้บริการสินเชื่อและสวัสดิการแก่สมาชิก
รับนมดิบ 70 ตันต่อวัน ตลาดหลักนมโรงเรียน-ซี.พี.เมจิ
นายปภณภพกล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิกประมาณ 500 ราย แต่มีสมาชิกที่ส่งน้ำนมจริงประมาณ 280 ราย ส่วนที่เหลือเป็นเกษตรกรรุ่นเก่าที่เลิกกิจการไปบางส่วน
ปริมาณน้ำนมดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 70 ตันต่อวัน ตลาดหลักคือนมโรงเรียน ซึ่งเป็นนมพาสเจอร์ไรส์ 28 ตันต่อวัน และส่งให้บริษัทเอกชนรายใหญ่ โดยมีซี.พี.เมจิเป็นลูกค้าหลัก ปริมาณ 25 ตันต่อวัน นอกจากนี้ยังมีอายิโนะโมโตะนำไปผลิตกาแฟเบอร์ดี้ และดานอลนำไปผลิตนมยูเอชที
“ตอนนี้สหกรณ์มีสมาชิกประมาณ 500 ราย แต่ที่ส่งน้ำนมจริงอยู่ประมาณ 280 ราย ปริมาณน้ำนมดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 70 ตันต่อวัน ตลาดหลักคือนมโรงเรียน เป็นนมพาสอยู่ที่ 28 ตันต่อวัน แล้วก็ส่งให้บริษัทเอกชนรายใหญ่อย่างซี.พี.เมจิ ลูกค้าหลักของเรา ส่งให้อยู่ที่ 25 ตันต่อวัน นอกนั้นก็มีอายิโนะโมโตะไปทำกาแฟเบอร์ดี้ แล้วก็ดานอลไปผลิตนมยูเอชที ส่วน อ.ส.ค.เราไม่ส่ง เพราะเขามีสหกรณ์ในเครือข่ายอยู่แล้วที่ลงท้ายด้วยไทย-เดนมาร์ก” นายปภณภพกล่าว
แปรรูปนมสู่ UHT-ขนม-โยเกิร์ต-เค้ก
นอกจากรวบรวมน้ำนมดิบส่งคู่ค้า สหกรณ์โคนมมวกเหล็กยังนำน้ำนมดิบส่วนหนึ่งมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “มวกเหล็ก แดรี่มิลค์” ซึ่งเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง
ปัจจุบันสหกรณ์มีผลิตภัณฑ์หลากหลายภายใต้แบรนด์ดังกล่าว เช่น นมกล่อง UHT รสจืดและรสหวาน รวมถึงขนมที่ผลิตจากนม ได้แก่ คุกกี้ ขนมปังหน้าต่าง ๆ เต้าฮวย แยมโรล ไอศกรีม พุดดิ้ง โยเกิร์ตพร้อมดื่ม และเค้ก โดยสินค้าทั้งหมดใช้นมของสหกรณ์เป็นวัตถุดิบ
ผลิตภัณฑ์จำหน่ายที่ร้านกาแฟและร้านค้าของสหกรณ์ริมถนนมิตรภาพ รวมถึงตลาดหลักตามมินิมาร์ท ร้านสะดวกซื้อในจังหวัดสระบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง รับออเดอร์งานประชุมส่วนราชการในจังหวัดและอำเภอต่าง ๆ และออกบูธตามงานต่าง ๆ
นอกจากนี้ยังส่งนมพาสเจอร์ไรส์ขนาด 2 ลิตรต่อแกลลอนให้โรงงาน โรงแรม และรีสอร์ตนำไปบริการลูกค้า โดยจำหน่ายเฉลี่ย 50-60 แกลลอนต่อวัน
นายปภณภพกล่าวว่า แบรนด์ “มวกเหล็ก แดรี่มิลค์” มีมาประมาณ 10 ปีแล้ว แม้เป็นแบรนด์ท้องถิ่น แต่เป็นที่รู้จักดีในจังหวัดสระบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง
แบรนด์ท้องถิ่นสู้ได้ ถ้าคุณภาพชัดและคนพื้นที่หนุน
นายปภณภพย้ำว่า แม้ “มวกเหล็ก แดรี่มิลค์” จะเป็นแบรนด์ท้องถิ่นที่มีงบการตลาดสู้แบรนด์ใหญ่ไม่ได้ แต่หากผลิตนมคุณภาพจากนมวัวแท้ 100% สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ดื่มนมแบรนด์ท้องถิ่น ก็จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่มีรายได้ และสามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ได้
นายปภณภพยังกล่าวถึงการปรับตัวของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมว่า จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการฟาร์มมากขึ้น เพื่อให้กระบวนการเลี้ยงมีต้นทุนลดลง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจเทคโนโลยีมากกว่าคนรุ่นพ่อแม่
“สมาชิกของเรามีส่วนน้อยที่เลิกกิจการ ส่วนใหญ่เลี้ยงมาเป็นรุ่นที่สองที่สามแล้ว หลายฟาร์มเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ มีการพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับจุฬาฯ หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อนำมาพัฒนาฟาร์มในมิติต่าง ๆ ทำให้ต้นทุนถูกลง” นายปภณภพกล่าว
เขายังระบุว่า หากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอยู่ได้ จะช่วยพยุงราคาพืชเกษตรหลายชนิด เช่น มันเส้น มันสำปะหลัง ข้าว และข้าวโพด เพราะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาหารสัตว์และอาหารโค
“ถ้าเกษตรกรเลี้ยงโคนมอยู่ได้ จะผลักดันพืชหลายตัวให้มีราคาสูงขึ้นด้วย เช่น มันเส้น มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด เพราะเป็นวัตถุดิบมาทำอาหารสัตว์ เป็นอาหารโค ดังนั้นอาชีพเลี้ยงโคนมจะพยุงราคาพืชเกษตรได้หลายสินค้า” นายปภณภพกล่าว
กู้ กพส. 20 ล้าน เสริมทุนรวบรวมนม-ซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์
นายปภณภพกล่าวขอบคุณกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่สนับสนุนเงินทุนในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินทุนหมุนเวียนและอุปกรณ์การตลาดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโคนม
ที่ผ่านมา สหกรณ์โคนมมวกเหล็กกู้ยืมเงินดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ หรือ กพส. เพื่อดำเนินกิจการสหกรณ์ ล่าสุดกู้ 5 ล้านบาทเพื่อซื้อรถบรรทุกน้ำนมดิบ โดยสหกรณ์สมทบ 20%
“ปีนี้เรากู้ไปแล้วประมาณ 20 ล้านบาท บางตัวรับมาเรียบร้อยแล้ว เอามาใช้ประกอบธุรกิจ เช่น เป็นทุนรวบรวมน้ำนมดิบ ซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนสมาชิกส่วนใหญ่กู้เงิน ธ.ก.ส. เป็นหลัก” นายปภณภพกล่าว
ทางรอดสหกรณ์โคนม อยู่ที่แบรนด์-แปรรูป-เทคโนโลยี
ภาพรวมของ “แคนมิลค์” และ “มวกเหล็ก แดรี่มิลค์” สะท้อนทิศทางสำคัญของสหกรณ์โคนมไทยในวันที่การแข่งขันสูงและตลาดน้ำนมดิบมีความผันผวนมากขึ้น
สหกรณ์ที่ทำหน้าที่เพียงรวบรวมน้ำนมดิบและส่งต่อให้ผู้ประกอบการ อาจเผชิญความเสี่ยงจากโควตา MOU ต้นทุนการเลี้ยง และการพึ่งพาผู้รับซื้อรายใหญ่ แต่สหกรณ์ที่มีแบรนด์ของตัวเอง มีผลิตภัณฑ์แปรรูป และมีฐานตลาดในพื้นที่ จะมีเครื่องมือบริหารวัตถุดิบและเพิ่มมูลค่ามากกว่า
อย่างไรก็ตาม การสร้างแบรนด์ท้องถิ่นให้ยืนระยะได้ต้องพึ่งทั้งคุณภาพวัตถุดิบ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การสนับสนุนจากคนในพื้นที่ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีฟาร์ม เพื่อทำให้อาชีพเลี้ยงโคนมดึงดูดคนรุ่นใหม่มากขึ้น
ในระยะยาว แบรนด์อย่าง “แคนมิลค์” และ “มวกเหล็ก แดรี่มิลค์” จึงไม่ใช่เพียงสินค้านมท้องถิ่น แต่เป็นโมเดลการเพิ่มมูลค่าน้ำนมดิบจากฐานสหกรณ์ ที่ช่วยรักษาอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และทำให้เงินหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจท้องถิ่นมากขึ้น