รู้จัก น้ำมัน EURO 5 เริ่มใช้ 1 ม.ค. 67 มีผลกับค่าการตลาดน้ำมันอย่างไร

น้ำมัน ราคาน้ำมัน กรุงเทพ เดินทาง

เหลือเวลาอีก 1 เดือนก็จะเปิดศักราชใหม่ของการใช้ “น้ำมัน EURO 5” ที่จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2567 ที่จะถึงนี้

“ประชาชาติธุรกิจ” จะพาทุกคนมารู้จักกับน้ำมัน EURO 5 ที่จะพลิกโฉมหน้าภาคขนส่งของประเทศไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่สำคํญจะช่วยลดปัญหา PM 2.5 ปัญหาเรื้อรังมานานของประเทศไทย

ย้อนเส้นทาง EURO 5

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ไทยยกระดับการดูแลแก้ปัญหาฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติเมื่อปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่สถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 รุนแรงถึงขั้นมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าไทยติดท็อป 20 ของโลก รัฐบาลขณะนั้นได้วางมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นจากภาคขนส่ง ซึ่งเป็นต้นตอหลัก ทั้งมาตรการเร่งด่วน ด้วยการแก้ไขปัญหาการจราจรและการเผาทางการเกษตร ควบคู่ไปกับการวางมาตรการถาวรใน 3 ด้านคือ การแก้ไขปัญหาพื้นที่เชิงวิกฤต การแก้ไขปัญหาจากแหล่งต้นทางแหล่งกำหนดฝุ่น และการบริหารจัดการ ปรับปรุงเรื่องเครื่องมือ และการตรวจวัดต่าง ๆ

สำหรับด้านการขนส่ง มุ่งส่งเสริมการก่อสร้างรถไฟฟ้า ยกระดับขนส่งมวลชน ขนส่งสาธารณะ เพื่อแก้ปัญหาจราจร ขณะเดียวกัน ได้หาวิธีการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และมองถึงการพัฒนาสถานีชาร์จ

หนึ่งในแนวทางที่ดำเนินการควบคู่กันก็คือ การส่งเสริมการปรับเปลี่ยนน้ำมันที่มีค่าซัลเฟอร์ 50 ppm ลดลงเหลือ 10 ppm ตามมาตรฐาน EURO 5 จากโมเดลสหภาพยุโรป โดยส่งเสริมให้ทุกโรงกลั่นลงทุนพัฒนาการกลั่นน้ำมันตามมาตรฐาน EURO 5 ในกรอบระยะเวลา 3 ปี ถึงปี 2566 ซึ่งได้รับการตอบรับจาก 6 โรงกลั่นน้ำมัน ได้แก่ บมจ.ไทยออยล์ (TOP), บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC), บมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย) (ESSO), บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) และ บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ซึ่งเบื้องต้นใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ผลิตน้ำมัน EURO 5 เพื่อให้ทันบังคับใช้ตามเป้าหมายในปี 2567

ยกตัวอย่างเช่น โรงกลั่นบางจากขณะนั้นมีกำลังการกลั่น 120,000 ตัน สามารถผลิตน้ำมันกลุ่มเบนซินและกลุ่มดีเซลซึ่งเป็นน้ำมันที่มีมูลค่าสูง ได้คุณภาพตามข้อกำหนดมาตรฐาน EURO 4 ของภาครัฐ และยังเป็นโรงกลั่นรายแรกในเอเชียที่ผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 มาตรฐาน EURO 5 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ล่าสุดโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา (โรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่เดิม) ก็เริ่มเดินเครื่องผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงกำมะถันต่ำตามมาตรฐาน EURO 5 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566

EURO 5 คืออะไร

หลายคนตั้งคำถามว่า EURO 5 คืออะไร ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่าน้ำมันยูโร 5 (EURO 5) คือมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำหนดโดยกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป เพื่อวางกฎที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในการใช้เชื้อเพลิงภาคขนส่ง โดยกลุ่มประเทศยุโรปจะมีกฎระเบียบกำหนดมาตรฐานไอเสียรถยนต์ไม่ให้มลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานไล่มาตั้งแต่ EURO 1, EURO 2, EURO 3, EURO 4, EURO 5 และ EURO 6

ประเทศไทยกับ EURO 5

ปัจจุบันประเทศไทยมีมาตรฐานน้ำมันบังคับอยู่ที่ EURO 4 ซึ่งมีกำมะถันต่ำกว่า 50 ppm หรือ 50 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก ทว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป จะมีการบังคับให้เป็นมาตรฐานน้ำมัน EURO 5 ซึ่งมีกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm หรือ 10 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก หลังจากที่เลื่อนมาเมื่อปี 2564

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีมาตรฐานไอเสียรถยนต์ ซึ่งระบุปริมาณมลพิษ 4 ตัวคือ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ไฮโดรคาร์บอน (HC) และสารพิษอนุภาค (PM) โดยวัดเป็นหน่วยกรัมต่อกิโลเมตรตามวัฏจักรขับขี่ในห้องปฏิบัติการทดลอง ปัจจุบันรถยนต์ดีเซลขนาดเล็กจะอยู่ที่ระดับ EURO 4 และรถยนต์ดีเซลขนาดใหญ่จะอยู่ที่ระดับ EURO 3 แต่หลังจากวันที่ วันที่ 1 มกราคม 2567 จะยกระดับเป็นมาตรฐาน EURO 5 ทั้งหมด

ซึ่งผลที่ได้จากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐาน EURO 5 คือน้ำมันเชื้อเพลิงสะอาดที่มีกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซไฮโดรคาร์บอนและออกไซด์ของไนโตรเจน ที่สำคัญคือ ลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในประเทศไทย รวมถึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เติมได้ที่ไหน

และเป็นที่น่าสนใจว่า ก่อนที่ไทม์ไลน์การกำหนดให้ใช้ EURO 5 จะเริ่มขึ้นในอีก 1 เดือนข้างหน้า ผู้ค้าน้ำมันต่างออกมาประกาศข่าวดีว่าจะให้บริการน้ำมัน EURO 5 ได้เร็วกว่ากำหนด ทั้งสถานีบริการน้ำมันบางจาก รวมถึงสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่เดิมที่ประเดิมสูตรน้ำมันดีเซลมาตรฐาน EURO 5 โดยจำหน่ายในสถานีบริการจำนวน 224 สาขา ในเขตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา

และสถานบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ก็เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซลทุกชนิด น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันเบนซิน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งสิ้น 226 สถานี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 นี้ เช่นเดียวกัน

ค่าการตลาดน้ำมันเปลี่ยน

และไฮไลต์อีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องจับตามองหลังจากการใช้น้ำมัน EURO 5 อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2567 คือ ความเปลี่ยนแปลงของ ‘ค่าการตลาดน้ำมัน’

ซึ่งปัจจุบันปัญหาค่าการตลาดน้ำมันที่แตกต่างกันระหว่างภาครัฐและเอกชนนั้น ทางเอกชนให้เหตุผลว่าสูตรการคำนวณค่าการตลาดน้ำมันของภาคเอกชนและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานมีความแตกต่างกัน เป็นผลจาก แมคคานิคส์ซึ่ม สูตรโครงสร้างภายในแต่ละแห่งต่างกัน ทำให้บางช่วงเวลา “เก็บค่าการตลาด” แตกต่างกัน หลายระดับ   เช่น ราคาเบนซิน สนพ.จะโชว์สูงคือตั้งแต่ 3.00-3.50 บาท สูงกว่ามาก เอกชน ส่วนต่างจะอยู่ที่ 1.20-1.30 บาท เคยห่างกันมากถึง 1.60 บาท ส่วนต่างค่าการตลาดดีเซลจะอยู่ที่ 40-70 สตางค์ต่อลิตร หรือเฉลี่ยประมาณ 50 สตางค์

แต่หลังจากเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน EURO 5 แล้วก็จะทำให้แก๊บช่วงห่างราคาค่าการตลาดของภาครัฐและเอกชนขยับเข้ามาใกล้กัน เพราะราคาน้ำมันที่อ้างอิงจะมีมาตรฐานเป็น 10 ppm เหมือนกัน ทำให้ต่อไปโรงกลั่นจะคิดราคาเหมือนกัน หรือแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยจากค่าพรีเมี่ยม

ประเด็นนี้จึงเป็นที่น่าจับตามอง ว่าจะนำไปสู่มาตรการในการดูแลแก้ไขปัญหาค่าการตลาดและราคาน้ำมันระยะยาวอย่างไรต่อไป