บางจาก “ทอดไม่ทิ้ง” ซื้อน้ำมันพืชใช้แล้ววันละล้านลิตร ผลิต SAF

เป็นที่ทราบกันดีว่า “อุตสาหกรรมการบิน” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ สายการบินทั่วโลกจำเป็นต้องเร่งปรับตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผนขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization หรือ ICAO) มีเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ในปี 2593

ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเริ่มทยอยออกกฎหมายบังคับให้สายการบินต่าง ๆ ต้องใช้น้ำมันเครื่องบินที่มีส่วนผสมของ SAF นำโดย “สหภาพยุโรป” ใช้มาตรการบังคับให้ผสม SAF ลงไปในน้ำมันอากาศยานทั่วไปในสัดส่วนอย่างน้อย 2% ในปี 2568

และให้เพิ่มเป็น 5% ในปี 2573 จนถึงปี 2593 ที่ต้องผสมอยู่ที่ 70% ส่วนประเทศญี่ปุ่นก็ตั้งเป้าหมายให้เครื่องบินที่ใช้สนามบินญี่ปุ่นจะต้องมีสัดส่วนการใช้ SAF อยู่ที่ 10% ภายในปี 2573

สายการบินทั่วโลกตื่นตัว

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2566 นายธรรมรัตน์ ประยูรสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและค้าน้ำมัน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานกรรมการบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด และ นายวันชัย รตินธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร่วมลงนามสัญญาก่อสร้างหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนระหว่าง บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด กับบริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน)

บางจาก
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช

โดยมี นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นางเกว็นโดลิน คาร์ดโน อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

พร้อมด้วย นายแบร์รี่ กลิคแมน ผู้จัดการทั่วไป Sustainable Technology Solutions บริษัท Honeywell UOP สหรัฐอเมริกา นายคู เกี๊ยก เกิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท Desmet (ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน) ร่วมเป็นสักขีพยาน

ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของบางจากในการขับเคลื่อนแผนตั้งหน่วยการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) หรือ SAF รายแรกในประเทศไทย

นางเกว็นโดลินกล่าวว่า ปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ทุกคนต้องเร่งมือช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอนาคต จากความร่วมมือทั้ง 3 บริษัท ซึ่งต่างมีทิศทางเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลักอย่าง net zero ภายในปี 2593

ทำให้ SAF จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญในอุตสาหกรรมการบินที่จะมาลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยเทคโนโลยีของบริษัท Honeywell UOP เป็นบริษัทชั้นนำที่สร้างโซลูชั่นด้านสิ่งแวดล้อมและผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลกที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า SAF เป็นก้าวที่สำคัญสำหรับบางจากและประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านมาเป็นพลังงานสะอาด ด้วยการนำน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วมาผ่านกระบวนการกลั่นแล้วนำมาทดแทนน้ำมันเครื่องบิน ที่ต้องมีใครสักคนที่เป็นผู้ผลิต

ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็ต้องมีการนำเข้า ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยก็มีความพร้อมในเรื่องวัตถุดิบ เพียงแค่เรานำมาเข้ากระบวนการและต่อยอด ก็จะถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะกลายเป็นแนวหน้าในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

บางจากเดินหน้า BCP 316 NET

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา “บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” มีแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผนงาน “BCP 316 NET” ที่ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในปี 2030 และการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (net zero) ในปี ค.ศ. 2050

โดยวางแนวทางครอบคลุม 4 ด้านคือ B มาจาก breakthrough performance เน้นกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีสัดส่วนในแผนงานที่ 30% ต่อมาคือ C มาจาก conserving nature and society สนับสนุนการสร้างสมดุลทางระบบนิเวศ ผ่านการดูดซับคาร์บอนด้วยวิถีธรรมชาติ

และ P มาจาก proactive business growth and transition ซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% เพราะเป็นการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่พลังงานสะอาด เพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจสีเขียว เน้นขยายการลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการลงทุนในหน่วยผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานนี้

มาตรฐานสากล-เทคโนโลยีสหรัฐ

โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 บางจากได้ก่อตั้งบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด ขึ้น โดยการร่วมทุนระหว่างบางจากและพันธมิตร ประกอบด้วย 1) บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) 2) บริษัท ธนโชค ออยล์ ไลท์ จำกัด 3) บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านการออกแบบวิศวกรรมและก่อสร้างโรงงานจากประเทศญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจกับบางจากมากว่า 20 ปี

โครงการ SAF บางจาก ได้วางงบฯ และทุ่มงบฯ 10,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างหน่วยผลิตน้ำมัน SAF ขึ้นที่บริเวณโรงกลั่นเดิมบนถนนสุขุมวิท หลังจากนี้คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 18-20 เดือนแล้วเสร็จ พร้อมเดินเครื่องได้ในไตรมาส 4 ปี 2567

หน่วยผลิต SAF แห่งนี้จะมีกำลังผลิตอยู่ที่ปริมาณ 1 ล้านลิตรต่อวัน โดยจะใช้วัตถุดิบจากการนำ “น้ำมันพืชใช้แล้ว” ผ่านเทคโนโลยีของบริษัท Honeywell UOP จากสหรัฐอเมริกา และยังได้ผ่านการรับรองด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน ISCC (International Sustainability and Carbon Certification)

ทำให้มีมาตรฐานที่เป็นที่น่าเชื่อถือระดับสากลว่าน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF เมื่อถูกนำไปผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลให้ได้เป็น “ไบโอเจ็ต” จะมีประสิทธิภาพในการใช้เครื่องบินเทียบเท่ากับน้ำมัน JET เอวัน และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ประมาณ 80%

นายแบร์รี่กล่าวว่า ปัจจุบันเราต้องดำเนินการการเปลี่ยนแปลงไปสู่ net zero ในปี 2593 อย่างเห็นได้ชัด บริษัท Honeywell UOP มีโซลูชั่นที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการผลิตกรีนไฮโดรเจน บลูไฮโดรเจน การดักจับคาร์บอน (CCS) และแบตเตอรี่

รวมถึงเทคโนโลยีการผลิต SAF ซึ่งเป็นความพยายามในภาคอุตสาหกรรมการบิน ในการนำน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วมาผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล ปัจจุบันมีสัดส่วนการผสมได้มากสุดที่ 50% และคาดหวังจะสามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มสัดส่วนการผสมมากกว่าเดิมในอนาคต

เตรียมรับซื้อน้ำมันใช้แล้ว

สำหรับการผลิต SAF ปริมาณถึง 1 ล้านลิตรต่อวันนั้น ทำให้บางจากต้องเตรียมแผนการจัดหาวัตถุดิบ นั่นคือ “น้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้ว” ซึ่งประเทศไทยมีมากถึง 700,000 ลิตรต่อวัน โดยบางจากเริ่มดำเนินโครงการ “ทอดไม่ทิ้งกัน” เพื่อรับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้ว

โดยบางจากเปิดจุดรับซื้อที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศ กำหนดราคารับซื้อ 20-23 บาทต่อลิตร หรือนำมาแลกเป็นส่วนลดราคาน้ำมันได้ และในอนาคตจะพัฒนาแอปพลิเคชั่นสำหรับการแจ้งข้อมูลการเก็บสะสมน้ำมันใช้แล้วทุก 100 ลิตร เพื่อป้องกันน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วหลุดรอดออกจากระบบ

โครงการทอดไม่ทิ้งกันจะช่วยลดปัญหาการใช้น้ำมันทอดซ้ำ การทิ้งน้ำมันไม่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้ว เทียบกับราคาน้ำมันพืชปัจจุบันขวดละ 43-48 บาท เท่ากับว่าประชาชนมีเงินส่วนต่างที่จ่ายค่าน้ำมันพืชลดลง

และที่สำคัญโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” เปรียบเสมือนการช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนให้แก่น้ำมันพืชใช้แล้ว


ขณะที่การผลิต SAF 1 ล้านลิตร หากสำเร็จจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 80,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี