ส่งไม้ต่อ CEO ปตท.ใหม่ ปิดจ็อบ “สินทรัพย์เพิ่ม-หนี้ลด”

ปตท.

เป็นที่ทราบกันดีว่าในเดือนพฤษภาคม 2567 ที่จะถึงนี้ บมจ.ปตท.จะได้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการคนใหม่ ซึ่งเป็นคนที่ 11 มีชื่อว่า “คงกระพัน อินทรแจ้ง” มารับไม้ต่อจาก “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ที่บริหารงานมาครบ 4 ปี

ปี’66 สินทรัพย์เพิ่ม-หนี้ลด

ภาพการส่งไม้ต่อเป็นไปอย่างสวยงาม ปิดฉากปี 2566 ด้วยสถานะการเงิน (31 ธันวาคม 2566) ปตท.และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวม 3,460,462 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44,830 ล้านบาท หรือ 1.3% จากสิ้นปี 2565 ที่มีสินทรัพย์ 3,415,632 ล้านบาท

โดยหลักมาจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด และเงินลงทุนระยะสั้น ที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินการของกลุ่ม ปตท. รวมถึงที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากสินทรัพย์เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โครงการ G1/61 และ G2/61 ของ PTTEP ทั้งยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อย่างโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project หรือ CFP) ของ TOP

ขณะที่หนี้สินรวม มี 1,835,468 ล้านบาท ลดลง 46,453 ล้านบาท หรือ 2.5% จากปี 2565 ที่มีหนี้สินรวม 1,881,939 ล้านบาท โดยหลักมาจากภาระดอกเบี้ยลดลงจากการจ่ายชำระเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ ทำให้ ปตท.มีบทสรุปที่จะจ่ายปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังได้ 0.70 บาท จากครึ่งปีแรกที่จ่าย 0.80 บาท

โดยล่าสุด ปตท. และ 6 บริษัท ในกลุ่ม ประกอบด้วย 1.บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 2.บมจ.ไทยออยล์ (TOP) 3.บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) 4.บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) 5.บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และ 6.บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ได้รายงานผลประกอบการครบแล้ว (ตาราง)

ปตท.

ปตท.กอดกำไรสุทธิฝ่าปัจจัยลบ

หากโฟกัสเฉพาะธุรกิจ ปตท.และบริษัทย่อย ปี 2566 มีรายได้จากการขาย รวม 3,144,551 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 222,652 ล้านบาท หรือลดลง 6.6% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ที่มีรายได้ 3,367,203 ล้านบาท โดยยังคงรักษากำไรสุทธิ 112,024 ล้านบาท เทียบ YOY เพิ่มขึ้น 22.9% จากการที่ ปตท.รัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 13,000 ล้านบาท ทั้งยังมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรจากตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้น และมีการรับรู้รายได้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ อาทิ โครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 โครงการเอซี/อาร์แอล 7 และ 12

ธุรกิจใหม่โตแรง ไฟฟ้า GPSC

หากแบ่งสัดส่วนกำไรที่เกิดขึ้น จะพบว่าส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของบริษัทในกลุ่ม ปตท. ซึ่งเป็นธุรกิจที่แข่งขันเสรีทั้งในและต่างประเทศ แบ่งตามประเภทธุรกิจเป็น ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 45% ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ 22% ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น 9% ธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก 7% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี 2566 “ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทย่อย ๆ” มีสัดส่วน 17% ซึ่งการขับเคลื่อนธุรกิจใหม่เริ่มเด่นชัดมากขึ้น หลังจากที่ “นายอรรถพล” ประกาศวิสัยทัศน์ว่าจะเพิ่มสัดส่วนกำไร ให้ได้ 30% ในปี 2030

ในจำนวนกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน ในการพัฒนาพลังงานสะอาด “GPSC” เป็นหัวหอก มีข่าวดีจากการปรับขึ้นค่าเอฟทีสูงขึ้น และต้นทุนพลังงานที่ลดลง ประกอบกับโครงการลงทุนของบริษัท Avaada Energy Private Limited (Avaada) ที่ได้เข้าไปลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศอินเดีย มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

ส่งยาบุกตลาดสหรัฐ

ขณะที่ธุรกิจใหม่ด้าน Life Science เช่น ธุรกิจยาสามัญ ที่ลงทุนใน Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) บริษัท ปตท. โกลบอลแมนเนจเม้นท์ จำกัด (PTTGM) ปรับเพิ่มขึ้น จากที่มีการส่งมอบยา “Lenalidomide” ที่เริ่มเข้าไปเจาะตลาดสหรัฐได้ ในช่วงเดือนกันยายน 2565 ที่ผ่านมา และปริมาณการขายที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในสหรัฐ และเกาหลีใต้

ค่าการกลั่นลด-ขาดทุนสต๊อก

อย่างไรก็ตามกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 426,895 ล้านบาท ลดลง 13.1%

โดยต้องยอมรับว่าปัจจัยท้าทายหลัก มาจากการดำเนินงานในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ที่มีกำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Market GRM) ลดลงเหลือ 7.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากปี 2565 ที่ 10.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นผลจากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซล น้ำมันอากาศยาน และน้ำมันเบนซินกับน้ำมันดิบปรับลดลง แม้ว่าครูดพรีเมี่ยมปรับลดลง และปริมาณการขยายเพิ่ม

ส่วนทิศทาง Market GRM ในไตรมาส 4 ก็ลดลงอีกเหลือเพียง 6.2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากไตรมาส 4/2565 ที่ 7.9 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

และปัจจัยจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมัน ปี 2566 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2565 ที่มีกำไร 4,000 ล้านบาท ส่วนในไตรมาส 4/2566 การขาดทุนสต๊อกน้ำมันเหลือ 12,000 ล้านบาท จากไตรมาส 4/2565 ที่เคยขาดทุน 18,000 ล้านบาท

ขณะที่ธุรกิจกลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวลดลง จากกลุ่ม “ฟีนอลและโอเลฟินส์” ที่ลดลงตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่ปรับลดลง ส่วนกลุ่มเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษก็ชะลอตัว

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีราคาและปริมาณการขายลดลง ส่วนกลุ่มอื่น ๆ มีรายได้ลดลงจากการจำหน่ายถ่านหินลดลงในไตรมาส 1

จับตาธุรกิจก๊าซธรรมชาติ

ในปี 2566 นั้น ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ถูกจับตามองมาก เพราะเป็นธุรกิจที่มีรายได้ลดลง จากธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่มีราคาขายเฉลี่ยลดลงตามราคา Pool Gas ประกอบกับราคาขายให้กลุ่มอุตสาหกรรมลดลงตามราคาอ้างอิง แม้ว่าจะมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น

ธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซมีรายได้ลดลงจากการปรับอัตราค่าผ่านท่อตามมติคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม และในไตรมาส 4 มีกำไรขั้นต้นลดลง จากต้นทุนการขยายที่เพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมท่อ ส่วนธุรกิจโรงแยกก๊าซธรรมชาติมีรายได้ลดลงจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงทุกผลิตภัณฑ์ตามราคาปิโตรเคมีที่ใช้เป็นราคาอ้างอิง และต้นทุนการขายปรับเพิ่มขึ้น และการรับรู้ค่าปรับ ชอร์ตฟอลของ ปตท.

สำหรับแนวโน้มในปี 2567 นี้ ยังต้องจับตามองว่า “ธุรกิจ ปตท.” หลังการเข้ารับตำแหน่ง “ซีอีโอคนใหม่” น่าจะฉายภาพชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ว่าจะขับเคลื่อน ปตท. สู่ทิศทางใด โดยเฉพาะแผนลงทุนตามงบฯ 5 ปีอีกเกือบ 2 แสนล้านบาท