เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เช็กสเปก – ราคา แว่นเอไอ Ray-Ban META เปิดขายในไทยแล้ว
Tech เช็กสเปก – ราคา แว่นเอไอ Ray-Ban META เปิดขายในไทยแล้ว
SCG CBM ทดลองใช้หน่วยดักจับคาร์บอนเคลื่อนที่ รับเป้า Net Zero 2050
SD SCG CBM ทดลองใช้หน่วยดักจับคาร์บอนเคลื่อนที่ รับเป้า Net Zero 2050
อนุทิน ชี้ต้องดูกฎหมาย ปมคุมงบ ‘ไทยพีบีเอส’ หลังมีเสียงไม่เห็นด้วย
Politics อนุทิน ชี้ต้องดูกฎหมาย ปมคุมงบ ‘ไทยพีบีเอส’ หลังมีเสียงไม่เห็นด้วย
แสนสิริ สานต่อจิตอาสาผู้พิการ 13 ต.ค.วันนวมินทรมหาราช
SD แสนสิริ สานต่อจิตอาสาผู้พิการ 13 ต.ค.วันนวมินทรมหาราช
จิตแพทย์แนะทำอย่างไร ในวันที่ความสำเร็จของลูกถูกตั้งคำถาม
Biz Movement จิตแพทย์แนะทำอย่างไร ในวันที่ความสำเร็จของลูกถูกตั้งคำถาม
สื่อสาธารณะต้องเป็นอิสระจากใครและรับผิดชอบต่อใคร
SD Talk สื่อสาธารณะต้องเป็นอิสระจากใครและรับผิดชอบต่อใคร
Pi เปิดตัว DR03 ใหม่ ลุย 13 ธีมลงทุนแห่งอนาคต เริ่มเทรด 15 ต.ค.นี้
Finance Pi เปิดตัว DR03 ใหม่ ลุย 13 ธีมลงทุนแห่งอนาคต เริ่มเทรด 15 ต.ค.นี้
เปิดเหตุผล ‘ทักษิณ’ ยื่นนิรโทษกรรม ทนายชี้ฝ่ายค้านได้อานิสงส์ แต่กันสิทธิ์คนอื่น
Politics เปิดเหตุผล ‘ทักษิณ’ ยื่นนิรโทษกรรม ทนายชี้ฝ่ายค้านได้อานิสงส์ แต่กันสิทธิ์คนอื่น
IMF ชี้ลดภาษีไม่พอดึง FDI ประเทศรายได้น้อย ชูวินัยการคลัง-สถาบันเข้มแข็ง เพิ่มโอกาสลงทุน 18%
Finance IMF ชี้ลดภาษีไม่พอดึง FDI ประเทศรายได้น้อย ชูวินัยการคลัง-สถาบันเข้มแข็ง เพิ่มโอกาสลงทุน 18%
เสนาฯ ผนึก SAM ดึงลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ ซื้อบ้านผ่าน LivNex เช่าก่อนเป็นเจ้าของ
Real Estate เสนาฯ ผนึก SAM ดึงลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ ซื้อบ้านผ่าน LivNex เช่าก่อนเป็นเจ้าของ
ดูทั้งหมด

สนค. แนะเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทุกมิติ

28 มิ.ย. 2566 | 10:10น.

สนค. แนะเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หลัง IMD ประกาศผลการจัดอันดับปี 2566 ไทยอยู่อันดับที่ 30 จาก 64 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก เตรียมรับความท้าทายค่าครองชีพสูง การเติบโตไม่สมดุล การเมืองหลังเลือกตั้ง ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามไซเบอร์ และการขาดแรงงานในภาคบริการ 

วันที่ 28 มิถุนายน 2566 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า IMD World Competitiveness Center ได้ทำการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ประจำปี 2566 พบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 30 จาก 64 เขตเศรษฐกิจ เลื่อนขึ้น 3 อันดับจากปีก่อนหน้า และเมื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันภายในภูมิภาคอาเซียน (จำนวน 5 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์) พบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 3

โดยอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในกลุ่มประเทศอาเซียนดังกล่าวของไทยไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2565 โดยขีดความสามารถในการแข่งขันประกอบด้วยปัจจัยหลัก 4 ด้าน ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

อันดับของไทยดีขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจที่เลื่อนขึ้นถึง 18 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 16 ขณะที่ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ เลื่อนขึ้น 7 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 24 ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ เลื่อนขึ้น 7 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 23 และโครงสร้างพื้นฐาน เลื่อนขึ้น 1 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 43 เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยย่อยของแต่ละด้าน มีรายละเอียด ดังนี้

    1. ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ดีขึ้นในทุกปัจจัยย่อย โดยการลงทุนระหว่างประเทศ เลื่อนขึ้น 11 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 22 และการค้าระหว่างประเทศ เลื่อนขึ้น 8 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 29 เศรษฐกิจภายในประเทศ เลื่อนขึ้น 7 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 44 ระดับราคาและค่าครองชีพ เลื่อนขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 27 และการจ้างงาน เลื่อนขึ้น 1 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 3
    2. ประสิทธิภาพของภาครัฐ ดีขึ้นจากปัจจัยย่อยด้านกรอบการบริหารภาครัฐ และกฎหมายธุรกิจโดยทั้งสองปัจจัยย่อยเลื่อนขึ้น 7 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 34 และ 31 ตามลำดับ
    3. ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ดีขึ้นจากปัจจัยย่อยด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ เลื่อนขึ้น 9 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 38
    4. โครงสร้างพื้นฐาน ดีขึ้นจากปัจจัยย่อยด้านโครงสร้างเทคโนโลยี เลื่อนขึ้น 9 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 25

IMD ระบุเพิ่มเติมว่า ในปี 2566 ไทยจะเผชิญกับความท้าทาย อาทิ การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพและการเติบโตที่ไม่สมดุล ความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเลือกตั้งทั่วไป ความเสี่ยงจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ และการขาดแคลนแรงงานในภาคบริการ

ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ในฐานะองค์กรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของประเทศ ได้ดำเนินการในด้านต่าง ๆ ทั้งการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ การร่วมมือกับภาคเอกชนในการส่งเสริมการส่งออก โดยในปี 2565 การส่งออกไทยขยายตัวที่ร้อยละ 5.5 แม้ว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 จะหดตัวที่ร้อยละ 5.1 จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศคู่ค้า แต่ไทยยังทำได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคที่การส่งออกหดตัวรุนแรงมากกว่า

รวมถึงการเร่งลดภาระด้านค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคชาวไทยผ่านมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่มีส่วนสำคัญทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงสู่ระดับร้อยละ 2.96 ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 จากที่เพิ่มสูงในปี 2565 จนแตะระดับร้อยละ 6.08 เนื่องจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตความขัดแย้งในยูเครน

นายพูนพงษ์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยกดดันภายนอกประเทศดังที่ IMD ระบุไว้ รวมถึงปัญหาภาคการธนาคารของชาติตะวันตกที่เพิ่มแรงกดดันต่อความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถดถอยในหลายประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศที่เป็นคู่ค้าหลักของไทย ประกอบกับเศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยไทยมีการส่งออกเป็นเครื่องจักรสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ไทยจึงควรเร่งเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นในทุกมิติ อาทิ การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนามาตรการส่งเสริมการลงทุนให้สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนในสาขาที่เป็นเป้าหมายของไทย การส่งเสริมการส่งออกเชิงรุกรวมถึงการกระจายตลาดมากขึ้น และการอัพสกิล/รีสกิลเพื่อเพิ่มทักษะและคุณภาพของแรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศให้สามารถรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และช่วงชิงประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

โดยเฉพาะการที่โลกเข้าสู่ภาวะการกระจายตัวทางภูมิเศรษฐกิจ (Geo-economic Fragmentation) จากการที่สหรัฐ และชาติพันธมิตรต่างต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีนมากเกินไป (De-risk) ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนภูมิทัศน์ของห่วงโซ่อุปทานโลกทั้งมิติด้านการผลิต การค้า และการลงทุน ซึ่งจะเป็นโอกาสในประเทศกำลังพัฒนา

โดยเฉพาะประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงไทย ที่จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มการย้ายการลงทุนเข้ามาต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีความแข็งแกร่ง และขยายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปในอนาคต

สำหรับ IMD World Competitiveness Center ได้ทำการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ประจำปี 2566 โดยผลในการจัดอันดับในปีนี้ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกันที่เรียกว่า “Polycrisis” ประกอบด้วย

    1. ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
    2. อัตราเงินเฟ้อ
    3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
    4. ความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งวิกฤตเหล่านี้มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศในระดับที่แตกต่างกันไป โดยทำให้บางประเทศเลื่อนอันดับดีขึ้น ขณะที่อันดับของบางประเทศเลื่อนลง

นอกจากนี้ยังระบุข้อมูลเพิ่มเติมว่า เขตเศรษฐกิจที่มีการเปิดประเทศเร็วหลังจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ปัจจุบันมีเศรษฐกิจเติบโตชะลอลง ขณะที่เขตเศรษฐกิจที่เพิ่งเปิดประเทศภายหลัง จะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งสิ้น 64 เขตเศรษฐกิจ พบว่าเขตเศรษฐกิจที่ถูกจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันใน 3 อันดับแรก ได้แก่ เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์

โดย IMD ให้ข้อมูลว่า เขตเศรษฐกิจที่อยู่อันดับต้นของโลกส่วนใหญ่เป็นเขตเศรษฐกิจขนาดเล็ก ที่ใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดและคู่ค้ามีความสามารถในการปรับตัว และสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ทันท่วงที ขณะที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของเขตเศรษฐกิจสำคัญในเอเชีย อาทิ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินเดีย เลื่อนลง 7 1 1 และ 3 อันดับจากปีก่อนหน้า มาอยู่อันดับที่ 21 28 35 และ 40 ตามลำดับ