เช็กด่วน 3 สินค้าเสี่ยงส่งมอบช้า “ท่าเรืออิชิกาวา” ผลจากแผ่นดินไหวญี่ปุ่น

เช็กด่วน 3 สินค้าเสี่ยงส่งมอบช้า

ทูตพาณิชย์ เมืองโอซากา เผยแผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อการนำเข้า-ส่งออก ในจังหวัดอิชิกาวา พื้นที่หลักเกิดเหตุ ชี้สินค้าไทยส่วนใหญ่นำเข้าที่ท่าเรือโอซากาเป็นหลัก

วันที่ 3 มกราคม 2567 นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้รับรายงานจากนางสาวตริยาภรณ์ บุญศิริยะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ระบุเกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.6 แมกนิจูด บริเวณนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ศูนย์กลางอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดอิชิกาวา (ห่างจากโตเกียว 560 กม. และห่างจากโอซากา 286 กม.) เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2567 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มองว่าอาจส่งผลระยะสั้นกับการส่งออก-นำเข้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่จังหวัดอิชิกาวา ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่เกิดแผ่นดินไหวและบริเวณใกล้เคียง

โดยเบื้องต้นประเมินผลกระทบต่อสินค้าไทยที่นำเข้าผ่านท่าเรืออิชิกาวาเพียงเล็กน้อย เพราะมีการนำเข้าผ่านท่าเรือดังกล่าวในปี 2565 มูลค่ารวม 1,660 ล้านเยน หรือประมาณ 400 ล้านบาท เพราะส่วนใหญ่สินค้าไทยนำเข้าที่ท่าเรือโอซากาเป็นหลัก

ขณะที่การนำเข้าสินค้าไทยมายังญี่ปุ่นทั้งหมดเฉลี่ย 3.5 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 8.5 แสนล้านบาท ดังนี้

  • เหล็กกล้า (432 ล้านเยน) และเส้นใยสังเคราะห์/สิ่งทอ (420 ล้านเยน) อาจมีการชะลอคำสั่งซื้อ
  • ชิ้นส่วนยานยนต์ (202 ล้านเยน) อาจมีความล่าช้าจากการขนส่งวัตถุดิบขั้นกลาง และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยอาจชะลอการสั่งซื้อ ในขณะที่โรงงานในไทยที่ต้องอาศัยชิ้นส่วนนำเข้าจากญี่ปุ่นได้รับสินค้าล่าช้าในการขนส่ง จึงอาจกระทบต่อสายการผลิตได้
  • สินค้าอาหารทะเล (50 ล้านเยน) และอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ (70 ล้านเยน) อาจเกิดการตกค้าง ในห้องเย็น จากกำหนดเวลาเปิด-ปิดไฟ ซึ่งอาจทำให้การขนส่งสินค้าต่อไปยังจุดต่าง ๆ ชะงักตามไปด้วย

ทั้งนี้ ปี 2566 ญี่ปุ่นนำเข้าจากทั่วโลกผ่านท่าเรือโตเกียวเป็นหลัก โดยผ่านท่าเรืออิชิกาวาเป็นอันดับที่ 67 ส่วนสินค้าไทยที่เข้าไปอิชิกาวานั้น นำเข้าผ่านท่าเรือโอซากาเป็นหลัก

ขณะนี้ยังมีการปิดเส้นทางที่เข้าไป ในพื้นที่เฉพาะบริเวณที่ได้รับผลกระทบรุนแรง โดยขณะนี้ทางการญี่ปุ่นยังไม่มีการประเมินความเสียหาย ด้านการขนส่งสินค้าอย่างเป็นทางการเนื่องจากให้ความสำคัญกับการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นอันดับแรก


อย่างไรก็ดี แม้จะมีการระงับกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงอยู่บ้าง หากแต่มีการนำเข้าจากเขตอื่นด้วยแล้ว เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนกระแสไฟฟ้า