จับตา แก้กฎหมายพลังงาน บีบผู้ค้าแจงข้อมูลนำเข้า-ส่งออก

น้ำมัน

หลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน “นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ได้ประกาศนโยบายรื้อ ลด ปลด สร้าง เพื่อปรับการทำงานของกระทรวงพลังงาน และวางแนวทางด้านพลังงานของประเทศเสียใหม่ ให้เข้ารูปเข้ารอย

โดยช่วงแรกจะพบว่า ปัญหาเรื่องการตรวจสอบข้อมูลต้นทุนราคาน้ำมัน เพื่อดูแลค่าการตลาดน้ำมัน เป็นเรื่องที่มีประเด็นพอสมควร ในแง่ที่ว่า ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงานนั้น หน่วยงานใดมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

เมื่อครั้งที่กระทรวงพลังงานขอให้ภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันจัดส่ง “ข้อมูลค่าการตลาด” แต่เอกชนปฏิเสธโดยระบุว่าเป็นข้อมูลความลับทางธุรกิจ ทำให้การตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวทำให้ยากและล่าช้า และเมื่อสอบถามไปยังกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้ถือกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เกี่ยวกับการเรียกข้อมูลจากภาคเอกชน ก็หลายครั้งได้รับการประสานกลับมาว่า “สินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นสินค้าที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว นำมาสู่ “การปรับปรุงกฎหมาย” ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจพลังงาน

ล่าสุด มีการออกประกาศผ่านเว็บไซต์ https://law.go.th ว่า กรมธุรกิจพลังงาน ได้มีการออกเผยแพร่ ร่างประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง การแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. … ให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมแสดงความเห็นประกอบการพิจารณาจัดทำร่างเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567

ในร่างระบุว่า น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน และเป็นต้นทุนหลัก ของภาคธุรกิจในการประกอบกิจการ หากน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำหน่ายภายในประเทศมีการค้ากำไรเกินสมควร มีปริมาณการจัดจำหน่ายไม่เพียงพอ หรือไม่ได้คุณภาพแล้ว จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งต่อประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ รัฐจึงจำเป็นต้องกำหนดนโยบายด้านการพลังงานให้เหมาะสมเพื่อเป็นหลักประกัน ให้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศมีราคาจำหน่ายที่ยุติธรรม มีปริมาณเพียงพอ และได้คุณภาพ

แต่การที่รัฐจะสามารถกำหนดและดำเนินนโยบายด้านการพลังงานได้อย่างเหมาะสมนั้น จำเป็นที่รัฐจะต้องได้มาซึ่งข้อมูลอื่นที่เกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง

นอกเหนือจากข้อมูลด้านปริมาณและสถานที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิง กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการดำเนินการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการกำหนดนโยบายด้านการพลังงานของประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของประเทศด้านเศรษฐกิจและความผาสุกของประชาชน ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550

ตร.พลังงาน

โดยร่างนี้มีทั้งหมด 11 ข้อ แต่ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ข้อ 4 กำหนดว่า ให้ผู้ค้าน้ำมันที่นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงให้แจ้ง ชื่อและสถานประกอบการของคู่สัญญาหรือคู่ตกลง, วันที่ทำสัญญาหรือข้อตกลง ประเภทหรือชนิดของน้ำมันเชื้อเพลิง ปริมาณ และราคาที่ตกลงในการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงในแต่ละสัญญา โดยแสดงแยกเป็นประเภทและราคาต่อหน่วยเป็นลิตร รวมตลอดทั้งประเทศต้นทางของน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าว,

ต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการซื้อและนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงในแต่ละสัญญา และค่าใช้จ่าย ๆ อื่น เช่น พวกค่าขนส่ง โดยระบุชื่อและสถานประกอบการของผู้รับเงินในแต่ละรายการ และแจ้งวัน เวลา และช่องทางที่จะนำเข้า เพื่อให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทำสัญญาหรือข้อตกลงซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง และหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ได้แจ้งให้แจ้งกับอธิบดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ตกลงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล และให้แปลงหน่วยเงินที่ชำระเป็นเงินบาทด้วย

ส่วน ผู้ส่งออก กำหนดไว้ใน ข้อ 5 ให้แจ้งข้อมูล ประกอบด้วย ชื่อและสถานประกอบการของคู่สัญญาหรือคู่ตกลง, วันที่ทำสัญญาหรือข้อตกลง ประเภทหรือชนิดของน้ำมันเชื้อเพลิง ปริมาณ และราคาที่ตกลงในการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในแต่ละสัญญา โดยแสดงแยกเป็นประเภทและราคาต่อหน่วยเป็นลิตร รวมตลอดทั้งประเทศปลายทางในการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าว,

ต้นทุนอื่นที่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงต้องรับผิดชอบในการจำหน่ายและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงในแต่ละสัญญา และค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าตอบแทนนายหน้า ค่าใช้จ่าย ในการแลกเปลี่ยนและโอนเงิน ค่าภาษี อากร หรือค่าธรรมเนียมอื่นใด โดยระบุชื่อและสถานประกอบการ ของผู้รับเงินในแต่ละรายการ และวัน เวลา และของทางที่จะส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงตามแต่ละสัญญา เพื่อให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ก่อนส่งออก และให้แปลงเป็นเงินบาท

และยังมีข้อกำหนดในข้อ 6 ที่กำหนด ให้ผู้ค้าน้ำมันซึ่งนำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้แจ้งข้อมูลตามข้อ 4 เนื่องจากในการทำสัญญาหรือข้อตกลงซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงมิได้มีความประสงค์ที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องแจ้งข้อมูลตามข้อ 4 ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนนำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในราชอาณาจักร

นอกจากนี้ ยังกำหนดข้อ 8 ว่า หากในกรณีนำเข้ามาให้ใช้ราคาในการคำนวณอากร ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรที่แตกต่างไปจากข้อมูลที่ได้แจ้งไว้ ก็ให้แจ้งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินอากรจากพนักงานศุลกากร หรือวันที่ชำระค่าอากร และกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันแจ้งราคาต้นทุนเฉลี่ยที่ใช้ในการบันทึกบัญชีของน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งนำเข้ามาให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบทุกรอบระยะเวลา 3 เดือนตามปีปฏิทิน โดยแยกเป็นประเภทและให้มีราคาต่อหน่วยเป็นลิตร ทั้งนี้ ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลา 3 เดือนดังกล่าว

และสุดท้ายยังระบุอีกด้วยว่า หากภายใน 30 วันนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้ผู้ค้าน้ำมันซึ่งนำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในราชอาณาจักร นำส่งข้อมูลตาม ข้อ 4 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้ทำสัญญา หรือข้อตกลงซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย


หลังจากนี้ ต้องติดตามว่าบทสรุปการปรับแก้ประกาศฉบับนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดในธุรกิจพลังงานในอนาคต