เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปกรณ์ สั่ง สํานักพุทธ ทำงานเชิงรุก-ทำฐานข้อมูลระบบบัญชีกลางเชื่อมทุกวัด
Politics ปกรณ์ สั่ง สํานักพุทธ ทำงานเชิงรุก-ทำฐานข้อมูลระบบบัญชีกลางเชื่อมทุกวัด
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
‘รฟท.’ ถก ‘อนุทิน’ ปม ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ ยันเอกชนวิ่งถึง 31 ม.ค. เล็งจ้างวิ่ง 1 ปี เดือนละ 60 ล้าน
Politics ‘รฟท.’ ถก ‘อนุทิน’ ปม ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ ยันเอกชนวิ่งถึง 31 ม.ค. เล็งจ้างวิ่ง 1 ปี เดือนละ 60 ล้าน
ปลัดคลังจ่อสรุป TISA ยันหลักการชัด เหลือเคาะตัวเลข
Finance ปลัดคลังจ่อสรุป TISA ยันหลักการชัด เหลือเคาะตัวเลข
CRC ทุ่ม 49,000 ล้าน ขยายพอร์ตค้าปลีกเวียดนาม ดันโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตรับกำลังซื้อโต
Biz Movement CRC ทุ่ม 49,000 ล้าน ขยายพอร์ตค้าปลีกเวียดนาม ดันโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตรับกำลังซื้อโต
GCAP GOLD ประเมินทองอยู่ช่วงพักฐานลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ จับตาแนวรับ 68,000–67,300 บาท
Finance GCAP GOLD ประเมินทองอยู่ช่วงพักฐานลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ จับตาแนวรับ 68,000–67,300 บาท
ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ “บิ๊กพาณิชย์“ มุ่งเคลื่อนนโยบาย มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน
Politics ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ “บิ๊กพาณิชย์“ มุ่งเคลื่อนนโยบาย มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน
สุรศักดิ์ จ่อชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้า ครม. 22 ก.ย. วงเงิน 4 พันล้าน
Politics สุรศักดิ์ จ่อชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้า ครม. 22 ก.ย. วงเงิน 4 พันล้าน
หอการค้าเปิดเวที “Unlocking New Growth” ปลดล็อกธุรกิจไทย
Economic หอการค้าเปิดเวที “Unlocking New Growth” ปลดล็อกธุรกิจไทย
EVEANDBOY จ่อเข้า SET ยื่น IPO 170 ล้านหุ้น ระดมทุนเร่งขยายสาขา แตะ 68 แห่งในปี 2570
Finance EVEANDBOY จ่อเข้า SET ยื่น IPO 170 ล้านหุ้น ระดมทุนเร่งขยายสาขา แตะ 68 แห่งในปี 2570
ดูทั้งหมด

“ศุภจี” เปิดเกมอินเดีย ดันอาหารสุขภาพ-สมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก

10 ก.ย. 2569 | 12:01น.

กระทรวงพาณิชย์เปิดเกมรุกตลาดอินเดีย หนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของไทยในเอเชียใต้ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำผู้ประกอบการไทย 20 ราย เข้าร่วมงาน Bharat Nutraverse Expo 2026 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เปิด Thailand Pavilion นำเสนอศักยภาพไทยด้านสมุนไพร อาหารสุขภาพ Functional Food และ Nutraceutical เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจกับผู้ประกอบการอินเดีย พร้อมผลักดันความร่วมมือรูปแบบ Co-Creation ระหว่างไทย-อินเดีย

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการนำสินค้าไทยเข้าไปเจาะตลาดอินเดีย แต่เป็นการวางฐานความร่วมมือใหม่ในลักษณะ “ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน” โดยนำจุดแข็งของไทยด้านฐานการผลิต อาหารสุขภาพ สมุนไพร Wellness และมาตรฐานสินค้า ไปเชื่อมกับจุดแข็งของอินเดียด้านทรัพยากรพืชสมุนไพร อายุรเวท เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดขนาดใหญ่ เพื่อพัฒนาสินค้า บริการ และธุรกิจใหม่ต่อยอดสู่ตลาดประเทศที่สามและตลาดโลก

“ศุภจี” ชูไทย-อินเดียเติมเต็มจุดแข็งกันได้

นางศุภจีกล่าวในงาน Bharat Nutraverse Expo 2026 ว่า อินเดียมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรพืชสมุนไพร ความหลากหลายทางชีวภาพ และองค์ความรู้ด้านอายุรเวท ขณะที่ไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ ฐานการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่เข้มแข็ง รวมถึงความสามารถด้านนวัตกรรมอาหาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และธุรกิจ Wellness

จุดแข็งของทั้งสองประเทศจึงสามารถเติมเต็มซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญมาสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน

“ไทยและอินเดียมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน แต่สามารถเติมเต็มกันได้ การนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาเชื่อมโยงกัน จะช่วยสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ เพิ่มมูลค่า และขยายโอกาสไปสู่ตลาดโลก” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจีกล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการนำสินค้าไทยเข้ามาทำตลาดในอินเดีย แต่ต้องการนำผู้ประกอบการไทยเข้ามาเชื่อมโยงกับระบบนิเวศทางธุรกิจของอินเดีย ตั้งแต่วัตถุดิบ สารสกัด ส่วนประกอบอาหาร การผลิต เทคโนโลยี ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจในลักษณะ Co-Creation เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และต่อยอดไปยังตลาดประเทศที่สาม

ลงนาม MOU SHEFEXIL-THIA เชื่อมสมุนไพร-Nutraceutical

ในการเดินทางครั้งนี้ นางศุภจีร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ระหว่าง Shellac & Forest Products Export Promotion Council หรือ SHEFEXIL ของอินเดีย ซึ่งเป็นองค์กรส่งเสริมสินค้าพฤกษศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย กับสมาคม Thai Herbal Industry Association หรือ THIA

การลงนามมี Dr. Debjani Roy กรรมการบริหาร SHEFEXIL และนายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนาม เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมสมุนไพรและ Nutraceutical ของสองประเทศ ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนานวัตกรรม การค้า และการลงทุน

นางศุภจีกล่าวว่า MOU ครั้งนี้เป็นการใช้กลไกความร่วมมือระหว่างสมาคมในห่วงโซ่อุปทานของสองประเทศ ทำให้การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสาร ทั้งความต้องการ กฎระเบียบ และมาตรฐาน เป็นไปอย่างใกล้ชิด และช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น หรือ Supply Chain Agility

“เราต้องการเห็นการนำสิ่งที่ไทยและอินเดียมีมาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ปลายทาง ไม่ใช่เพียงการค้าระหว่างกัน แต่เป็นการร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ และเชื่อมโยงเข้าสู่ Global Supply Chain” นางศุภจีกล่าว

Thailand Pavilion รวม 4 กลุ่มสินค้า-บริการสุขภาพ

ภายหลังพิธีลงนาม นางศุภจีเยี่ยมชม Thailand Pavilion ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP นำผู้ประกอบการไทย 20 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรม ครอบคลุม 4 กลุ่ม ได้แก่ Functional Ingredients, Functional Food & Beverages, Supporting Industries และ Nutraceutical & Wellness Services

สินค้าและบริการที่นำเสนอมีทั้งผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร สารสกัดจากธรรมชาติ อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตลอดจนบริการด้าน Wellness โดยนางศุภจีได้พบปะและรับฟังศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอย่างใกล้ชิด

ภายหลังการเยี่ยมชม นางศุภจีกล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยได้รับความสนใจจากทั้งผู้ประกอบการอินเดียและผู้ซื้อจากประเทศอื่น โดยมีโอกาสนำวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของไทยมาผสมผสานกับองค์ความรู้และวัตถุดิบของอินเดีย เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่และต่อยอดไปยังตลาดประเทศที่สาม สะท้อนศักยภาพของไทยในตลาดสุขภาพและ Wellness ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

ถกรัฐมนตรีพาณิชย์อินเดีย ดัน Trusted Strategic Partnership

นอกจากภารกิจในงาน Bharat Nutraverse Expo 2026 แล้ว นางศุภจียังเข้าพบหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ณ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย กรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับอินเดีย

นางศุภจีย้ำว่า ไทยและอินเดียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน และพร้อมยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้” หรือ Trusted Strategic Partnership โดยมุ่งเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “คู่ค้า” ไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ รวมถึงขยายโอกาสไปสู่ตลาดประเทศที่สามและตลาดโลก

นางศุภจีกล่าวว่า ไทยและอินเดียมีจุดแข็งที่สามารถเชื่อมต่อและสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกันได้ โดยอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ มีบุคลากรทักษะสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คุณภาพและมาตรฐานสินค้า ความคล่องตัว และเป็นฐานเชื่อมโยงสำคัญสู่อาเซียน

ไทยจึงเสนอแนวทาง “ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน” หรือ Co-Creation Co-Investment เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศ และสร้างความร่วมมือที่ต่อยอดเข้าสู่ Global Supply Chain ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ชู 5 สาขานำร่อง อาหารแปรรูป-เวลเนส-กรีน-อัญมณี-บริการ

เบื้องต้น ไทยเสนอ 5 สาขานำร่อง ได้แก่ อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมบริการ หรือ Hospitality โดยเป็นการจับคู่ศักยภาพของสองประเทศ

ตัวอย่างเช่น อินเดียมีวัตถุดิบอัญมณีและตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและเจียระไน ส่วนความร่วมมือด้าน Hospitality อินเดียมีประชากรวัยหนุ่มสาวและกำลังขยายตัวด้านการท่องเที่ยวและบริการ ขณะที่ไทยมีองค์ความรู้และหลักสูตรด้านการโรงแรมและบริการที่สามารถนำมาต่อยอดร่วมกันได้

“สิ่งที่เราต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการค้าระหว่างกัน แต่คือการนำจุดแข็งของไทยและอินเดียมาร่วมกันสร้างสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและอินเดียเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นางศุภจีกล่าว

ไทยพร้อมจัด JTC ต.ค. เร่ง QR Payment ไทย-อินเดีย

การเดินทางเยือนอินเดียครั้งนี้ นางศุภจียังได้นำนักธุรกิจไทยที่สนใจลงทุนและขยายธุรกิจในอินเดียร่วมคณะ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจ โดยภายหลังการหารือกับรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกับคณะผู้แทนไทยและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดโอกาสด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเดินหน้ากลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า หรือ JTC ไทย-อินเดีย ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อหารือและติดตามความคืบหน้าความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงแนวทางพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันที่จะเร่งรัดการเชื่อมโยงระบบชำระเงินรายย่อยออนไลน์ด้วย QR Code หรือ Cross-Border QR Payment ระหว่างระบบ Unified Payments Interface หรือ UPI ของอินเดีย กับระบบพร้อมเพย์ของไทย เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว รวมถึงการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ

อินเดียคู่ค้าอันดับ 7 ของไทย การค้า 7 เดือนโต 8.07%

อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม การค้าระหว่างไทยกับอินเดียมีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 8.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในช่วงดังกล่าว ไทยส่งออกไปอินเดีย 10,270.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอินเดีย 3,704.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้ากับผลิตภัณฑ์

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า อินเดียไม่ได้เป็นเพียงตลาดขนาดใหญ่ แต่เป็นตลาดที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างการค้าของไทย โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองประเทศเดินหน้าจากการค้าสินค้าแบบเดิม ไปสู่ความร่วมมือด้านการผลิต นวัตกรรม บริการ และห่วงโซ่อุปทานใหม่

เยือน Erawaan ชู Thai SELECT เป็นประตูสินค้าไทย

อีกภารกิจสำคัญของนางศุภจีในกรุงนิวเดลี คือการนำคณะเยือน “Erawaan” ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว ณ โรงแรม The Claridges New Delhi เพื่อรับฟังข้อมูลการดำเนินธุรกิจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสและแนวทางส่งเสริมอาหารไทยในตลาดอินเดีย พร้อมชื่นชมบทบาทของร้านอาหารไทยในการเผยแพร่รสชาติ เอกลักษณ์ และวัฒนธรรมไทยสู่ผู้บริโภคชาวอินเดียและชาวต่างชาติ

ร้าน Erawaan นำเสนออาหารไทยรูปแบบ Fine Dining ภายใต้แนวคิด Modern Thai Cuisine ผสมผสานรสชาติและเอกลักษณ์ดั้งเดิมของอาหารไทยเข้ากับการจัดจานและการนำเสนอร่วมสมัย โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ รสชาติ และประสบการณ์ผู้บริโภค

การตกแต่งร้านนำงานศิลปะไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องรามายณะและลวดลายมณฑล หรือ Mandala มาถ่ายทอดผ่านบรรยากาศภายในร้าน สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทย โดยรองรับทั้งการรับประทานอาหารแบบครอบครัว การประชุมทางธุรกิจ และ Private Dining กลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้บริโภคระดับกลางถึงบน นักธุรกิจ และชาวต่างชาติ

Thai SELECT อินเดีย 15 ร้าน กรุงนิวเดลี 4 ร้าน

Erawaan ได้รับตรา Thai SELECT 1 ดาว จากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่ผ่านเกณฑ์ของโครงการ โดยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดรสชาติอาหารไทย คุณภาพวัตถุดิบ มาตรฐานการบริการ และประสบการณ์ของผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคต่างชาติที่ต้องการสัมผัสอาหารไทยในต่างประเทศ

ปัจจุบันเมนูอาหารของ Erawaan อยู่ภายใต้การดูแลของ Thai Master Chef ธราทิพย์ หนูเรียงสาย ซึ่งมีประสบการณ์ด้านอาหารกับ The Claridges มาประมาณ 21 ปี โดยร้านนำเสนอทั้งอาหารไทยดั้งเดิมและเมนูที่ประยุกต์การนำเสนอให้ร่วมสมัย เช่น ต้มยำ ต้มข่า แกงแดง และผัดไทย

นอกจากนี้ Erawaan ยังมีบทบาทเชื่อมโยงอาหารไทยกับการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในตลาดอินเดีย โดยมีการจัดกิจกรรมและนำเสนอเมนูพิเศษในโอกาสสำคัญของไทย เช่น เทศกาลสงกรานต์ และได้รับรางวัล Best Thai Premium Dining จาก Times Food & Nightlife Awards 2026 สะท้อนการยอมรับในฐานะร้านอาหารไทยระดับพรีเมียมในกรุงนิวเดลี

สำหรับตลาดอินเดีย ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT รวม 15 ร้าน แบ่งเป็นร้านระดับ 2 ดาว 5 ร้าน ระดับ 1 ดาว 6 ร้าน และร้านประเภท Casual 4 ร้าน ขณะที่กรุงนิวเดลีมีร้าน Thai SELECT 4 ร้าน ได้แก่ ร้านระดับ 1 ดาว คือ Erawaan และร้านประเภท Casual อีก 3 ร้าน ได้แก่ Spice Route, OKO Restaurant และ Neung Roi

อาหารไทยช่วยเปิดดีมานด์วัตถุดิบ-เครื่องปรุง-สมุนไพร

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมร้านอาหารไทยในต่างประเทศผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นต่ออาหารไทยในสายตาผู้บริโภคทั่วโลก

ในอีกด้านหนึ่ง ร้านอาหารไทยในต่างประเทศยังช่วยขยายโอกาสทางการค้าสำหรับสินค้าอาหาร วัตถุดิบ เครื่องปรุง และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องของไทย ขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางนำเสนออัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทยผ่านประสบการณ์ด้านอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังสำคัญของ Soft Power ไทย

การส่งเสริมร้านอาหารไทยในต่างประเทศจึงไม่เพียงสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นต่ออาหารไทย แต่ยังเป็นกลไกสร้างความต้องการสินค้าและวัตถุดิบไทย ตั้งแต่ข้าวหอมมะลิ เครื่องปรุงรส สมุนไพร ผักและผลไม้ ไปจนถึงวัตถุดิบกับผลิตภัณฑ์อาหารที่เกี่ยวเนื่อง ช่วยขยายโอกาสทางการค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการไทย

อินเดียคือสนามใหม่ของอาหารสุขภาพ-สมุนไพร-Soft Power ไทย

ภาพรวมภารกิจของนางศุภจีและกระทรวงพาณิชย์ในอินเดียครั้งนี้สะท้อนการขยายยุทธศาสตร์การค้าไทยจาก “ขายสินค้า” ไปสู่ “สร้างระบบความร่วมมือ” ที่เชื่อมโยงทั้งผู้ประกอบการ สมาคมอุตสาหกรรม หน่วยงานรัฐ ร้านอาหารไทย และตลาดผู้บริโภคปลายทาง

ในกลุ่มอาหารสุขภาพ สมุนไพร Functional Food และ Nutraceutical ไทยมีฐานวัตถุดิบ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขณะที่อินเดียมีองค์ความรู้ด้านอายุรเวท เทคโนโลยี วัตถุดิบพฤกษศาสตร์ และตลาดขนาดใหญ่ การร่วมมือแบบ Co-Creation จึงเป็นทางเลือกในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่จำกัดอยู่เพียงตลาดไทยหรืออินเดีย แต่สามารถต่อยอดสู่ Global Supply Chain

ในมิติความสัมพันธ์เศรษฐกิจ ไทยเสนอ 5 สาขานำร่องที่มีโอกาสเชื่อมต่อกันได้จริง ตั้งแต่อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและเครื่องประดับ ไปจนถึง Hospitality พร้อมใช้กลไก JTC และ Cross-Border QR Payment เป็นตัวเร่งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และธุรกรรมของภาคธุรกิจ

ส่วนในมิติ Soft Power ร้าน Thai SELECT อย่าง Erawaan ทำหน้าที่เป็นหน้าร้านของประเทศไทยในตลาดอินเดีย ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่ออาหารไทย และต่อยอดความต้องการวัตถุดิบ เครื่องปรุง สมุนไพร และสินค้าไทยที่เกี่ยวเนื่อง

หากความร่วมมือไทย-อินเดียเดินหน้าได้ต่อเนื่อง อินเดียจะไม่ใช่เพียงคู่ค้าอันดับต้นของไทยในเอเชียใต้ แต่จะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาสินค้าใหม่ ร่วมลงทุน ร่วมสร้างนวัตกรรม และขยายโอกาสสินค้าไทยสู่ตลาดโลกในระยะยาว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศุภจี อินเดีย