พาณิชย์บุกหัวหินเช็กบิล ‘นอมินีอสังหาฯ’ ค้น 15 จุด พบเสียหายกว่า 300 ล้าน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกหน่วยงานพันธมิตร เปิดปฏิบัติการปราบนอมินีในพื้นที่หัวหิน ตรวจค้น 15 จุด พบพฤติการณ์ตั้งบริษัทโดยให้คนไทยถือหุ้น 100% ก่อนเปลี่ยนโครงสร้างภายใน 6 เดือน ดึงต่างชาติเข้าเป็นกรรมการ แต่คงหุ้นไทย 51% เพื่อรักษาสถานะนิติบุคคลไทย ทั้งที่กรรมการและผู้ถือหุ้นไทย-ต่างชาติไม่เคยรู้จักกัน ตำรวจออกหมายจับต่างชาติ 45 ราย หมายเรียกคนไทย 39 ราย จับกุมแล้ว 13 ราย รวม 33 คดี ความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ได้มอบหมายให้ หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบนอมินี กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ลงพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในลักษณะใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การลงพื้นที่หัวหินเป็นการปฏิบัติงานเชิงรุก เพื่อตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยเฉพาะกรณีใช้คนไทยให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย
“ผลการลงพื้นที่พบว่าบริษัทเป้าหมายหลายรายมีรูปแบบการจดทะเบียนที่น่าสงสัย โดยเริ่มจากการจัดตั้งนิติบุคคลให้คนไทยเป็นกรรมการและถือหุ้น 100% ก่อนจะจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นภายในระยะเวลา 6 เดือน และนำชาวต่างชาติเข้ามาเป็นกรรมการร่วมกับกรรมการคนไทย”
อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้ยังคงสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างชาติไว้ต่ำกว่า 50% ขณะที่คนไทยถือหุ้น 51% ทำให้ในทางทะเบียนนิติบุคคลยังคงมีสถานะเป็นบริษัทไทย แต่กรมพบว่าผู้ถือหุ้นคนไทยดังกล่าวเข้าข่ายเป็นนอมินี
จับพิรุธ “คนไทย-ต่างชาติ” ไม่เคยรู้จักกัน
นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการสืบสวนยังพบข้อพิรุธสำคัญ คือ ผู้ถือหุ้นคนไทยและชาวต่างชาติไม่เคยรู้จักหรือมีความเกี่ยวข้องกันมาก่อน ซึ่งถือว่าผิดวิสัยของการร่วมกันประกอบธุรกิจ และนำไปสู่การขยายผลตรวจสอบบริษัทเป้าหมาย
เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นตามหมายค้นรวม 15 จุด ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหมายจับชาวต่างชาติ 45 ราย และออกหมายเรียกคนไทยอีก 39 ราย โดยสามารถจับกุมตามหมายจับได้แล้ว 13 ราย รวมการดำเนินการทั้งสิ้น 33 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 300 ล้านบาท
บริษัทที่ถูกตรวจสอบทั้งหมดประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับการถือครองและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกรมฯ มองว่าพฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนรูปแบบการหลบเลี่ยงกฎหมาย โดยใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้ชาวต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจและถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านนิติบุคคลไทย
“จากพฤติการณ์ของนิติบุคคลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการหลบเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งเห็นว่าที่ผ่านมามีช่องทางในการจดทะเบียนโดยใช้นอมินีคนไทยช่วยเหลือสนับสนุนให้ต่างชาติประกอบธุรกิจและถือครองอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมาย” นายพูนพงษ์กล่าว

ยกระดับสกัดนอมินี ตั้งแต่ 1 ส.ค.
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 กรมได้ยกระดับมาตรการตรวจสอบการจดทะเบียนจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงนิติบุคคล เพื่อปิดช่องทางการใช้นอมินีและเพิ่มความเข้มข้นในการกลั่นกรองธุรกิจที่มีคนไทยร่วมถือหุ้นกับชาวต่างชาติ
ภายหลังมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ พบว่าการจดทะเบียนที่มีคนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างชาติ โดยต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียง 5 ราย
แม้จำนวนดังกล่าวจะไม่สูง แต่กรมจะตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการใช้โครงสร้างนิติบุคคลเป็นช่องทางหลบเลี่ยงกฎหมาย รวมถึงป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติเอาเปรียบคนไทยหรือเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์ของไทยโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ผู้ที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง รวมถึงผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้เลิกประกอบธุรกิจหรือยุติการถือหุ้นที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้
“กรมจะดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังป้องกันการจดทะเบียนและการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคนไทยหรือยึดครองอสังหาริมทรัพย์ของไทยไปอย่างแน่นอน” นายพูนพงษ์กล่าว

