Skip to content

ธปท.จ่อหั่นจีดีพีเดือน ก.ย.นี้ เหตุส่งออกทรุด-รายได้ท่องเที่ยวต่ำกว่าคาด

31 ส.ค. 2566 | 17:17น.
ธปท.จ่อหั่นจีดีพีเดือน ก.ย.นี้ เหตุส่งออกทรุด-รายได้ท่องเที่ยวต่ำกว่าคาด

ธปท.จ่อปรับประมาณการจีดีพีในรอบการประชุมเดือน ก.ย.นี้ จากประมาณปีนี้อยู่ที่ 3.6% และปี 2567 อยู่ที่ 3.8% หลังการส่งออกฟื้นตัวช้า-รายได้การท่องเที่ยวน้อยกว่าคาด แม้จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 15.4 ล้านคน แต่ใช้จ่ายน้อย ย้ำอุปสงค์ภายในประเทศไม่ได้แย่ พร้อมเผยเศรษฐกิจเดือน ก.ค.-ส.ค. ยังมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง

วันที่ 31 สิงหาคม 2566 นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสสูงที่จะปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจปี 2566 ในการประชุมรอบหน้าวันที่ 27 กันยายนนี้ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจจริงในไตรมาส 2/2566 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รายงานออกมาขยายตัว 1.8% ต่ำกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ โดยปีนี้ ธปท.คาดการณ์จีดีพีอยู่ที่ 3.6% และปี 2567 อยู่ที่ 3.8%

ทั้งนี้ การปรับประมาณการดังกล่าว มาจากภาคการต่างประเทศเป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากภาคการส่งออกชะลอตัว ที่คาดจากเศรษฐกิจคู่ค้าและกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมา โดยเฉพาะประเทศจีนเป็นส่วนสำคัญ โดยภาคการส่งออกในไตรมาส 3/2566 ยังคงไม่เห็นการฟื้นตัว เพราะมีผลของฐานของปีก่อน อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 4/2566 จะเริ่มเห็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์น่าจะฟื้นตัว และเป็นบวกต่อภาคการส่งออกได้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะยังมีทิศทางฟื้นตัว แต่ผลดีต่อภาคเศรษฐกิจ (Real Sector) น้อยกว่าคาด เนื่องจากการใช้จ่าย (Spending) ของนักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อยกว่าประมาณการ เพราะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางระยะสั้น (Short Haul) เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่ยาว ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวน้อยกว่าคาด โดยตัวเลขเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศ สอดคล้องกับการบริโภคที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง

“มีโอกาสสูงที่จะมีการปรับประมาณการตัวเลขจีดีพีและเงินเฟ้อน่าจะซอฟต์ลงพอสมควร แต่ก็คงไม่ได้ปรับตัวลงแรง ๆ เพราะดูทิศทางในปี 2567 นักท่องเที่ยวยังคงมาอยู่ เศรษฐกิจโลกก็น่าจะดีขึ้น การส่งออกก็น่าจะดีขึ้นตาม รวมถึงนโยบายภาครัฐที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจจึงมีโอกาสสูงที่จะขยายตัวมากกว่าปีนี้ ซึ่งหลัก ๆ การปรับประมาณการตัวเลขปีนี้มาจากต่างประเทศ เพราะตัวเลขในประเทศไม่ได้แย่ และตัวเลขส่งออกที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด และผลดีต่อ Supply Side ของการท่องเที่ยวน้อยกว่าคาดจากยอดการ Spending ที่น้อยกว่าคาด”

นายสักกะภพกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินเดือนกรกฎาคม 2566 ยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้นจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน หากดูจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนมาอยู่ที่ 2.49 ล้านคน จาก 2.24 ล้านคน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 0.9% และนับจากต้นปี-ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวแล้ว 15.4 ล้านคน ซึ่งมาจากหลายสัญชาติ เช่น รัสเซีย มาเลเซีย เกาหลี และญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี หากดูรายรับจากภาคการท่องเที่ยวไม่ได้เร่งตัวมาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวระยะสั้นมากว่าระยะยาว แต่ภาพรวมการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัว

ด้านภาคการส่งออก (ไม่รวมทองคำ) ปรับหดตัว -1.8% จากเดือนก่อนหน้า หรือคิดเป็นการหดตัว -4.5% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งหมวดที่ปรับลดลงจากอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และสินค้าเกษตร โดยสินค้าหมวดยานยนต์ส่งออกได้ดีขึ้นในหลายตลาด

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 1% ปรับดีขึ้นเกือบในทุกหมวดสินค้า นำโดยภาคการบริการท่องเที่ยว โรงแรม ภัตตาคาร ขนส่งปรับดีขึ้น ส่วนการลงทุนภาคเอกชน ปรับดีขึ้นเช่นกันอยู่ที่ 1.4% จากเดือนก่อน มาจากหมวดการก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มีการสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม และเครื่องจักรอุปกรณ์ดีขึ้น

ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนขยายตัวอยู่ที่ 3.6% ตามรายจ่ายการลงทุนที่เติบโต 21.7% มาจากการเบิกจ่ายกรมทางหลวงชนบท และรัฐวิสาหกิจมีการลงทุนอยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการหดตัว -3.6% เทียบปีก่อน เป็นผลมาจากผลของฐานที่สูง แต่หากหักผลของฐานยังคงขยายตัวเป็นบวก ซึ่งมาจากการเบิกจ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ

และตลาดแรงงานฟื้นตัวสอดคล้องกับการบริโภค โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น และกระจายตัวดีขึ้น และผู้ขอรับสิทธิว่างงานโดยรวมทยอยปรับลดลง แต่ผู้ขอรับสิทธิว่างงานรายใหม่ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงต้องติดตามในระยะต่อไป

สำหรับเสถียรภาพการเงิน พบว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกรกฎาคม 2566 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนมิถุนายน 0.23% มาอยู่ที่ 0.38% มาจากราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการลดกำลังการผลิตและสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่กลับมาอีกครั้ง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากเดือนก่อนที่อยู่ 1.32% มาอยู่ 0.86% แต่ภาพรวมเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ด้านเงินบาทเทียบดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2566 ปรับแข็งค่าขึ้นจาก 34.92 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 34.46 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากดอลลาร์อ่อนค่าจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ย และในเดือนสิงหาคมเงินบาทกลับมาอ่อนค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 35.02 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.เศรษฐกิจสหรัฐปรับดีขึ้น 2.ตัวเลขจีนออกมาแย่กว่าคาด และ 3.เศรษฐกิจไทยตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ดี ดัชนีเทียบคู่ค้าคู่แข่งยังคงใกล้เคียงและสอดคล้องกับภูมิภาค

“มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยอยู่ในทิศทางฟื้นตัวจากอุปสงค์ในประเทศ และยังอาศัยท่องเที่ยวและบริการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ปัจจัยด้านส่งออกและเศรษฐกิจคู่ค้ายังคงต้องติดตามดู รวมถึงในแง่นโยบายของรัฐบาลใหม่ และผลจากเอลนีโญต่อผลผลิตและการส่งออก”