เจอแล้วกว่า 100 ตัว! สั่งตั้งทีม “เจอ-แจ้ง-จับ” ล่าปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาว
“วัชระพล” ลงพื้นที่เขื่อนลำปาว หลังพบปลาหมอคางดำแล้วกว่า 100 ตัว สั่งกรมประมงตั้ง Mobile Unit “เจอ–แจ้ง–จับ” เข้าจับทันทีเมื่อประชาชนแจ้งเบาะแส พร้อมตรวจ e-DNA ตามจุดเชื่อมต่อ เร่งทำระบบกรองกั้นคลองส่งน้ำ และคุมพื้นที่ระบาดให้อยู่ในรัศมี 5–10 กิโลเมตร ย้ำห้ามเลี้ยง เพาะพันธุ์ ขนย้าย หรือครอบครอง พร้อมบังคับใช้กฎหมายจริงจัง
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับมาตรการเชิงรุก หลังได้รับรายงานพบปลาหมอคางดำในพื้นที่แล้วกว่า 100 ตัว โดยต้องเร่ง “ค้นให้เจอ จับให้เร็ว หยุดการแพร่กระจาย” ก่อนขยายออกไปสู่ลำน้ำเชื่อมต่อ
มาตรการเร่งด่วนคือให้กรมประมงควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในอ่างเก็บน้ำอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะปลาวัยรุ่นที่กำลังเข้าสู่ช่วงสืบพันธุ์ พร้อมประเมินระยะเวลาการแพร่พันธุ์ เพื่อให้สามารถเข้าจัดการได้ก่อนประชากรปลาเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ให้หน่วยงานชลประทานในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางป้องกันปลาหมอคางดำหลุดออกจากอ่างเก็บน้ำไปยังลำน้ำเชื่อมต่อ โดยเฉพาะการจัดทำระบบกรองกั้นบริเวณคลองส่งน้ำ
“ต้องค้นให้เจอ จับให้เร็ว และหยุดการแพร่กระจายให้ได้ก่อนที่ปลาหมอคางดำจะขยายออกไปยังลำน้ำสาขา”
นายวัชระพลกล่าวว่า ได้สั่งให้เก็บตัวอย่างน้ำในพื้นที่รอยต่อและลำน้ำสาขา ส่งตรวจ e-DNA เพื่อค้นหาหลักฐานว่ามีการแพร่พันธุ์และตั้งประชากรในแหล่งน้ำแล้วหรือไม่ พร้อมให้รายงานผลโดยเร็ว
นอกจากนี้ จะตรวจเพิ่มใน 4 จุดที่พบปลาหมอคางดำ ได้แก่ บ้านนาอวน บ้านโคกครึม บ้านท่าเรือ และบ้านแหลมทอง อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่รอยต่อและลดความเสี่ยงการขยายวงระบาด
อีกมาตรการสำคัญคือการจัดตั้ง Mobile Unit “เจอ–แจ้ง–จับ” โดยประชาชนที่พบปลาหมอคางดำสามารถแจ้งกรมประมงผ่าน QR Code จากนั้นกรมประมงจะจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว พร้อมรถ เรือ เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่เข้าไปจับออกจากแหล่งน้ำทันที เพื่อลดระยะเวลาตั้งแต่ “พบปลา” จนถึง “จับออก”
พร้อมกำชับให้ประมงจังหวัดรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ทุก 2 สัปดาห์ และประสานผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำอย่างเข้มงวด
นายวัชระพลย้ำว่า หากพบการครอบครองหรือเคลื่อนย้ายปลาหมอคางดำ ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประมงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง โดยประชาชนห้ามเลี้ยง เพาะพันธุ์ หรือขนย้ายปลาหมอคางดำโดยเด็ดขาด
สำหรับการช่วยกำจัด ประชาชนสามารถใช้เครื่องมือที่กฎหมายอนุญาต เช่น เบ็ด ข่าย แห ยอ และลอบ แต่ห้ามใช้กระแสไฟฟ้า สารเคมี หรือกากชาในการจับปลาด้วยตนเอง
กระทรวงเกษตรฯ ยังขอความร่วมมือประชาชนช่วยตรวจสอบเบาะแสหรือแหล่งที่มาของลูกปลาหมอคางดำ หากพบปลาหรือสงสัยว่าเป็นปลาหมอคางดำ ให้แจ้งผ่าน QR Code เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าจับโดยเร็ว
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในพื้นที่เขื่อนลำปาว 5 ด้าน ได้แก่ การจำกัดการแพร่กระจาย การสร้างการรับรู้ การสร้างเครือข่ายเกษตรกรช่วยจับออก การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของลูกพันธุ์สัตว์น้ำ การส่งเสริมการนำปลาไปใช้ประโยชน์ และการใช้มาตรการทางกฎหมาย
ส่วนกรณีที่ตรวจพบปลาหมอคางดำขนาดใหญ่หรือโตเต็มวัยในพื้นที่ นายวัชระพลยืนยันว่า ไม่ได้เกิดจากการละเลยของเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่าปลาหมอคางดำไม่สามารถเคลื่อนย้ายจากจังหวัดชายฝั่งมายังพื้นที่ดังกล่าวได้เอง
“การพบปลาขนาดใหญ่ในจุดใหม่ จึงสามารถสรุปได้ว่าเกิดจากคนลักลอบเคลื่อนย้ายเท่านั้น”
นายวัชระพลกล่าวว่า ตามธรรมชาติปลาหมอคางดำเป็นปลาที่อาศัยอยู่เป็นฝูงและอยู่ประจำที่ ไม่อพยพ เว้นแต่ถูกกระแสน้ำหรือพายุพัด จึงได้สั่งให้กรมประมงประสานบังคับใช้ประกาศกระทรวงฯ เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง พ.ศ. 2567 และดำเนินคดีกับผู้ลักลอบเคลื่อนย้ายอย่างเด็ดขาด
ในด้านการควบคุมพื้นที่ นายวัชระพลระบุว่า ตั้งเป้าจำกัดวงการแพร่ระบาดให้อยู่ในรัศมีรอบจุดที่พบไม่เกิน 5–10 กิโลเมตร พร้อมสุ่มตรวจพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งด่านกักกัน และจัดจุดสังเกตการณ์บริเวณปากลำน้ำสาขา
กรมประมงจะสนับสนุนเครื่องมือจับปลาให้เครือข่ายชาวประมงร่วมเฝ้าระวัง พร้อมดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจับและนำปลาไปแปรรูป โดยประสานทั้งโรงงานอุตสาหกรรมและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกำจัดปลาออกจากระบบนิเวศ
นายวัชระพลยอมรับว่า สาเหตุหนึ่งที่มาตรการรับมือที่ผ่านมาไม่ได้ผลเท่าที่ควร มาจากความไม่ต่อเนื่องของงบประมาณและกำลังบุคลากรที่ไม่เพียงพอ จึงได้ยกระดับการแก้ไขปัญหา โดยดึงภาคประชาชนและเครือข่ายอีก 29 หน่วยงานเข้ามาร่วมดำเนินการ รวมถึงจัดหางบประมาณและอุปกรณ์เพิ่มเติม
สำหรับปลาหมอคางดำที่จับได้ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ปัจจุบันยังมีปริมาณน้อย จึงยังไม่เพียงพอสำหรับนำไปทำปลาร้าในระดับอุตสาหกรรม แตกต่างจากพื้นที่ระบาดหนักในกลุ่มจังหวัด 3 สมุทร ซึ่งมีปริมาณมากจนสามารถนำไปแปรรูปเพื่อจำหน่ายได้แล้ว





