โรคใบด่างทุบมันสำปะหลังวูบ 2 ล้านตัน

มันสำปะหลัง

โรคใบด่างทุบผลผลิตมันสำปะหลัง หด 2 ล้านตัน ชาวไร่ 30 จังหวัดทั่วประเทศอ่วมหนักสุดในทศวรรษ ลุกลามสู่ปัญหาขาดแคลนท่อนพันธุ์ที่ทนทานโรค ส.ชาวไร่ เล็งชง บอร์ดมันสำปะหลัง ไฟเขียวงบประมาณ 1,750 ล้านบาท ลุย 3 โครงการ 7 ก.พ. 67

นายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ผลผลิตมัน 2566/2567 คาดว่าจะลดลง 2 ล้านตัน เหลือ 26 ล้านจากปีที่แล้วที่มี 28 ล้านตัน จากปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลังที่กระจายไปยัง 32 จังหวัดที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ สร้างความเสียหายต่อผลผลิต และยังทำให้เกษตรกรขาดแคลนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่ทนทานต่อโรคได้

โดยในพื้นที่ 32 จังหวัดพบปัญหาการระบาดของโรคใบด่างกว่า 210,000 ไร่ ซึ่งพื้นที่ที่พบปัญหามากสุด เช่น นครราชสีมา กาญจนบุรี สระแก้ว ขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่เสียหายมากที่สุด

“โรคใบด่างสร้างความเสียหายทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ลดลง จาก 2.8-2.9 ตันต่อไร่ เหลือ 2 ตันต่อไร่ ซึ่งขณะนี้เริ่มทยอยออกสู่ตลาด ตั้งแต่เดือนธันวาคม และคาดว่าจะมีผลผลิตออกมามากที่สุดคือในช่วงนี้ ระหว่างมกราคมถึงกุมภาพันธ์ และผลผลิตจะหมดลงในช่วงเดือนพฤษภาคมก่อนเข้าสู่ฤดูฝน”

ขณะที่ความต้องการใช้มันสำปะหลังภายในประเทศปีนี้คาดว่าจะมีปริมาณ 10 ล้านตัน และภาพรวมทั้งตลาดอยู่ที่ 42 ล้านตัน แต่ผลผลิตน้อยกว่าความต้องการจึงทำให้ราคาผลผลิตมันสำปะหลังที่ออกสู่ตลาดตอนนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 3-4 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาส่งออกมันเส้นของไทย 270 เหรียญสหรัฐต่อตัน สูงกว่าเวียดนามที่ส่งออกราคา 240 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนแป้งมันไทยอยู่ที่ 580 เหรียญสหรัฐต่อตัน สูงกว่าเวียดนามที่ส่งออกราคา 480 เหรียญสหรัฐต่อตัน

นายรังษีกล่าวว่า ทางสมาคมเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลังแห่งชาติ (นบมส.) ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อขอการพิจารณางบประมาณในการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างอย่างเร่งด่วน ผ่าน 3 โครงการสำคัญเป็นจำนวนเงิน 1,750 ล้านบาท ได้แก่

1.ขอสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อใช้ในการทำระบบน้ำหยด เพื่อหล่อเลี้ยงต้นพันธุ์มันสำปะหลัง และเพิ่มศักยภาพการผลิตต่อไร่ ให้ได้ไร่ละ 8 ตันขึ้นไป เพื่อใช้เป็นแปลงผลิตพันธุ์ทนทานและพันธุ์ต้านทานไว้แจกจ่ายให้เกษตรกรในอีกหลายปีข้างหน้า

โดยขอสนับสนุนเงินกู้ไร่ละ 15,000 บาท จำนวน 100,000 ไร่ คิดเป็นเงิน 1,500 ล้านบาท และขอผ่อนคืนในระยะเวลา 5 ปี พร้อมทั้งขอยกเว้นดอกเบี้ย แต่เกษตรกรจะต้องผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังให้ได้ 50% ส่งให้กับกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเวลา 3 ปี

2.ของบประมาณสนับสนุนค่าท่อนพันธุ์ทนทาน ได้แก่ เกษตรศาสตร์ 50, ระยอง 72, ห้วยบง 60 ให้เกษตรกรที่ได้เข้าร่วมโครงการทำแปลงขยายพันธุ์ทนทานจำนวน 100,000 ไร่ ซึ่งจะต้องใช้ท่อนพันธุ์ไร่ละ 400 ลำ ลำละ 5 บาท ใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบดำเนินการ

3.ของบประมาณสนับสนุนการขยายพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคไวรัสใบด่าง ด้วยวิธี Tissue Culture ให้ได้จำนวน 2 ล้านลำ ในปี 2567/2568 เพื่อจะได้นำไปลงแปลงระบบน้ำหยด เพื่อขยายพันธุ์ต่อไป ขอสนับสนุนงบประมาณจำนวน 50 ล้านบาท ดำเนินงานโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สวทช. ร่วมกับมูลนิธิพัฒนามันสำปะหลัง กรมส่งเสริมการเกษตร

ด้านนายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ราคามันสำปะหลังไทยปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการใช้มีมาก จากทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีสูงถึงราว 42 ล้านตัน แต่ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 27 ล้านตัน ลดลง 9% จากปี 2566 ที่มี 30 ล้านตัน ส่งผลให้มีการลักลอบนำเข้าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยเริ่มออกสู่ตลาด ล่าสุดทำให้ราคาหัวมันสำปะหลังสดอ่อนตัวลดลงเล็กน้อย จาก 3.80 บาท เหลือ 3.60-3.70 บาท

กรมจึงร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง ติดตามการนำเข้าและขนย้าย โดยเน้นจังหวัดที่มีชายแดนติดกับลาว และกัมพูชา เช่น จังหวัดสุรินทร์ จันทบุรี สระแก้ว อุบลราชธานี เป็นต้น

เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า และขนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยนับตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. 67 พบผู้ลักลอบขนย้ายมันแล้ว 2 ราย ปริมาณ 77 ตันเศษ มูลค่ากว่า 652,000 บาท นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศยังได้พักใบอนุญาตผู้นำเข้ามันเส้นที่ไม่ได้คุณภาพอีกหลายราย


ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตรหรือขนย้ายไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต ทั้งไม่แสดงราคารับซื้อ หรือแสดงราคาไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีกดราคารับซื้อต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ