ธปท.จ่อดึง “ค่าน้ำ-ค่าไฟ” ขอสินเชื่อแบงก์ ภาคเอกชนแนะค่าฟีต้องถูกธุรกรรมจึงเกิด

ธปท.จ่อดึง

ธปท.เตรียมดึงข้อมูลค่าไฟ-ค่าน้ำ ต่อยอดการให้บริการทางการเงิน-สินเชื่อ เผยเดือน เม.ย.นี้ตั้งคณะทำงานภายใต้ “Open Banking Data for Consumer Empowerment” คาดปี 2568 เปิดให้บริการได้ ฟาก ”ทีทีบี” แนะใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม-ต่อยอดบริการใหม่ มองเปิดข้อมูล “สถานะลูกหนี้” โครงการรวมหนี้จะเป็นประโยชน์ ด้าน “นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย” ชี้ดึงข้อมูลหนี้-รายจ่าย-การลงทุนไว้บนแอปพลิเคชั่นเดียว จี้ค่าธรรมเนียมต้องถูกบริการถึงเกิด

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 นางสาววิภาวิน พรหมบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภายหลัง ธปท.ได้เปิดรับฟังความเห็นต่อแนวนโยบายการเปิดกว้างให้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลตามสิทธิของผู้ใช้บริการ (Open Banking Data for Consumer Empowerment) คาดว่าภายในเดือนเมษายน 2567 จะมีการสื่อสารแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน

และภายในครึ่งแรกของปีนี้จะมีจัดตั้งคณะกรรมการและคณะทำงาน ซึ่งจะประกอบด้วยผู้แทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง (อาทิ ผู้ให้บริการทางการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์และที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง และตัวแทน SMEs และผู้บริโภค) เพื่อขับเคลื่อน Open Banking Data ร่วมกันต่อไป

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท.ได้มีการพูดคุยร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประปานครหลวง และประปาส่วนภูมิภาค โดยคาดว่าจะสามารถเปิดใช้ประโยชน์จากข้อมูลของผู้ใช้บริการได้ภายในปีนี้ ขณะที่สถาบันการเงินภายใต้การกำกับคาดว่าจะมีการเปิดให้บริการทางการเงินภายใต้ Open Banking Data for Consumer Empowerment ได้จริงภายในปี 2568

“เรื่องของ Open Banking Data เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ และเป็น Game Changer เพราะข้อมูลจะเป็นตัวหล่อเลี้ยงและทำให้เกิดบริการใหม่ ซึ่งมีหลายประเทศทำสำเร็จ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย บราซิล และเกาหลี อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะต้องมีการพูดคุยคือ เรื่องของค่าธรรมเนียมที่จะต้องต่ำ ๆ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจ ซึ่งหากดูในหลายประเทศไม่ได้มีการเก็บ รวมถึงการดูแลข้อมูล หรือรวมศูนย์ข้อมูลให้สามารถส่งและรับได้ดีขึ้น”

เปิดข้อมูลต่อยอด “รวมหนี้” เปิดสถานะลูกหนี้ กันก่อหนี้เพิ่ม

นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือทีทีบี กล่าวว่า ภาคธนาคารได้มีส่วนรวมของ Open Data หากย้อนไปในช่วง 4-5 ปีก่อน จะเห็นว่าธนาคารพาณิชย์สามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้ผ่านการยืนยันตัวตน NDID โดยไม่ต้องไปสาขา หรือการทำเรื่องของ D-Statement เป็นต้น

ฐากร ปิยะพันธ์
ฐากร ปิยะพันธ์

ดังนั้น มองว่าการเปิดข้อมูลมากขึ้นจะช่วยให้การเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น แม้ว่าไทยจะมีเรื่องของข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) แต่จะสามารถต่อยอดอย่างไร เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น ซึ่งมองว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้เสียเปรียบประเทศอื่น จึงไม่ต้องสร้างใหม่ แต่จะทำอย่างไรให้สามารถทำงานร่วมกันมากขึ้น โดย ธปท.จะต้องเป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือกับผู้กำกับและหน่วยงานอื่นร่วมกัน รวมถึงการปรับการดูแลข้อมูลให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น

“Open Data มองว่าจะเข้ามาช่วยในเรื่องของการรวมหนี้ Debt Consolidation หากมีการแชร์ข้อมูล เพราะปัจจุบันเราไม่รู้ว่าลูกค้ากลุ่มนี้ปิดบัญชีจากอะไร ทำให้ลูกค้าสามารถไปกู้ที่ใหม่ได้ ทำให้เรามีต้นทุนจากการนำเช็คไปปิดบัญชีให้ลูกหนี้ แต่ในอนาคตมีการ Share Data ว่าลูกหนี้รายนี้ปิดบัญชีเพราะอะไร เช่น รวมหนี้ใช้รหัส 11 หากแบงก์อื่นสามารถเห็นสถานะลูกหนี้ได้ก็จะไม่ให้ลูกหนี้รายนี้กู้เพิ่ม หรือขอสินเชื่อภายใน 3 ปี”

ดึงข้อมูลหนี้-รายจ่าย-ลงทุนบนแอปเดียว ค่าฟีต้องถูก

นายชลเดช เขมะรัตนา นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดข้อมูลภายใต้ Open Banking Data for Consumer Empowerment จะช่วยผู้ประกอบการขนาดกลาง เช่น SMEs หรือฟินเทคสตาร์ตอัพ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต (License) จำนวนมาก เข้ามาให้บริการทางการเงินใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งหากดูภายใต้ภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 90% ของจีดีพี

ชลเดช เขมะรัตนา
ชลเดช เขมะรัตนา

ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นภายใต้การเปิดข้อมูลคือ 1.แอปพลิเคชั่นที่รวบรวมข้อมูลหนี้ เช่น หนี้บัตรเครดิต ส่วนบุคคล ซึ่งเสียดอกเบี้ยแพงสามารถนำมารวมหนี้กับสินเชื่อบ้านได้ โดยนำข้อมูลมารวมกันได้ 2.แอปพลิเคชั่น รวบรวมรายจ่าย เช่น การใช้บัตรเครดิตในแต่ละเดือน เพราะหากเป็นการทำเองด้วยมือคนอาจจะไม่สนใจ แต่สามารถหากลิงก์ข้อมูลรวมกันจะทำให้คนหันมาทำรายจ่ายกันมากขึ้น การแชร์ข้อมูลระหว่างกันมากขึ้น

และ 3.แอปพลิเคชั่นรวมพอร์ตการลงทุนทั้งหมด เช่น หุ้น หุ้นกู้ หรือกองทุนรวม ซึ่งหากทุกคนสามารถรู้ว่ามีการลงทุนอย่างไร จะนำไปสู่การออมและการลงทุนมากขึ้น รวมถึงการบริหารความเสี่ยงจากการลงทุนได้

“ดังนั้น Open Data เหมาะกับฟินเทค ซึ่งสามารถร่วมมือกับแบงก์ในการใช้ข้อมูล Consumer Based และเอาความคล่องตัวจากสตาร์ตอัพ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นข้อกังวลคือ ต้นทุน เช่น ซึ่งที่ผ่านมาผู้ให้บริการคิดค่าธรรมเนียมการยืนยันตัวตนผ่าน NDID อยู่ที่ 100-200 บาท ทำให้บางบริการ บางธุรกรรมไม่สามารถเกิดได้ จึงอยากให้คิดต้นทุนต่ำ ๆ เพื่อให้บริการเกิด”