ขณะที่รัฐบาลกำลังพุ่งเป้าหมายใหญ่ในการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โดยมอบหน้าที่ให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็น “หัวหอก” หลักในการขับเคลื่อน งานทุกอย่างกำลังก้าวหน้าไปอย่างดี
รวมถึงโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor :EFC) แห่งแรกของประเทศไทยในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม Smart Park ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
เมื่อเร็ว ๆ นี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้พาคณะสื่อมวลชนไปดูงาน “ตลาดกลางโอตะ กรุงโตเกียว” ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาเป็นแม่แบบในการพัฒนาตลาดกลางผลไม้ในภาคตะวันออกของไทยต่อไป
ดึงโมเดลญี่ปุ่นใช้กับ EFC
นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (บอร์ด กนอ.) กล่าวว่า ตลาดกลางโอตะ กรุงโตเกียว มีรูปแบบการค้าขายในลักษณะของการประมูลผัก ผลไม้ครบวงจรมากที่สุด โดยรัฐบาลไทยตั้งใจดึงโมเดลจากญี่ปุ่นไปใช้ในโครงการ EFC บนพื้น 30 ไร่ และอีก 70 ไร่ จะถูกแบ่งออกเป็นโซนสำหรับโกดังพักสินค้า ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park พร้อมเปิดดำเนินการเต็มระบบภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
“ตลาดกลางโอตะ” จะบริหารจัดการโดยจังหวัดโตเกียว มีกฎหมายมาตรฐานเกษตรของญี่ปุ่น (Japanese Agricultural Standard : JAS) กระทรวงเกษตรญี่ปุ่นควบคุมอยู่ ผู้ประกอบการที่เข้ามาขายส่งสินค้าในตลาดกลางจะต้องมีใบอนุญาตผู้ซื้อผู้ขายประจำตลาดกลาง (Central Wholesale Market)
ขณะเดียวกันตลาดกลางแต่ละแห่งจะมีโควตาจำนวนผู้ประกอบการขายส่งสินค้าและผู้ประมูล โดยระบบการประมูลจะใช้สำหรับผลไม้เกรดพรีเมี่ยมที่มีสัดส่วนประมาณ 20% ของผลไม้ทั้งหมด ส่วนอีก 80% จะใช้ระบบการค้าขายปกติ
โดยกระบวนการประมูลราคาสินค้าเกษตรได้มีการตกลงกับเกษตรกรไว้แล้ว โดยอิงราคาที่ประมูลในวันก่อนหน้า 1 วัน

จากนั้นสหกรณ์การเกษตรญี่ปุ่น (JA) จะมาเป็นตัวกลางรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิก และนำไปขายต่อแก่ตลาดขายส่งสินค้าเกษตรขนาดใหญ่หรือสู่ตลาดกลาง โดยมีตัวแทนบริหารรายใหญ่ 4 ราย บริหารจัดการการประมูล จากนั้นผู้ร่วมประมูลจะกระจายสู่เครือข่าย สู่สาขาประจำจังหวัด/อำเภอ จบที่ร้านขายปลีก
อย่างไรก็ตาม จุดที่ตลาดกลาง EFC ไทยจะต่างจากญี่ปุ่น คือไทยมีผลไม้หลายเกรด ดังนั้นระดับการแบ่งเกรดจะถูกคัดเลือกตั้งแต่เกษตรกร เช่น เกรดพรีเมี่ยมจะถูกนำมาประมูล เกรดธรรมดาที่ขายในประเทศจะถูกส่งเข้าห้องเย็นรอการขาย ส่วนที่ตกเกรดจะถูกส่งไปแปรรูป เป็นต้น
ปั้น Smart Park ใน 2 ปี
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวเพิ่มเติมว่า นิคมอุตสาหกรรม Smart Park บนพื้นที่ 1,500 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง จะเริ่มพัฒนาในปี 2562 และเปิดบริการในปี 2564 รองรับการลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ การที่มีระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ดีที่สุดและศูนย์รวม Data Center ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งถือเป็นอีกภารกิจสำคัญจากนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการปั้นให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่รองรับอุตสาหกรรม 4.0 โดย 8 โครงการหลักที่จะเกิดขึ้นใน Smart Park อยู่ภายใต้ความร่วมมือกับ 6 พันธมิตร
ประกอบด้วย 1.บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ โลจิสติกส์ จำกัด 2.บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท โกลบอล ยูทิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด 4.บริษัท บางกอก อินดัสเทรียล แก๊ส จำกัด 5.บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ 6.สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) ทุกรายอยู่ในขั้นตอนการศึกษาต้องเกิดขึ้นในปี 2561 ทั้งหมด ระหว่างนี้ กนอ. ต้องใช้พื้นที่ทั้งหมดที่มีมาจัดวางให้แต่ละโครงการเพื่อปูทางไว้ให้
BCPG ลงทุนโซลาร์ลอยน้ำ
ผู้ว่าการ กนอ.เล่าให้ฟังถึงโครงการของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ว่า คือ 1 ใน 8 โครงการสำคัญที่จะเกิดขึ้นใน Smart Park ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ภายใต้กรอบเวลา 3 เดือน เพื่อลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำกำลังผลิตประมาณ 60-100 เมกะวัตต์ ในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park จ.ระยอง บนพื้นที่ 200 ไร่ มีพื้นที่โรงงานที่ประมาณ 1,000 ไร่ ซึ่งจะเป็นพื้นที่แรกและแห่งเดียวของอาเซียนที่ถูกพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะแบบครบวงจร (Smart Grid) นำมาใช้ภายในนิคมอุตสาหกรรม
โดยโรงงานจะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อ ใครผลิตเกินสามารถขายส่วนที่เกินได้ และสามารถแลกเปลี่ยนไฟฟ้ากันได้ในนิคมผ่านระบบสมาร์ทกริด โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท หรือ 40 ล้านบาท/เมกะวัตต์ และอาจใช้รูปแบบ
การลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) หรือเปิดให้เอกชนลงทุนพัฒนาแบบเช่าพื้นที่เองทั้งหมด ซึ่งถือเป็นการลดการลงทุนโรงไฟฟ้าลงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ต้น เม.ย.ฟังวิสัยทัศน์ 4 ผู้สมัคร
สำหรับความก้าวหน้าในการคัดเลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่แทน “วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม” ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ กนอ.มาครบ 2 วาระพอดี รวม 4 ปี (2558-2561) ในปีนี้ ล่าสุดมีผู้สนใจสมัคร 4 คน และเตรียมเปิดแสดงวิสัยทัศน์ในวันที่ 4 หรือ 5 เม.ย. 2561
วีรพงศ์กล่าวว่า จากนี้สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ จับตารอดูแผนของผู้ว่าการคนใหม่ที่เตรียมเสนอให้กับคณะกรรมการสรรหา หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายใหญ่จะเป็นเพียงการปรับปรุงกลยุทธ์ หรือ แผนรายปีเท่านั้น กนอ.มีแผนยุทธศาสตร์ล่วงหน้า 5 ปี มีวิสัยทัศน์ เป้าหมาย แผนชัดเจน หลายเรื่องเป็นโครงการระยะยาว เป็นยุคที่ กนอ.เตรียมทำโครงสร้างพื้นฐานอย่างท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 นิคมยางพารา (Rubber City) นิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ปรับปรุงการให้บริการของ กนอ.
สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลทุกอย่าง โครงการต่าง ๆ ตามแผนที่วางไว้ การเริ่มลงมือวันนี้อีก 2-3 ปีกว่าจะเสร็จ อย่างน้อยได้รู้สึกว่า กนอ.ได้เริ่มและกำหนดทิศทางมาถูก งานต่าง ๆ จะได้เดินไปอย่างราบรื่น เมื่อบอร์ดรับทราบจะทำให้การต่อยอดไปได้ไร้รอยต่อ