เปิดปัจจัยบวก ทำให้ยอดผลิตรถยนต์ปี 2567 แตะ 1.9 ล้านคัน

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์

ส.อ.ท. ตั้งเป้ายอดผลิตรถยนต์ปี 2567 แตะ 1.9 ล้านคัน ส่งออกได้ 1.15 ล้านคัน คาดตลาด EV ดีมานด์พุ่ง ประเทศคู่ค้ายังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง ขณะที่ทั้งปี 2566 ยอดผลิต ขาย ส่งออก ลดทุกตัวจากแบงก์เข้มงวดปล่อยสินเชื่อ หนี้ครัวเรือนหนัก

วันที่ 29 มกราคม 2567 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปี 2567 ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ 1,900,000 คัน เพิ่มขึ้น 3.17% เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก 1,150,000 คัน ลดลง 0.52% และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 750,000 คัน ซึ่งประเมินว่าปัจจัยบวก คือ 1.ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถกระบะซึ่งขนส่งสินค้าและคน เพื่อส่งออกไปทั่วโลกกว่าหนึ่งร้อยประเทศ จึงอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากจากเศรษฐกิจชะลอตัว

2.ประเทศจีนเปิดประเทศซึ่งอาจส่งผลให้การค้าโลกและการท่องเที่ยวเติบโต เป็นผลดีต่อการส่งออกของหลายประเทศดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของประเทศไทย

3.การขาดแคลนชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์คลี่คลายลงมากส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น 4.การลงทุนผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อาจมีการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า 5.คำสั่งซื้อสินค้าจากประเทศคู่ค้า สหรัฐ ยุโรป จีน เพิ่มขึ้น รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มอ่าวอาหรับ GCC และ 6.อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในช่วงขาลงทำให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น

ปัจจัยลบ 1.การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และความขัดแย้งระหว่างประเทศอาจขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและการเพิ่มขึ้นใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกลดลงและเงินเฟ้ออาจสูงขึ้น 2.ตลาดทั้งในและต่างประเทศ เกิดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในสินค้าประเภทเดียวกัน และคู่แข่งเกิดขึ้นในภูมิภาคเพิ่มขึ้น 3.นโยบายของประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก เช่น การขึ้นภาษีสรรพสามิตในรถยนต์บางประเภทในลาว

ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เป้า 750,000 คัน เพิ่มขึ้น 9.39% ปัจจัยบวก คือ การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาไทย ทำให้เกิดการเชื่อมโยง Supply Chain ของอุตสาหกรรม 2.ความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากกฎระเบียบและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป 3.เริ่มมีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

ส่วนปัจจัยลบ 1.หนี้ครัวเรือนสูง หนี้สาธารณะสูง ค่าครองชีพสูง อัตราดอกเบี้ยสูง ส่งผลกระทบต่ออำนาจซื้อของประชาชนลดลง ทำให้ยอดขายอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งมี supply chain หลายอุตสาหกรรมชะลอตัวลง ส่งผลต่อการจ้างงาน ทำให้รายได้คนงานก่อสร้างและโรงงานลดลง

2.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2567 ล่าช้าออกไปราว 8 เดือน ทำให้การลงทุนและการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าออกไปด้วย ส่งผลให้การลงทุนการจ้างงานของเอกชนล่าช้าออกไป เศรษฐกิจจึงเติบโตในระดับต่ำ

3.ภัยธรรมชาติที่คาดไม่ถึง อาจจะกระทบต่อผลผลิตและรายได้เกษตรกร 4.ความขัดแยังระหว่างประเทศอาจขยายตัวและเพิ่มขึ้นหลายพื้นที่จะส่งผลให้ราคาพลังงาน สินค้า และวัตถุดิบสูงขึ้น 5.การส่งออกสินค้าต่าง ๆ ในปีนี่อาจลดลงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงส่งผลการผลิตการลงทุนการจ้างงานลดลง อำนาจซื้อลดลง

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สำหรับเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา มียอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด 133,621 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 15.75% ผลจากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถกระบะเพราะหนี้ครัวเรือนสูงถึง 90.6% ของ GDP และอีกส่วนหนึ่งมาจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นำเข้ามาขายในประเทศ ทำให้ผลิตรถยนต์นั่งลดลง ส่งผลให้ทั้งปี 2566 (มกราคม-ธันวาคม) มีจำนวนผลิตรถทั้งสิ้น 1,841,663 คัน ลดลง 2.22%

สำหรับการผลิตเพื่อส่งออกเดือนธันวาคม 2566 ผลิตได้ 82,592 คัน เท่ากับ 61.81% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 3.7% หากตลอดทั้งปีผลิตเพื่อส่งออกได้ 1,156,035 คัน เท่ากับ 62.77% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 11.44%

การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนธันวาคม 2566 ผลิตได้ 51,029 คัน เท่ากับ 38.19% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 29.94% หากทั้งปีผลิตได้ 685,628 คัน เท่ากับ 37.23% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 18.98%

เป็นส่วนของรถจักรยานยนต์เดือนธันวาคม 2566 ผลิตได้ 201,128 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 8.73% หากทั้งปีผลิตได้ 2,472,872 คัน ลดลง 5.86%

ส่วนที่เป็นยอดขายในประเทศของเดือนธันวาคม 2566 มีจำนวนทั้งสิ้น 68,326 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ 10.88% แต่ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 17.48% ซึ่งทั้งปีมียอดขาย 775,780 คัน ลดลงจากปี 2565 ถึง 8.67%

เพราะสถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถกระบะจากภาระหนี้ครัวเรือนสูง และเพราะเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากผลผลิตอุตสาหกรรมที่ลดลงตามการส่งออกที่ลดลง โรงงานจึงลดกะทำงานและลดทำงานล่วงเวลา คนงานขาดรายได้ ประกอบกับค่าครองชีพและอัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้เหลือเงินไม่เพียงพอในการใช้จ่ายอย่างอื่นได้ นอกจากนี้การลงทุนและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐก็ยังต้องรองบประมาณรายจ่ายปี 2567 ที่ล่าช้าออกไปอีกหลายเดือน

ยอดขายส่วนของรถจักรยานยนต์มียอดขาย 132,377 คัน ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ 7.51 และลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ถึง 8.35% ซึ่งทั้งปีมียอดขาย 1,856,814 คัน เพิ่มขึ้น 3.62%

ขณะที่ การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนธันวาคม 2566 ส่งออกได้ 90,305 คัน ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ 9.34% และลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ถึง 19.09% ซึ่งทั้งปีส่งออกได้ 1,117,539 คัน สูงกว่ายอดส่งออกก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ปี 2562 และสูงสุดในรอบ 5 ปี หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ในช่วงเดียวกัน 11.73%

เพราะประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ ยังมียอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น จึงทำให้ส่งออกเพิ่มขึ้นในทุกตลาด ยกเว้นตลาดแอฟริกาที่ลดลง


ทั้งนี้ เดือนธันวาคม 2566 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 11,187 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 317.43% ซึ่งทั้งปี BEV จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 100,214 คัน เพิ่มขึ้นจาก 381.77%