สรท. เร่งครึ่งปีหลังดันส่งออกปี 66 โต 1% หลัง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) ส่งออกหดตัว 6.2% หลังเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น หวั่นภัยแล้งกระทบส่งออกสินค้าเกษตร โชว์ 3 วาระด่วนรัฐบาลใหม่ ลดค่าพลังงาน-แก้ปัญหาภัยแล้ง-ตั้งกองทุน SMEs
วันที่ 5 กันยายน 2566 นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุว่า ได้คาดการณ์ขยายการส่งออกรวมทั้งปี 2566 โต 1% (ณ เดือนกันยายน 2566) โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญในปี 2566 ดังนี้
ปัจจัยแรกมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น ตลาดสหรัฐ ยุโรป และจีน ส่งผลให้อุปสงค์ของสินค้าและบริการปรับลดลง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และภาระต้นทุนการกู้เงินของผู้ประกอบการ
ปัจจัยที่ 2 คือ ดัชนีภาคการผลิต (PMI) ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 50% และปัจจัยที่ 3 คือ ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตร และการขนส่ง
ส่งออกไทย 7 เดือนแรก หดตัว 5.5%
นายชัยชาญระบุว่า ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกรกฎาคม 2566 กับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YOY) พบว่า การส่งออกมีมูลค่า 22,143.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 6.2% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 764,444 ล้านบาท หดตัว 7.7% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนกรกฎาคม หดตัว 2.0%)
ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 24,121.0 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 11.1% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 842,843 ล้านบาท หดตัว 12.5% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม 2566 ขาดดุลเท่ากับ 1,977.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 78,399 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม-กรกฎาคมของปี 2566 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YOY) พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 163,313.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 5.5% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 5,554,796 ล้านบาท หดตัว 3.8% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วงมกราคม-กรกฎาคม หดตัว 2.3%)
ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 171,598.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 4.7% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 5,554,796 ล้านบาท หดตัว 3.8% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2566ขาดดุลเท่ากับ 8,285.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 355,561 ล้านบาท
สินค้าเกษตร “ข้าว” ยังไหวอยู่
สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2566 เดือนกรกฎาคมมีมูลค่าส่งออก 3,985.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 9.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ช่วงระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่าส่งออก 29,619.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะสินค้าอาหารทะเล แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูปที่การส่งออกสะสมหดตัวลง 10%
ขณะที่การส่งออกสะสมของข้าวขยายตัว 21% และน้ำตาล 20% ส่วนเนื้อไก่สดแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป แม้ในเดือนกรกฎาคมจะมียอดส่งออกลดลง แต่การส่งออกสะสมยังขยายตัว 3%
นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองประธาน สรท. กล่าวว่า เนื่องจากอินเดียจำกัดการส่งออกข้าวและน้ำตาล จึงเป็นโอกาสที่ดีของไทยในการส่งออกสินค้าสินค้าเกษตร แต่อย่างไรก็ตาม ไทยเองก็กำลังประสบภาวะแล้งหรือเอลนีโญ จนอาจจะทำให้อุปทานไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ รวมถึงการส่งออก จึงคาดหวังว่า หลังจากที่เราได้รัฐบาลใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์จะลงมาช่วยดูแลและผลักดันสินค้าเกษตรไทย
เศรษฐกิจโลกชะลอ “อัญมณี” หดตัว
สำหรับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญในปี 2566 เดือนกรกฎาคมมีมูลค่าส่งออก 17,364.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (YOY) ขณะที่ช่วงระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่าส่งออก 127,554 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
ในส่วนของกลุ่มยานยนต์ขยายตัว 7% และกลุ่มเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 2% ขณะที่กลุ่มอัญมณีและเครื่องปรับ หดตัว 15% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้ผู้บริโภคลดการจับจ่ายใช้สอยสินค้าฟุ่มเฟือยลง และผลิตภัณฑ์ยางหดตัว 6% เนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว
นายสุภาพกล่าวว่า กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าหดตัวลงเหลือ 0% เนื่องจากตอนนี้ทุกประเทศ โดยเฉพาะทางสหรัฐและยุโรป ยกเลิกการอุดหนุนเงินช่วยเหลือ หรือ helicopter money แบบในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดแล้ว ทำให้ผู้บริโภคเดิมที่เคยโหมซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ลดลง ทำให้คาดว่าตั้งแต่ตอนนี้จนถึงสิ้นปี การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจจะติดขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ชี้ส่งออกครึ่งปีหลัง ปัจจัยรุมเร้าเยอะ
นายชัยชาญสรุปว่า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ดีอย่างที่เราคิด หลายประเทศส่งออกติดลบกันค่อนข้างเยอะ บางประเทศอาจจะติดลบถึง 2 หลักแล้ว ทำให้เราต้องแบ่งกันระหว่างความจริงกับความพยายาม เพราะความจริงคือตอนนี้มีปัจจัยภายนอกรุมเร้าเยอะ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวัน หรือแม้แต่สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ
ต่อมาคือเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่เอเวอร์แกรนด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของจีนล้มละลาย และอีกปัจจัยคือ ภาวะภัยแล้งหรือเอลนีโญที่กระทบความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรที่เราส่งออกถึง 20% ของการส่งออกทั้งหมด
“เห็นแล้วว่าปัญหาเดิมยังไม่ทันจะคลี่คลายก็มีปัญหาใหม่เข้ามาซ้ำเติม แต่ยังดีที่ค่าเงินบาทของไทยที่ 35.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยประคับประคองการส่งออกในครึ่งปีหลังนี้ แต่อย่างไรก็ตามยังต้องจับตาดูเศรษฐกิจคู่ค้าของเรา ไม่ว่าจะจีน สหรัฐ และยุโรป ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงจับตาดูราคาน้ำมันในช่วงสิ้นปีที่ราคาอาจจะพุ่งขึ้น เนื่อง OPEC+ ลดกำลังการผลิตลง ขณะที่กำลังเข้าสู่ฤดูหนาว และสุดท้ายต้องจับตาดูค่าเงินบาทด้วย”
ครึ่งปีหลัง อาหารและยานยนต์ไปรอดแน่
แต่อย่างไรก็ตาม นายชัยชาญระบุว่า สินค้าส่งออกของไทยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกคือ สินค้าส่งออกบวกแน่นอน ได้แก่ ข้าว น้ำตาล รถยนต์ และอาหาร ต่อมาคือกลุ่มที่ 2 ซึ่งการส่งออก 7 เดือนแรกติดลบเยอะ แต่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายปี ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันปะหลัง แต่อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับความต้องการในจีน เพราะเศรษฐกิจจีนถือว่าเป็น game changer สำหรับยางและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ส่วนเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ก็มีโอกาส กลุ่มสุดท้ายน่าเป็นห่วงสุด ไม่ต้องรอลุ้นบวก ได้แก่ พลาสติกและเคมีภัณฑ์ กับสิ่งทอ
3 เรื่องเร่งด่วน เสนอรัฐบาลใหม่ ทำทันที
นายชัยชาญกล่าวว่า ตอนนี้มี 3 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งให้รัฐบาลใหม่รีบทำทันที ได้แก่ การลดภาระเรื่องต้นทุน โดยเฉพาะค่าพลังงานต่าง ๆ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้มีการแข่งขันภายนอกกันดุเดือดมากขึ้น เราจึงต้องการราคาที่สามารถไปแข่งขันกับผู้เล่นรายอื่นในตลาดโลก
ดังนั้นการลดภาระต้นทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำได้ทันที ต่อมาคือเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการน้ำที่เราต้องวางแผนเชิงรับและรุกให้ชัดเจนเพื่อตอบโต้กับภัยแล้ง และสุดท้ายคือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ Supply Chain Financing
ทั้งนี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ เพื่อ “ยกระดับความสามารถการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศ” ประกอบด้วย ลดต้นทุน ยกระดับประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสทางการค้า พร้อมทั้งข้อเสนอแนะการดำเนินงานที่สำคัญแยกตามประเด็นยุทธศาสตร์ 10 ด้าน อาทิ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก เป็นต้น
